ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม•ตอนที่ 5

รอยแผลที่ซ่อนไว้

ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
ความมืดหลังลังไม้เก่าๆ ส่งกลิ่นอับชื้นและฝุ่นละอองผสมกลิ่นดินยามฝนตกอย่างรุนแรง เสียงพายุภายนอกคำรามครั่นคร้ามราวกับท้องฟ้ากำลังจะฉีกขาด แต่เสียงที่ดังกลบทุกสิ่งในโสตประสาทของรสา กลับเป็นเสียงจังหวะหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามจนแทบจะกระֹเด็นออกมานอกอก มือใหญ่ของพายุที่เอื้อมมาปิดปากและดึงตัวเธอกลับเข้าที่กำบังเมื่อครู่ ยังคงอุ่นจัดและมั่นคง แม้ตัวเขาจะเปียกชุ่มไปด้วยหยาดฝนที่สาดส่องเข้ามาตามร่องไม้ ผ่านช่องว่างแคบๆ ระหว่างลังไม้สน รสาเห็นเงาสองร่างนั้นเคลื่อนผ่านไป ชายชุดดำฉชากคู่เดิมหายลับไปกับม่านน้ำฝนหนาทึบ มุ่งหน้าไปยังเรือนพักใหญ่ปลายเนิน ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มบิดเบี้ยวอันคุ้นเคยที่ยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตา หลอนระทึกราวกับภาพถ่ายติดวิญญาณจากขุมนรกที่เธออุตส่าห์หนีสุดชีวิตข้ามจังหวัดมาซ่อนตัว เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ จนกระทั่งเสียงฟ้าร้องเริ่มเบาลงเหลือเพียงเสียงฝนปรอยเม็ด พายุค่อยๆ ลดเหล็กแป๊บในมือลง เสียงลมหายใจผ่อนเข้าออกอย่างควบคุมได้ของเขาช่วยดึงสติรสาให้กลับคืนมา "พวกเขาไปแล้ว" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความเงียบ พายุหันมามองหญิงสาวที่ตัวสั่นเทาจนน่าตกใจ รสาพยายามจะกอบกุมสติ ปลดมือที่กุมแน่นของเขาออกแล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ทว่าขาเจ้ากรรมกลับไร้เรี่ยวแรง ร่างบางทรุดฮวบลึกลงไปนั่งคู้ตัวอยู่กับพื้นไม้เย็นเฉียบ หยาดน้ำตาที่สะกดกลั้นมาตลอดทาง พรั่งพรูออกมาอย่างไร้เสียงสะอื้น รสาซบใบหน้าลงกับฝ่ามือ ไหล่บางสั่นสะท้านอย่างน่าเวทนา ความเปราะบางที่เธอพยายามสร้างเกราะกำบังไว้ตลอดหลายเดือน พังทลายลงในพริบตาเดียว ภาพวันเก่าๆ ที่ถูกหักหลังอย่างไร้เยื่อใย คำพูดเชือดเฉือน และรอยยิ้มเยาะหยันของผู้ชายคนที่เธอเคยรักสุดหัวใจ หวนกลับมาทิ่มแทงซ้ำเติมแผลเดิมให้ฉีกกว้างขึ้น พายุนิ่งเงียบ เขายืนมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ความนิ่งขรึมตามวิสัยของชายหนุ่มเจ้าของไร่ส้มค่อยๆ เจือจางลง แทนที่ด้วยความกังวลลึกซึ้งที่ฉายชัดในหน่วยตาคมคาย ชายหนุ่มไม่เอ่ยคำปลอบโยนใดๆ ที่ไร้สาระ เช่น *“ไม่เป็นไรนะ”* หรือ *“ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี”* เพราะเขารู้ดีว่าบาดแผลระดับที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งหนีมาซ่อนตัวอยู่กลางป่าเขา ปลายดอย ไกลลิบจากโลกภายนอก ย่อมไม่ใช่รอยแผลถลอกปอกเปิกที่จะสมานได้ด้วยคำพูดสวยหรู พายุนั่งคุกเข่าลงข้างๆ ช้าๆ เพื่อไม่ให้เป็นการคุกคาม ร่างสูงใหญ่ขยับเข้าไปใกล้พอให้ความอบอุ่นจากกายของเขาแผ่ซ่านผ่านอากาศชื้น รสาไม่ได้เงยหน้าขึ้น เธอยังคงร้องไห้สะอื้นฮัก ปล่อยให้หยดน้ำตาแห่งความหวาดกลัวและความอัดอั้นตันใจไหลรินอาบแก้ม มือหนาที่ผ่านงานหนักในไร่ส้มมาโชกโชน ค่อยๆ เอื้อมออกไปอย่างลังเลชั่วขณะ ก่อนจะวางลงบนไหล่บางที่สั่นเทานั้นอย่างแผ่วเบาที่สุด น้ำหนักสัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงถ่ายทอดความห่วงใยออกมาโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย สะเก็ดไฟในใจของรสาคล้ายถูกน้ำอุ่นรดริน รสาสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้ปัดป้อมมือคู่นั้นออก เธอกลับซบหน้าผากลงกับหัวเข่า ปล่อยโฮออกมาเสียงดังกว่าเดิม ราวกับเด็กน้อยที่หลงทางแล้วพบที่พึ่งพิงสุดท้าย "ฉัน... ฉันกลัวเหลือเกินค่ะคุณพายุ..." เสียงหวานแหบพร่าสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "เขาตามฉันมา... ทำไมเขาถึงไม่ยอมปล่อยฉันไปสักที ฉันผิดอะไรนักหนา..." พายุขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่ของทั้งคู่แนบชิดกัน ความเงียบยามค่ำคืนมีเพียงเสียงฝนพรำเป็นฉากหลัง เขาดึงผ้าขนหนูผืนเล็กที่พาดอยู่บนบ่าของตัวเองออกมาอย่างเงียบเชิด แล้วบรรจงซับหยดน้ำฝนและคราบน้ำตาบนแก้มเนียนใสของหญิงสาวอย่างเบามือที่สุด ราวกับเธอบอบบางยิ่งกว่าผลส้มสีทองที่ต้องทะนุถนอมไม่ให้ช้ำ "ร้องออกมาให้พอเถอะครับ..." พายุเอמהเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวลอย่างที่รสาไม่เคยได้ยินมาก่อน มันเป็นน้ำเสียงที่เจือด้วยความอบอุ่นลึกล้ำราวกับไอน้ำอุ่นที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากดินหลังฝนตก "ร้องออกมาให้หมด แล้วค่อยทิ้งมันไว้ที่นี่" รสาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่สวยแดงก่ำและชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตา แสงสลัวจากตะเกียงพกพาภายในกระท่อมสะท้อนแววตาจริงใจและมั่นคงของชายหนุ่ม รasไม่มีความรังเกียจ ไม่มีคำถามซอกแซก มีเพียงสายตาที่พร้อมจะโอบอุ้มความพังทลายของเธอไว้ทั้งหมด หัวใจที่เคยด้านชาและหวาดระแวงของรสา เต้นผิดจังหวะขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความรู้สึกปลอดภัยที่ไม่เคยสัมผัสมานานแสนนาน ไหลทะลักเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัว ความอบอุ่นจากปลายนิ้วของเขาที่เกลี่ยปอยผมเปียกชื้นออกจากหน้าผาก ทำให้เผลอเอียงแก้มเข้าหาฝ่ามือนั้นโดยสัญชาตญาณ พายุชะงักไปเล็กน้อย ลมหายใจของชายหนุ่มสะดุดกึกเมื่อสบตากับดึงตาเศร้าสร้อยแต่เปี่ยมด้วยความอ้อนวอนขอที่พักพิงคู่นั้น ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น กลิ่นอายฝนผสมกลิ่นหอมสะอาดจากตัวพายุโชยเข้าจมูก รสากลืนก้อนสะอื้นลงคอ หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกใหม่ที่แปลกประหลาด—ความรู้สึกที่ว่า ในโลกที่โหดร้ายใบนี้ อย่างน้อยก็ยังมีอ้อมกอดของใครคนหนึ่งที่ปลอดภัย ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะละลายความหนาแน่นระหว่างกันให้กลายเป็นความหวานล้ำ พายุพลันชะงักกึก สายตาคมกริบของเขาเหลือบไปมองที่หน้าต่างบานเล็กของกระท่อมที่แง้มอยู่ แสงไฟฉายวับวาบสาดส่องเข้ามาตัดผ่านความมืดนอกหน้าต่าง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่กำลังย่างกรายเข้ามาใกล้กระท่อมเก็บของทีละน้อย... ทีละน้อย พายุรีบดึงรสาเข้าหากายแล้วยกมือขึ้นปิดปากเธอไว้แน่น ดวงตาของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นประกย์ดุดันและเย็นเยียบขึ้นมาทันที เมื่อเสียงทุ้มต่ำของผู้ชายคนหนึ่งดังลอดเข้ามาจากด้านนอก ท่ามกลางเสียงฝนที่เริ่มซา *"แยกย้ายกันหา... มันต้องหลบอยู่แถวนี้แหละ นายสั่งมาว่าต้องเจอตัว... ไม่เป็นตายร้ายดีก็ต้องเอาตัวกลับไป!"* รสาเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อขึ้นมาฉับพลัน ลมหายใจติดขัดเมื่อจำเสียงนั้นได้แม่นยำ—นั่นไม่ใช่เสียงของคนเก่า แต่เป็นเสียงของหนึ่งในลูกน้องคนที่ตามล่าเธอมาถึงที่นี่! และก่อนที่พายุจะทันได้ขยับตัว เสียงเคาะประตูกระท่อมดังปึงปัง! สามครั้งติดต่อกัน ก็ดังทะลุความเงียบเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนเหี้ยมเกรียมที่ทำให้เลือดในกายของรสาเย็นเฉียบ *"เปิดประตู! เรารู้ว่าแกอยู่ในนั้น... ยายตัวดี!"* ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและอบอุ่นหัวใจไปด้วยกันในตอนนี้นะคะ - น้ำผึ้งหยดแรก
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%