เงาจารึกใต้ผืนทราย กับชายผู้ไร้ชีพ•ตอนที่ 4

มุ่งสู่พายุทราย

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
เข็มทิศทองเหลืองในมือศิลากำลังสั่นพับๆ เข็มสีดำด้านในไม่ได้ชี้ไปทางทิศเหนือแม่เหล็กโลก แต่กำลังหมุนวนอย่างไร้ทิศทางราวกับมันสูญเสียสติไปแล้ว เช่นเดียวกับบรรยากาศภายในห้องเครื่องของรถขับเคลื่อนสี่ล้อดัดแปลงคันใหญ่ ที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่อง ฝุ่นผงทราย และความเงียบงันอันหนักอึ้ง ด้านนอกกระจกหน้าต่างหนาพิเศษ คือมหาสมุทรสีเหลืองทองที่แผ่ขยายไร้ขอบเขต พายุทรายลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นที่เส้นขอบฟ้า มวลเมฆฝุ่นมหึมาทะยานขึ้นสูงเสียดฟ้า ราวกับม่านเหล็กกล้าที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อปิดตายเส้นทางสู่อารยธรรมโบราณที่สูญหาย "วาเซต" นครใต้ทรายที่หลับใหลมานานกว่าสามพันปี "คุณคำนวณอัตราส่วนการหักเหของแสงผ่านชั้นทรายผิดไปหนึ่งองศา, ศิลา" เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เรย์นั่งไขว่ห้างอยู่เบาะข้างคนขับ ปลายนิ้วเรียวยาวกำลังหมุนแหวนเงินโบราณบนนิ้วมืออย่างใจเย็น ดวงตาคมกริบใต้กรอบแว่นกันแดดมองตรงไปยังพายุทรายที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ทุกขณะ ศิลาไม่หันไปมองคู่สนทนา สายตาของเขาคมกลาปยังคงจดจ้องอยู่บนแผนที่หนหนังแกะที่กางอยู่บนตัก ปลายนิ้วกร้านแดดของนักโบราณคดีลากผ่านเส้นทางทุตุระกันดารที่พ่อของเขาเคยบันทึกไว้ด้วยลายมืออันสั่นเทาเมื่อยี่สิบปีก่อน "ผมไม่ได้คำนวณพลาด, เรย์" ศิลาตอบเสียงเรียบ นํ้าเสียงเจือความเยือกเย็นที่อีกฝ่ายมักจะใช้ยั่วโมโหเขาอยู่เสมอ "ผมแค่จงใจเลือกเส้นทางที่นักค้าวัตถุโบราณอย่างคุณไม่มีวันมองเห็น... เส้นทางที่ต้องแลกมาด้วยจริยธรรม ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนเช็คเงินสด" เรย์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงความขบขันและเย้ยหยันในเวลาเดียวกัน เขายืดตัวขึ้นเล็กน้อยโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้แผนที่โบราณนั้น กลิ่นอายจางๆ ของโคโลญจ์ราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นฝุ่นทรายรอบตัว "จริยธรรมเหรอครับ?" เรย์เอียงคอมอง "ความตายของพ่อคุณในซากโบราณสถานแห่งนั้น... มันคือผลลัพธ์ของจริยธรรม หรือความดื้อรั้นที่ไร้ทางออกกันแน่? การปกป้องก้อนหินที่ไม่มีวันพูดได้ ปล่อยให้มันฝังกลบความจริงไปพร้อมกับชีวิตคน มันคุ้มค่ากันจริงๆ หรือครับ, ท่านนักโบราณคดีผู้สูงส่ง" คำพูดนั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึก ศิลาชะงักมือที่กำลังถือดินสอไม้ ปลายนิ้วกำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว ความโกรธเกรี้ยวพวยพุ่งขึ้นมาในอก แต่นิสัยสุขุมรอบคอบที่ถูกขัดเกลามาแรมปีทำให้เขายังคงนิ่งสงบพอที่จะไม่แสดงอาการตื่นตระหนก เขารู้ดีว่าเรย์กำลังพยายามจี้จุดอ่อน เพื่อทดสอบสภาพจิตใจของเขาในการเดินทางที่อันตรายเช่นนี้ "หินพวกนั้นไม่ได้ไร้เสียง, เรย์" ศิลาหันไปสบตาคมคู่นั้น แววตาของนักโบราณคดีเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่อาจสั่นคลอน "พวกมันพูด... แค่คนอย่างคุณหูหนวกเกินกว่าจะรับฟังประวัติศาสตร์ที่มันพยายามบอกกล่าวต่างหาก" ทั้งสองสบตากันเนิ่นนาน บรรยากาศรอบตัวราวกับมีประจุไฟฟ้าสถิตคายออกมา ความแตกต่างทางอุดมการณ์ระหว่างคนทั้งสองเปรียบเสมือนขั้วบวกและขั้วลบที่ดึงดูดและผลักไสกันในเวลาเดียวกัน ฝ่ายหนึ่งมองอดีตเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องปกป้องด้วยชีวิต แต่อีกฝ่ายมองอดีตเป็นสินค้าชิ้นโตที่รอการเปลี่ยนมือเพื่อผลกำไรมหาศาล ทว่าในความขัดแย้งนั้น กลับมีความเคารพในความฉลาดของอีกฝ่ายซ่อนอยู่ลึกๆ อย่างปฏิเสธไม่ได้ *ปึง!