เงาจารึกใต้ผืนทราย กับชายผู้ไร้ชีพ•ตอนที่ 13

การกลับมาพบกัน

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
เสียงก๊อกแกร็กของกลไกโลหะโบราณที่ขบเฟืองกันในความมืด คือดนตรีมรณะที่ศิลาคุ้นเคยดีที่สุดในชีวิต เม็ดเหงื่อกาฬผุดซึมเต็มกรอบหน้าคมสันของนักโบราณคดีหนุ่ม ความเย็นเฉียบของคมมีดใบมีดสั้นที่ยื่นออกมาจากผนังหินทรายห่างจากลำคอเพียงมิลลิเมตรเดียว ทำให้ลมหายใจของเขาต้องถูกควบคุมให้สั้นและเบาที่สุด ศิลาหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อสงบสติอารมณ์ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วถึงโครงสร้างกลไกอียิปต์โบราณที่ซ่อนอยู่หลังผนังศิลาแลงนี้ มันไม่ใช่แค่กับดักธรรมดา แต่เป็นระบบน้ำหนักถ่วงที่เชื่อมโยงกับแผ่นหินเหยียบใต้ฝ่าเท้า หากเขาขยับผิดแม้แต่องศาเดียว คมมีดอาบยาพิษนั่นจะปักทะลึกลงในหลอดลมทันที "ผมเตือนคุณแล้วว่า การดึงดันจะเปิดประตูห้องเก็บสมบัติโดยไม่ตรวจเช็คแนวแรงกดของคานหิน มันคือความโง่เขลาในคราบความกล้าหาญ" เสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยแต่แฝงแววเย้ยหยันดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง เรย์ก้าวออกมาจากเงาของเสาศิลาโบราณ แสงจากคบเพลิงในมือของนักค้าวัตถุโบราณอิสระผู้นี้สะท้อนประกายวาววับในดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็น ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ราวกับเขากำลังยืนชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่กำลังมองดูคนใกล้ตาย ศิลาไม่หันไปมอง เขาเพียงปรายตาไปยังเงาของอีกฝ่ายด้วยความขุ่นเคืองที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่ง "ถ้าคุณมีเวลามาวิจารณ์ความโง่ของผม... สู้เอาสมองอันปราดเปรื่องของคุณไปคำนวณอัตราทดของเฟืองตรงผนังด้านซ้าย จะมีประโยชน์ต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์มากกว่านี้นะครับ, คุณเรย์" เรย์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ฟังดูน่าหมั่นไส้ที่สุดเท่าที่ศิลาเคยได้ยิน แต่น่าแปลกที่ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ ความนิ่งสงบของอีกฝ่ายกลับสร้างความเชื่อมั่นอย่างประหลาด เรย์ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนศิลาได้กลิ่นจางๆ ของฝุ่นทรายผสมกลิ่นอายเฉพาะตัวของอีกฝ่าย เรย์ไม่ได้พุ่งเข้ามาช่วยอย่างคนใจร้อน เขาหยุดยืนอยู่ห่างจากแผ่นหินที่ศิลายืนเหยียบอยู่เพียงก้าวเดียว สายตากวาดมองรอยต่อของหินทรายและโซ่ตรวนขึ้นสนิมที่ซ่อนอยู่ตามซอกผนังอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับสถาปนิกผู้สร้างมันขึ้นมาเอง "เฟืองตัวนั้นไม่ได้ควบคุมมีดเล่มที่คุณเห็นหรอกครับ... ศิลา" เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจังขึ้น รอยยิ้มเยาะหายไปจากมุมปาก เหลือเพียงความเฉียบคมของนักล่า "มันคือระบบหน่วงเวลา ถ้าคุณพยายามงัดแงะมัน แรงสั่นสะเทือนจะไปปลดสลักหินก้อนใหญ่ด้านบนให้ตกลงมาบดขยี้คุณให้แบนเป็นกระดาษปาปิรัสต่างหาก" ศิลาขบกรามแน่นจนสันนูน "แล้วคุณมีแผนที่ดีกว่าไหมล่ะครับ หรือจะยืนดูผมกลายเป็นซากฟอสซิลไปพร้อมกับอารยธรรมที่สูญหายนี้" เรย์ไม่ตอบคำถาม เขาขยับตัวอย่างรวดเรุดราวกับเสือชีตาร์ มือเรียวยาวเอื้อมเข้ามาใกล้ลำตัวของศิลา จนนักโบราณคดีหนุ่มต้องชะงักด้วยสัญชาตญาณ "อย่าขยับ" เรย์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนั้นใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ปลายนิ้วเรียวของเรย์สอดเข้ามาระหว่างแผ่นหินกับรองเท้าคอมแบทของศิลาอย่างแม่นยำ เขากดน้ำหนักลงไปที่มุมขวาของแผ่นหินด้วยแรงที่คำนวณมาอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อถ่ายเทน้ำหนัก ก่อนจะใช้มืออีกข้างดึงสลักเหล็กขึ้นจากร่องผนังที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน *คลิก!