“ถ้าคุณเลือกจะอยู่ที่นี่ต่อไป ก็เท่ากับคุณกำลังทิ้งความสำเร็จของพ่อทิ้งไป พายุ... อย่าให้ความหลงใหลชั่วครั้งชั่วคราวในไร่ส้มบ้านนอกนี่ มาทำลายอนาคตที่ตระกูลเราปูไว้ให้!”
เสียงของปลายสายผ่านสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดดังลอดออกมาจนรสาที่ยืนถือตะกร้าผลไม้ค้างอยู่หน้าประตูห้องทำงานต้องชะงักฝีเท้า หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะจนแทบจะหยุดเดิน น้ำเสียงของผู้หญิงวัยกลางคน—คนที่เธอเดาว่าเป็นมารดาของเขา—เต็มไปด้วยอำนาจและเย็นชาจนน่าใจหาย
พายุไม่ได้ตอบโต้อะไรในทันที เขานั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่ สายตามองเหม่อออกไปทางหน้าต่างที่มองเห็นทิวแถวของต้นส้มสุดลูกหูลูกตา นิ้วเรียวยาวของเขาเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ ทว่าหนักแน่น ความเงียบนั้นช่างยาวนานและกดดัน จนกระทั่งเขากดวางสายด้วยมือที่สั่นเทานิดๆ โดยไม่ลากลา
เมื่อหันกลับมาเห็นรสาที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ดวงตาคมดุของเขาก็ไหววูบชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่แฝงความเหนื่อยล้า พายุปิดหน้าจอโทรศัพท์คว่ำลงราวกับต้องการซ่อนความลับที่เพิ่งได้ยินมาเมื่อครู่
“รสา...” เขาเรียกชื่อเธอ เสียงนั้นแหบพร่า “คุณมานานหรือยังครับ... เอ้อ ขอโทษค่ะ ผมหมายถึง... คุณมานานหรือยังคะ”
รสาขยับยิ้มบางๆ แม้ในใจจะหน่วงดิ่ง เธอวางตะกร้าลงบนโต๊ะก่อนจะเดินไปหยุดตรงหน้าเขา “เพิ่งมาถึงค่ะ... พายุคะ ถ้าเรื่องที่คุยเมื่อกี้มันสำคัญมาก คุณไม่ต้องฝืนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกนะคะ”
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว ไหล่กว้างที่เคยผึ่งผายดูเหมือนจะแบกรับน้ำหนักของภูเขาทั้งลูกไว้ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาใกล้จนเธอได้กลิ่นไอของเปลือกส้มและดินที่เขามักจะมีติดตัวเสมอ “แม่ต้องการให้ผมกลับไปบริหารบริษัทก่อสร้างที่กรุงเทพฯ ท่านบอกว่าพ่อป่วยหนัก และไม่มีใครดูแลธุรกิจหลักของครอบครัวได้ดีเท่าผม”
“แล้วคุณ... อยากกลับไปไหมคะ” รสาถาม ประโยคที่ดูเรียบง่ายแต่ซ่อนความสั่นคลอนในหัวใจเอาไว้ หากเขาไป ชีวิตที่ไร่แห่งนี้ที่เธอเริ่มผูกพันจะเหลืออะไร
พายุมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวเบื้องหน้า สายตาของเขามีความหมายมากกว่าคำพูดนับพัน เขาหยิบมือเล็กๆ ของเธอขึ้นมาแนบแก้มสาก “ถ้าผมไป ผมจะทิ้งโลกทั้งใบที่ผมเพิ่งค้นพบความหมายของมันไปได้ยังไง... รสาครับ ที่นี่มีคุณ มีอากาศที่ทำให้ผมหายใจได้คล่องตัว ไม่ใช่เหมือนที่นั่น ที่ที่ลมหายใจของผมถูกกำหนดด้วยตัวเลขในงบการเงิน”
“แต่ครอบครัวคุณ... เลือดข้นกว่าน้ำนะคะพายุ” เธอเตือน แม้หัวใจจะอยากรั้งเขาไว้จนแทบขาดรอน “หน้าที่กับความรัก... บางครั้งโลกก็ไม่ได้ใจดีให้เราเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป”
บทสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตูที่รัวเร็วอย่างร้อนรน เป็นเพียงขวัญที่วิ่งหน้าตั้งเข้ามา ใบหน้าของเพื่อนสาวดูตื่นตระหนกจนผิดสังเกต “พายุ! รสา! พวกเธอต้องมาดูนี่ เดี๋ยวนี้!”
