“สินค้าอย่างนั้นหรือคะ?”
รสาเอ่ยทวนคำนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ราวกับมีก้อนน้ำแข็งแหลมคมทิ่มแทงลงไปกลางอก คำนิยามที่เปรียบเทียบตัวเธอเป็นเพียงวัตถุซื้อขายราคาถูกในสายตาของผู้ชายตรงหน้า มันช่างบาดลึกและดิบเถื่อนเกินกว่าที่หัวใจซึ่งเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ที่จะกลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติจะรับไหว
พายุยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าเธอ ร่างสูงใหญ่ของเขาแผ่รังสีคุกคามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือหนาที่เคยหยิบจับกิ่งส้มอย่างทะนุถนอม บัดนี้กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้มองไปยังรสา แต่มันกำลังจ้องเขม็งไปยังชายแปลกหน้าที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นกลางเรือนรับรองของไร่ส้มปลายดอย... ชายในชุดสูทสีเข้มที่ดูขัดกับบรรยากาศของสวนส้มอย่างสิ้นเชิง
“ผมว่าคุณควรจะกลับไปก่อนครับ” พายุเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวกับการประกาศสงคราม “ที่นี่คือเขตส่วนบุคคล และสิ่งที่คุยกันเมื่อครู่ ผมถือว่าไม่เคยได้ยิน”
ชายผู้นั้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนเสียงแก้วแตกที่บาดหู เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้รสามากขึ้น จนหญิงสาวต้องถอยกรูดไปชนกับขอบโต๊ะไม้เก่าแก่ ความหอมจางๆ ของน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลอยู่รอบกายเขามันชวนให้สะอิดสะเอียน ไม่ใช่เพราะกลิ่นที่ฉุนกึก แต่เพราะมันทำให้นึกถึงความทรงจำที่รสาพยายามฝังกลบไว้ใต้กองส้มตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
“ดูแลดีจนหลงรักเลยหรือไง พายุ?” ชายคนนั้นเหยียดยิ้มพลางปรายตามองรสาที่ยืนหน้าซีดเผือด “รู้ไหมว่าผู้หญิงคนนี้มีราคาแค่ไหนในตลาดที่เธอจากมา... และที่สำคัญ เธอยังไม่ได้รับรู้ด้วยซ้ำว่าการที่เธอมาอยู่ที่นี่ได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
รสาชะงัก ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ดวงตากลมโตสั่นระริกมองไปยังแผ่นหลังกว้างของพายุ “พายุคะ... เขาหมายความว่ายังไงที่ว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศในเรือนรับรอง มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านใบส้มข้างนอกหน้าต่าง แต่สำหรับรสา เสียงนั้นกลับเงียบงันราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน พายุนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามองเธอ สายตาของเขาเปลี่ยนไป จากความดุดันกลายเป็นความปวดร้าวที่ยากจะหยั่งถึง
“รสา... ฟังผมนะ” เขาเอ่ยแผ่วเบา ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้อธิบายอะไร เสียงปรบมือดังแปะๆ ของชายแปลกหน้าก็ขัดจังหวะขึ้น
“จะสารภาพตอนนี้เลยหรือ? ก็น่ารักดีนะ แต่เกรงว่าความจริงมันจะขมขื่นกว่าที่เธอคิด” เขาวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง “รสาพร... ข้อมูลทุกอย่างที่เธอต้องการจะรู้อยู่ในนี้ รวมถึงสาเหตุที่ทำไมอดีตคนรักของเธอถึงกล้าหักหลังเธออย่างเลือดเย็น เพราะแท้จริงแล้ว เธอเป็นแค่หมากตัวหนึ่งในเกมการเงินที่เขากำลังเล่นอยู่”
รสายืนตัวชาไปทั้งร่าง ราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดลงกลางศีรษะ มือที่สั่นเทาของเธอเอื้อมไปหยิบซองเอกสารนั้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกเหมือนถูกฉีกหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าถาโถมเข้ามาในหัวใจที่ไม่เคยได้รับความยุติธรรม