* เสียงกลไกภายในผนังดีดตัวกลับอย่างรุนแรง คมมีดที่จ่อลำคอศิลาก็กระชากกลับหายเข้าไปในผนังหินในเสี้ยววินาที พร้อมกับเสียงครูดครางต่ำๆ ของหินที่ขยับเข้าที่เดิม ศิลาผ่อนลมหายใจยาวเหยียดที่อั้นไว้ออกมาพรวดใหญ่ แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นทรายอย่างหมดแรง แต่สายตายังคงเงยขึ้นจ้องมองคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย เรย์ยืนมองศิลาที่หอบหายใจรดพื้นทราย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย มือข้างหนึ่งปัดฝุ่นตามเสื้อแจ็คเก็ตหนังของตนอย่างใจเย็น "ผมบอกแล้ว... ว่าคุณขาดผมไม่ได้หรอก, ศิลา" เรย์ย่อตัวลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเชยคางของนักโบราณคดีหนุ่มขึ้นมาสบตากันตรงๆ แววตานั้นเต็มไปด้วยความท้าทายและความเย้ายวนใจในแบบที่ทำให้หัวใจของศิลาเต้นผิดจังหวะอย่างไม่ควรจะเป็น "อุดมการณ์ความถูกต้องของคุณมันปกป้องชีวิตคุณจากกับดักพวกนี้ไม่ได้หรอกครับ มันมีแต่จะพาคุณไปตาย" ศิลาปัดมือของเรย์ออกอย่างไม่สบอารมณ์ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงจะไล่เลี่ยกัน แต่รัศมีอณูความดื้อรั้นในตัวศิลานั้นไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย เขาส2บตาตอบด้วยแววตาที่แข็งกร้าวไม่แพ้กัน "ความถูกต้องอาจจะช่วยผมรอดชีวิตไม่ได้ทุกครั้ง... แต่มันก็ทำให้ผมไม่ต้องเอาวิญญาณไปแลกกับการขายประวัติศาสตร์ชาติอื่นกินเหมือนคุณก็แล้วกันครับ, เรย์" บทสนทนาที่เฉือดเฉือนด้วยคมคิดและความแตกต่างทางอุดมการณ์ยังคงดำเนินต่อไป ทว่าในช่องว่างระหว่างความเงียบงันนั้น แรงดึงดูดประหลาดบางอย่างกลับยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นจนอากาศรอบตัวร้อนผ่าว แต่ก่อนที่เรย์จะได้เอื้อnวาจาใดโต้กลับ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังสะท้อนก้องมาจากอุโมงค์มืดเบื้องหลังทางเข้าห้องโถง... ไม่ใช่เสียงของลม หรือเสียงของสัตว์ทะเลทราย แต่มันคือเสียงโลหะกระทบกัน และเสียงรองเท้าคอมแบทที่เดินเรียงแถวเข้ามาอย่างเป็นระบบระเบียบ เรย์หุบยิ้มทันที แววตาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นในเสี้ยววินาที ศิลาเองก็ขมวดคิ้วแน่น ชักปืนพกออกจากซองข้างเอวอย่างรวดเร็ว "ไม่ใช่คนของผม..." เรย์พึมพำเสียงเบา สายตาหันขวับไปมองทางปากทางเข้าอุโมงค์มืดสนิท และในวินาทีนั้นเอง แสงไฟฉายแรงสูงสว่างวาบขึ้นสาดส่องเข้ามาในห้องโถงโบราณ พร้อมกับร่างของชายสวมชุดยุทธวิธีสีดำสนิทนับสิบชีวิตก้าวพรวดพราดเข้ามาล้อมกรอบพวกเขาไว้ทั้งหมด ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของศิลาหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธปริศนาเหล่านี้... หากแต่เป็นร่างสูงโปรดของชายชราในชุดสูทสั่งตัดเนี้ยบกริบ ที่ก้าวพ้นเงาของทหารรับจ้างออกมา ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก และรอยแผลเป็นยาวพาดผ่านดวงตาข้างซ้าย... บุคคลที่ศิลานึกว่าเสียชีวิตไปแล้วในเหตุการณ์ถล่มแหล่งขุดค้นเมื่อสิบปีก่อน และเป็นคนที่เขาตามหามาตลอดชีวิต "สวัสดี... ลูกพ่อ" เสียงแหบพร่าเอ่ยทักทายท่ามกลางความเงียบงันของห้องใต้ดิน ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความลับอันดำมืดนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ บันทึกนักโบราณคดี
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจารึกใต้ผืนทราย กับชายผู้ไร้ชีพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%