เสียงหัวเราะใสกระจ่างที่ดังขึ้นในความเงียบงันของห้องรับแขก V.I.P. นั้น ราวกับเศษแก้วชิ้นเล็กๆ ที่ถูกโปรยลงบนพื้นกระจก มันบาดลึก เสียดสี และกรีดแทงหัวใจของประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแห่งอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้านจนเลือดซอยย่อย
ภาคินชะงักค้าง ร่างสูงใหญ่ที่เคยยืนหยัดด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นคงมาตลอดชีวิตกลับสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ นัยน์ตาคมกริบที่เคยฉายแววเย็นชาไร้หัวใจ บัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ร้าวราน และเจ็บปวดเจียนตาย เมื่อภาพตรงหน้าคืออดีตภรรยา—ผู้หญิงที่เขาเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีและผลักไสให้ตกนรกทั้งเป็น—กำลังมองเขาด้วยสายตาสมเพชเวทนา ยิ่งกว่ามองเศษฝุ่นใต้รองเท้า
"คุณหัวเราะอะไร... ลี"
เสียงของภาคินแหบพร่า สั่นเครือ และเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต มือหนาที่กำหมัดแน่นข้างลำตัวสั่นเทาจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน
"ฉันหัวเราะความหน้าด้านของคุณไงคะ, คุณภาคิน" ลีลาวดีหยุดหัวเราะ รอยยิ้มเยาะหยันบนเรียวปากสีชาดประดับอยู่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ใบหน้างดงามเฉี่ยวคมจะกลับมาเรียบเฉย เย็นชา และไร้เยื่อใยดั่งน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววเจ็บปวดและหลั่งน้ำตาให้เขาจนหยดสุดท้าย บัดนี้ว่างเปล่าและแข็งกร้าวเกินกว่าที่ใครจะทะลวงผ่านเข้าไปได้อีก
"ลี... ผมขอร้อง ฟังผมก่อน" ก้าวเท้าหนาพยายามจะขยับเข้าไปใกล้ แต่ร่างบางกลับถอยหลังหนีด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง ราวกับกลัวว่าอากาศรอบตัวที่สัมผัสถูกตัวเขาจะทำให้เธอแปดเปื้อน
"ฟังอะไรคะ? ฟังคำแก้ตัวน้ำเน่าจากปากผู้ชายที่บอกว่าเกลียดฉันนักหนา จนกระทั่งวันที่ฉันเซ็นใบหย่าและก้าวออกไปจากชีวิตคุณพร้อมกับลูกในท้องเหรอคะ?" ลีลาวดีเชิดหน้าขึ้น เลือดนักสู้และหยาดเหงื่อแห่งความอดทนที่เธอสะสมมาตลอดหลายปีหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นพญาหงส์ผู้สง่างาม "หรือจะฟังคำสารภาพรักที่คุณพ่นออกมาตอนนี้ เพราะสำนึกได้ว่าไม่มีใครยอมทนโง่ให้คุณย่ำยีได้เหมือนอดีตภรรยาคนนี้อีกแล้ว?"
"ผมไม่ได้โกหก..." ภาคินพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้ตามสัญชาตญาณ แรงบีบไม่ได้ตั้งใจทำร้าย แต่เต็มไปด้วยความโหยหาและหวาดกลัวที่จะสูญเสีย "วันนั้น... วันที่ผมเซ็นใบหย่า ผมโง่เง่า ผมตาบอด ศจีหลอกลวงผม เธอปั้นแต่งเรื่องทั้งหมดเพื่อแยกเราออกจากกัน แต่ตอนนี้ผมตาสว่างแล้ว ลี... กลับมาหาผมเถอะนะ กลับมาเป็นภรรยาของผม ให้โอกาสผมได้ชดใช้ ได้รักคุณและลูก..."