“อย่าเปิดมัน!” พายุตะโกนห้าม เสียงของเขาดังจนทำให้คนงานในไร่ที่อยู่ใกล้เคียงต้องหันมามอง แต่ความอยากรู้ที่ถูกปลุกเร้าด้วยความระแวงมันแรงกล้าเกินกว่าจะหยุดยั้ง รสาแกะซองออกด้วยหัวใจที่แทบจะหยุดเต้น ภาพถ่ายนับสิบใบที่ร่วงหล่นลงมาบนพื้นไม้ เป็นภาพของเธอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งภาพที่ไปไหนมาไหน ภาพการทำธุรกรรมการเงินที่เธอไม่เคยรู้เห็น และภาพของ 'พายุ' ที่ถ่ายร่วมกับชายคนนี้ในวันที่เขาตัดสินใจรับเธอเข้าทำงานที่ไร่
มันไม่ใช่การพบกันโดยบังเอิญ... มันคือการเตรียมการที่ยาวนาน
“พายุคะ...” รสาเงยหน้าขึ้นมองเขา น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาโดยไม่อาจอ้อนวอน “คุณบอกฉันว่าคุณต้องการคนงานเพิ่มเพราะไร่ขาดคน... แต่ทำไม... ทำไมในรูปนี้ถึงมีคุณยืนคุยกับเขาตั้งแต่วันที่ฉันเริ่มเก็บกระเป๋าหนีความช้ำมาจากกรุงเทพฯ”
พายุเม้มปากแน่น เขาไม่ได้ปฏิเสธ และนั่นคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับรสา หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ด้วยความรู้สึกเหมือนคนถูกทรยศซ้ำซ้อน คนที่เธอไว้ใจ คนที่ทำให้เธอเชื่อว่า 'ไอน้ำอุ่น' ในไร่ส้มแห่งนี้คือที่พักพิงที่ปลอดภัย แท้จริงแล้วเขากลับเป็นคนที่รู้เห็นในแผนการทั้งหมดตั้งแต่ต้น
“ผมปกป้องคุณนะรสา...” พายุพยายามก้าวเข้ามาหา แต่ชายแปลกหน้าคนนั้นกลับขวางทางเขาไว้
“ปกป้องหรือผลประโยชน์กันแน่? ในเมื่อคนพวกนั้นเสนอเงินก้อนโตให้คุณเพื่อแลกกับการเก็บกวาด 'สินค้า' ชิ้นนี้ให้พ้นทาง แต่น่าเสียดายที่ความสงสารดันทำให้คุณเปลี่ยนใจ... จริงไหม พายุ?”
คำถามนั้นทิ้งท้ายไว้กลางอากาศ ราวกับมีดที่ปักลงบนความสัมพันธ์ที่กำลังก่อตัวขึ้น รสากอดตัวเองแน่น ความหนาวเย็นจากยอดดอยดูเหมือนจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูกดำ เธอเงยหน้าขึ้นมองพายุอีกครั้งด้วยแววตาที่ว่างเปล่าจนน่าใจหาย
“ตอบฉันมาคำเดียวพายุ... ตั้งแต่วันแรกที่คุณยื่นมือเข้ามาหาฉัน คุณมองฉันเป็นอะไรกันแน่? เป็นผู้หญิงที่ควรค่าแก่ความรัก หรือเป็นแค่สมบัติชิ้นหนึ่งที่คุณยังไม่อยากขายทิ้ง?”
พายุนิ่งงัน เขามองสบตาเธอนิ่งนาน แววตาของเขาที่เคยอบอุ่นบัดนี้ดูสับสนและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่เขาไม่สามารถระบายออกมาได้ ชายแปลกหน้าคนนั้นแสยะยิ้มก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปที่หน้าประตู พร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความบางอย่าง
“ให้เวลาเขาคิดดูนะครับรสา... เพราะพรุ่งนี้เช้า ผมจะกลับมารับ 'สินค้า' คืน หากคุณยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ก็หวังว่าคุณจะฉลาดพอที่จะเดินออกมาจากที่นี่ด้วยตัวของคุณเอง”
พายุพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อชายคนนั้น แต่คนของอีกฝ่ายที่ยืนรออยู่ภายนอกก็ชักปืนออกมาเล็งตรงมาที่เรือนรับรองทันที เสียงเหนี่ยวไกปืนดังขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณเตือนที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงัก รสาหวีดร้องเบาๆ ก่อนจะเห็นพายุค่อยๆ ปล่อยมือออกช้าๆ
ในวินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋าของรสาที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะก็ดังขึ้นรัวๆ มันเป็นข้อความจาก 'ใครบางคน' ที่เธอเชื่อว่าตายไปแล้ว... คนที่เป็นต้นเหตุของความร้าวฉานทั้งหมดในชีวิตเธอ
*“อย่าเชื่อสิ่งที่เห็น... รสา... พี่กำลังไปหา”*
รสามองหน้าจอโทรศัพท์สลับกับใบหน้าที่เคร่งเครียดของพายุ ความจริงที่เธอเพิ่งได้รับรู้ช่างหนักหนาเกินกว่าที่หัวใจจะรับไหว และในความมืดมิดของไร่ส้มที่กำลังจะมาถึง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ชายแปลกหน้าตรงหน้า... หากแต่เป็นความลับที่ซ่อนอยู่ในเงาของพายุที่กำลังค่อยๆ เผยออกมาทีละน้อย
น้ำผึ้งหยดแรกหวังว่าทุกท่านจะยังคงส่งกำลังใจให้กับรสาในคืนที่มืดมิดที่สุดเช่นนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม•ตอนที่ 31
บทที่ 31
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!