ทั้งสองเดินตามเพียงขวัญออกไปที่หน้าไร่ ตรงนั้นมีรถลีมูซีนคันหรูสีดำสนิทจอดเด่นสะดุดตาอยู่ท่ามกลางฝุ่นดิน ชายชุดดำสองคนยืนคุมเชิงอยู่ข้างรถ และผู้หญิงวัยกลางคนในชุดสูทสีขาวสะอาดตาที่ดูไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมแม้แต่น้อย กำลังยืนมองไร่ส้มของเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการดูแคลน
“คุณแม่...” พายุพึมพำ ชื่อนั้นหลุดออกมาเบาหวิว
“ฉันไม่ได้มาเพื่อฟังคำปฏิเสธ พายุ” คุณหญิงนลินีเดินตรงเข้ามาหาบุตรชาย สายตาของเธอปรายมองผ่านรสาไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ “เตรียมตัวซะ อีกหนึ่งชั่วโมง เราจะออกเดินทางไปสนามบินทันที และถ้าเธอไม่ไป... ฉันจะสั่งปิดที่นี่ในฐานะที่ฉันเป็นเจ้าของเงินทุนสนับสนุนไร่นี้แต่เพียงผู้เดียว”
พายุหน้าซีดเผือด เขาหันไปมองรสา แววตาของเขาเปลี่ยนจากความอบอุ่นเป็นความเจ็บปวดที่เขาไม่สามารถปกป้องสิ่งที่เขารักได้ รสาถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว ความเงียบงันเข้าปกคลุมบรรยากาศจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
“ไร่นี้ไม่ใช่แค่ธุรกิจของคุณแม่ แต่มันคือชีวิตของพายุนะคะ” รสาตัดสินใจพูดขึ้น เสียงของเธอสั่นเครือแต่หนักแน่น “การบังคับคนที่ไม่เหลือความสุขในใจไปทำงานที่เขาเกลียด... คุณคิดว่าคุณจะได้รับผลลัพธ์แบบไหนคะ?”
คุณหญิงนลินีหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะเดินเข้าไปกระซิบข้างหูรสาด้วยเสียงที่แผ่วเบาแต่กรีดลึกลงไปในใจ “เธอคิดว่าเธอเป็นใครถึงมาสอนฉัน? พายุมีคู่หมั้นที่เหมาะสมรออยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว เธอไม่มีวันชนะเกมนี้หรอกแม่ตัวดี”
พายุพุ่งตัวเข้ามาขวางระหว่างมารดากับรสา “อย่าแตะต้องเธอ! ผมจะไปกับแม่ แต่ผมมีเงื่อนไขเดียว... แม่ต้องไม่ยุ่งกับไร่นี้ ไม่ยุ่งกับรสา และไม่ยุ่งกับชีวิตของผมหลังจากนี้!”
วินาทีนั้น รสารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอเห็นพายุหันมาสบตาเธอเป็นครั้งสุดท้าย แววตาที่เต็มไปด้วยความเสียสละและยอมจำนน ก่อนจะก้าวขึ้นรถคันหรูไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง
ทว่าก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไป บานกระจกก็เลื่อนลงเล็กน้อย มือถือเครื่องหนึ่งถูกโยนลงมาตกแทบเท้าของรสา หน้าจอที่สว่างวาบขึ้นแสดงข้อความสั้นๆ ที่เพิ่งได้รับจากเบอร์แปลกหน้า—เป็นรูปถ่ายของเธอและพายุที่ถูกแอบถ่ายในมุมลับตาหลายสิบรูป พร้อมกับข้อความที่พิมพ์ไว้ว่า *“ถ้าอยากให้เขาอยู่รอด อย่าพยายามติดต่อเขาอีก... เพราะชีวิตของเขาอยู่ในกำมือฉัน”*
น้ำตาของรสาหยดลงบนหน้าจอมือถือ ในขณะที่รถลีมูซีนค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปทิ้งไว้เพียงไอฝุ่นที่ฟุ้งกระจายและความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การจากลาชั่วคราว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของพายุใหญ่ที่กำลังจะโถมเข้าใส่ชีวิตอันสงบสุขของเธออย่างไม่มีวันหวนคืน
ด้วยรักจากใจ... น้ำผึ้งหยดแรกค่ะ
ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม•ตอนที่ 13
อุปสรรคจากโลกภายนอก
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!