หน้าจอโทรศัพท์ในมือรสาดับวูบลงพร้อมกับเสียงสัญญาณตัดไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่กดทับในอากาศ พายุยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า เธอเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีซีดที่เปื้อนฝุ่นดิน เขายังคงมองออกไปทางแนวไร่ส้มที่ดูเหมือนจะถูกกลืนหายไปกับเมฆหมอกสีเทาทะมึนที่เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"อย่ารับมัน"
เสียงของเขาต่ำและแหบพร่า เป็นน้ำเสียงที่ไม่ได้มาพร้อมกับคำสั่ง แต่เป็นคำขอร้องที่ซ่อนความร้าวรานบางอย่างไว้ รสาเม้มริมฝีปากแน่น เธอกำโทรศัพท์ในมือจนข้อนิ้วขาวซีด เธออยากจะถามเหลือเกินว่า 'สิ่งที่คุณปกป้องคืออะไร' แต่ก่อนที่คำถามนั้นจะหลุดออกมาจากปาก หยดน้ำใสๆ ก็ร่วงหล่นลงมากระทบผืนดินแห้งผาก ก่อนจะตามมาด้วยห่าฝนที่เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว
"ไป!"
พายุคว้าข้อมือเธอด้วยสัมผัสที่หนักแน่นแต่ไม่รุนแรง เขาฉุดให้เธอวิ่งฝ่ากระแสลมกรรโชกไปยังกระท่อมเก็บอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ที่สุด เสียงฟ้าร้องครืนครางดังก้องไปทั่วหุบเขา ผสมปนเปกับเสียงเท้าที่ย่ำไปบนพื้นดินที่เริ่มกลายเป็นโคลน เมื่อบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกและปิดลงพร้อมเสียงดังปัง โลกทั้งใบก็ดูเหมือนจะเหลือเพียงแค่พวกเขาสองคนในพื้นที่แคบๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไม้แห้ง กลิ่นละอองฝน และกลิ่นจางๆ ของน้ำหอมผสมกับกลิ่นไอแดดจากตัวคนข้างๆ
รสาหอบหายใจถี่ เธอเปียกปอนไปครึ่งตัว เส้นผมที่เคยรวบไว้อย่างเรียบร้อยหลุดลุ่ยตกลงมาปรกใบหน้า พายุนิ่งงันอยู่เพียงครู่ก่อนจะถอนหายใจยาว เขาเดินไปที่มุมห้อง หยิบผ้าขนหนูผืนเก่าที่แขวนอยู่บนตะขอส่งให้เธอ
"เช็ดตัวเสีย เดี๋ยวจะไม่สบาย"
เขากล่าวแค่นั้นก่อนจะเดินไปนั่งลงบนลังไม้ใกล้หน้าต่าง เหม่อมองสายฝนที่สาดซัดกระทบกระจก รสาเดินไปนั่งลงบนกองกระสอบปุ๋ยไม่ไกลนัก ความเงียบทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ แต่เป็นความเงียบที่มีเสียงหัวใจของเธอเต้นแข่งกับเสียงฝนตกบนหลังคาสังกะสี
"คุณกำลังกลัวอะไรคะ... พายุ" รสาตัดสินใจถามขึ้น ท่ามกลางความมืดสลัวในกระท่อม ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ชายหนุ่มที่ดูเหมือนกำลังแบกรับความลับของโลกทั้งใบไว้บนบ่า
พายุไม่หันกลับมา เขากระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา "ผมไม่ได้กลัวฝน... ผมแค่กลัวว่าถ้าคุณได้ยินเรื่องในสายนั้น โลกใบเล็กๆ ที่คุณสร้างขึ้นมาที่นี่เพื่อพักใจ มันจะพังทลายลงเหมือนไร่ส้มที่โดนพายุถล่ม"
รสาขยับตัวเข้าใกล้เขาอีกนิด กลิ่นอายความอบอุ่นจากร่างสูงใหญ่เริ่มแผ่ซ่านเข้ามาในระยะใกล้จนน่าใจหาย พายุหันกลับมามองเธอ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความนิ่งเฉยเป็นความอ่อนโยนจนน่าประหวั่น แววตานั้นวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพัด
"ที่นี่ไม่มีอะไรพังหรอกค่ะ" รสากล่าวแผ่วเบา "มีแต่หัวใจของฉันนี่แหละ ที่บางทีก็รู้สึกว่ามันไม่เหลืออะไรให้พังอีกแล้ว"
พายุขยับตัวลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันลดน้อยลงจนเธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มือหนาที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักค่อยๆ เอื้อมมาปัดปอยผมที่เปียกชื้นออกจากแก้มของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเบาหวิวราวกับขนนก แต่กลับทิ้งร่องรอยความรู้สึกร้อนผ่าวไว้บนผิวแก้มจนรสาต้องกลั้นหายใจ
"ถ้างั้น... ก็ช่วยรักษาแผลใจนั้นไว้ที่นี่ได้ไหม" เขาถาม เสียงของเขาต่ำลึกจนดูเหมือนเสียงกระซิบของสายฝน "อย่าไปรับรู้อะไรที่มันจะทำให้คุณต้องเสียน้ำตาอีกเลย ผมอาจจะเป็นคนเห็นแก่ตัว... ที่อยากจะขังคุณไว้ที่นี่ ในไร่นี้ ในหุบเขานี้... ตลอดไป"
รสาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มคู่นั้น ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอรู้สึกราวกับว่าตัวตนของเธอถูกหลอมรวมเข้ากับความเวิ้งว้างของหุบเขา หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงเมื่อเขาก้มลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่ที่ปลายจมูก
ทว่า... ก่อนที่ระยะห่างจะเหลือเพียงศูนย์ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของเธอดังขึ้นอีกครั้ง มันไม่ใช่เสียงเรียกเข้าปกติ แต่เป็นเสียงข้อความเตือนภัยจากระบบรักษาความปลอดภัยบ้านที่กรุงเทพฯ พร้อมกับรูปภาพที่ถูกส่งเข้ามาผ่านเครือข่ายสัญญาณที่ติดๆ ดับๆ
ภาพนั้นคือชายคนเดิม... คนที่เคยหักหลังเธอ กำลังยืนอยู่หน้าบ้านของเธอ พร้อมกับกุญแจสำรองที่เธอคิดว่าเธอทำหายไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้ รสาสะดุ้งโหยงและผละออกจากพายุทันที เธอเปิดดูข้อความสั่นๆ ที่ส่งมาพร้อมกับภาพถ่ายที่เพิ่งถูกถ่ายเมื่อนาทีก่อน
*“เจอตัวแล้วนะรสา... ออกมาหาผมเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ผมจะเข้าไปหาคุณเอง”*
ความเย็นวาบแล่นผ่านสันหลังรสาจนตัวชา พายุสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าเธอ เขารีบก้าวเข้ามาดูหน้าจอโทรศัพท์ และเมื่อเขาเห็นข้อความนั้น แววตาที่เคยอ่อนโยนก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
"เขาไม่ได้แค่จะมาคุยกับคุณ" พายุกัดฟันพูด เสียงของเขาเต็มไปด้วยโทสะที่ซ่อนไว้ "เขาตามรอยที่อยู่ของคุณเจอแล้ว... และเขาไม่ได้มาคนเดียว"
เสียงรถยนต์ปริศนาจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าทางเข้าไร่ท่ามกลางมรสุม ท่ามกลางเสียงฝนที่กำลังโหมกระหน่ำ รสาสังเกตเห็นเงาตะคุ่มของชายชุดดำสองคนก้าวลงจากรถพร้อมกับสิ่งของบางอย่างในมือ... พายุดึงตัวเธอไปหลบหลังลังไม้ทันที ก่อนจะหยิบเหล็กแป๊บใกล้ๆ มือขึ้นมาเตรียมพร้อม หัวใจของรสาแทบหยุดเต้น เมื่อเธอเห็นชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้น เงยหน้าขึ้นมองมาทางกระท่อมเก็บของ และรอยยิ้มที่น่าขนลุกนั่น... มันคือรอยยิ้มของอดีตที่เธอหนีมาตลอดชีวิต
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยดฝนและความเปราะบางนี้ไปกับรสาและพายุนะครับ - น้ำผึ้งหยดแรก
ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม•ตอนที่ 4
ฝนแรกกลางหุบเขา
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!