* แรงกระแทกมหาศาลจากกระแสลมภายนอกซัดเข้าที่ตัวรถจนโคลงเคลง พายุทรายมาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทัศนวิสัยภายนอกลดลงจนเหลือศูนย์ โลกทั้งใบถูกกลืนหายไปในความมืดมิดสีเหลืองส้ม เสียงลมคำรามก้องราวกับสัตว์ป่าหิวกระหายที่กำลังข่วนกระจก รถขับเคลื่อนสี่ล้อหยุดนิ่งสนิท เครื่องยนต์คำรามต่ำก่อนจะดับลงท่ามกลางความกดอากาศที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว "เครื่องยนต์สะดุดเพราะละอองทรายเข้าไปอุดตันท่อไอดี" ศิลาวิเคราะห์สถานการณ์ทันทีอย่างรวดเร็ว มือหยิบไฟฉายแรงสูงขึ้นมาตรวจสอบแผงหน้าปัด "ถ้าเราไม่ออกจากรถตอนนี้ แรงดันอากาศจากพายุจะทำให้เราติดอยู่ข้างใน และออกซิเจนจะหมดภายในสองชั่วโมง" "เป็นข่าวดีที่น่าฟังจริงๆ" เรย์ถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นดวงตาคมกริบที่ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขากวาดตามองรอบตัวก่อนจะยิ้มมุมปาก "ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะอยากให้เราไปเดินเล่นท่ามกลางพายุด้วยกันเสียแล้วล่ะครับ" ศิลาไม่ตอบคำถาม เขามือไวคว้าเป้สนาม กระบอกน้ำ และอุปกรณ์ยังชีพโยนให้เรย์หนึ่งชุด ก่อนจะผลักประตูรถด้านฝั่งคนขับออกไป แรงลมมหาศาลกระชากประตูจนเกือบหลุดออกจากบานพับ ทรายหยาบพุ่งเข้าใส่ใบหน้าและร่างกายราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ความเย็นยะเยือกของทะเลทรายยามพายุเข้าถาโถมเข้าใส่จนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ศิลาใช้แขนบังใบหน้า ก้าวเท้าฝ่ากระแสลมที่รุนแรงไปยังด้านหน้ารถเพื่อตรวจสอบพิกัดจากเครื่องมือวัดดาวเทียมมือถือ แต่หน้าจอกลับปรากฏเพียงสัญญาณรบกวนและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปั่นป่วนจนใช้งานไม่ได้ "ศิลา! ทางนี้!" เสียงเรย์ตะโกนแข่งกับเสียงพายุทรายดังขึ้นมาจากระยะสเกลที่ไม่ไกลนัก ศิลาหันขวับไปมองตามเสียง ท่ามกลางม่านฝุ่นทรายทึบหนา ร่างของเรย์ยืนพิงอยู่กับโครงสร้างหินประหลาดที่โผล่พ้นผืนทรายขึ้นมาบางส่วน รูปร่างของมันไม่ใช่ก้อนหินธรรมชาติ แต่เป็นแนวเสาหินทรายแกะสลักลวดลายอักษรไฮโรกลิฟิกโบราณที่คุ้นตาอย่างประหลาด—ลวดลายเดียวกับสมุดบันทึกของพ่อเขา ศิลารีบวิ่งฝ่าลมพายุเข้าไปหา ทรุดตัวลงหลบหลังแนวเสาหินนั้นเพื่อพักหายใจ ความอบอุ่นจากร่างกายของอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ชิดกันทำให้รับรู้ได้ถึงลมหายใจที่กระชั้นชิด "คุณเจออะไร?" ศิลาตะโกนถามขณะพยายามกวาดทรายออกจากร่องเสาหิน เรย์ไม่ได้ตอบทันที เขาก้มตัวลงใช้มือเปล่าคุ้ยทรายบริเวณฐานเสาหินออก เผยให้เห็นรอยต่อของแผ่นศิลาขนาดใหญ่ที่มีสัญลักษณ์รูปดวงตาสีเลือดสลักไว้อย่างเด่นชัด รอยต่อนั้นไม่ใช่ร่องรอยการพังทลายตามธรรมชาติ แต่เป็นกลไกเปิดปิดที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้กองทราย เรย์เงยหน้าขึ้นสบตากับศิลา แววตาคมกริบนั้นฉายประกายประหลาดที่คาดเดาไม่ได้ รอยยิ้มที่มุมปากลึกขึ้นกว่าเดิม "ผมไม่ได้เจอแค่ทางเข้าวาเซตหรอกนะครับ, ศิลา..." เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลอดผ่านเสียงลมพายุ "แต่ดูเหมือนว่า... มีคนอื่นมา ‘ต้อนรับ’ เราก่อนที่พายุลูกนี้จะสงบเสียอีก" ศิลาขมวดคิ้วแน่น เขามองตามปลายนิ้วของเรย์ที่ชี้ไปยังรอยแยกของแผ่นศิลา ซึ่งบัดนี้... มีรอยเท้าสดใหม่คู่หนึ่งปรากฏขึ้นบนทรายที่เพิ่งถูกกวาดออก รอยเท้าที่เดินนำลึกลงไปสู่ความมืดมิดใต้ผืนทราย... ทั้งที่ไม่มีมนุษย์คนใดน่าจะรอดชีวิตอยู่ท่ามกลางพายุระดับนี้ได้เลย --- (โปรดติดตามตอนต่อไป) *ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุทรายและค้นหาความลับอันดำมืดนี้ไปด้วยกันนะครับ* — บันทึกนักโบราณคดี
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจารึกใต้ผืนทราย กับชายผู้ไร้ชีพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%