"ปล่อยค่ะ!" ลีลาวดีกระชากข้อมือกลับอย่างแรง ดวงตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ "อย่าเอาความโสมมของคุณมาอ้างชื่อลูกของฉัน! ศจีหลอกคุณเหรอคะ? หึ... ถ้าคุณไม่ใช่คนหูเบา มักมาก และเห็นแก่ตัวตั้งแต่แรก มีหรือที่ผู้หญิงคนอื่นจะแทรกกลางระหว่างเราได้ง่ายดายขนาดนั้น? คุณเกลียดฉันเองต่างหาก ภาคิน! คุณเกลียดที่ฉันรู้ทันความเลวของคุณ และตอนนี้... พอคุณไม่มีใครให้เหยียบหัว คุณก็ทำตัวเป็นหมาบ้าที่วิ่งตามขอความรักจากคนที่คุณเคยผลักไส... น่าสมเพชที่สุดค่ะ!"
ถ้อยคำเชือดเฉือนคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลสด ภาคินเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว ราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรงจนชาไปหมด หัวใจของเขาเจ็บปวดราวกับถูกไฟแผดเผาจนไหม้เกรียม ความสำนึกผิดที่กัดกินวิญญาณมาหลายเดือนทำให้เขาลืมสิ้นซึ่งศักดิ์ศรีและความเย่อหยิ่งทั้งหมด
คุกเข่าลง...
ร่างสูงใหญ่ของประธานหนุ่มผู้ทรงอำนาจทรุดลงคุกเข่าต่อหน้าหญิงสาวท่ามกลางความตกตะลึงของเธอลีลาวดีเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเยาะที่เหยียดหยามยิ่งกว่าเดิม
"ทำอะไรของคุณคะ? ท่าทางนี้มันใช้เรียกคะแนนความสงสารจากใครไม่ได้หรอกค่ะ เพราะมันช่างน่าทุเรศสิ้นดี"
"ถ้าการคุกเข่าขอร้องจะทำให้คุณใจอ่อนได้ ต่อให้ต้องตายผมก็ยอม ลี..." เสียงทุ้มต่ำพร่าสั่นระรัว ภาคินเงยหน้าขึ้นมองเธอ หยาดน้ำลูกผู้ชายเอ่อคลอหน่วยตาคมที่แดงก่ำ "ผมยอมรับผิดทุกอย่าง ผมมันเลว ผมมันโง่เง่า... แต่ได้โปรด ให้โอกาสผมอีกสักครั้งเถอะนะ ลีลาวดี... ผมรักคุณ..."
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบสะท้านของชายหนุ่มและแววตาที่แข็งกร้าวของหญิงสาวที่ยืนมองเขาจากเบื้องสูง ลีลาวดีก้มมองอดีตสามีผู้ยิ่งใหญ่ที่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดแทบเท้าเธอ หัวใจที่เคยแตกสลายบัดนี้กลับด้านชาจนน่ากลัว ความแค้นและความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ถูกชำระล้างด้วยหยาดน้ำตาของเขา แต่มันกลับตอกย้ำให้เธอรู้ว่า... เกมนี้เธอกำหนดกฎเกณฑ์ทุกอย่างด้วยตัวเองแล้ว
"รักเหรอคะ?" ลีลาวดีโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของเขา น้ำเสียงหวานหยดแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็ง "น่าเสียดายจังค่ะ... ที่ความรักของคุณ มันราคาถูกเกินกว่าที่ฉันจะชายตาแล"
พูดจบ เธอก็หมุนตัวเดินหนีอย่างไร้เยื่อใย ปล่อยให้ภาคินคุกเข่าอยู่ท่ามกลางความมืดมิดและความว่างเปล่าอย่างน่าเวทนา
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ลีลาวดีกำลังจะก้าวพ้นประตูห้องรับแขก เสียงฝีเท้าเล็กๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กแฝดตัวน้อยก็ดังแทรกเข้ามาจากระเบียงด้านนอก
"หม่ามี๊ขา! น้องลันจับผีเสื้อได้แล้วค่า! ดูสิๆ น้องลิลก็ช่วยด้วยนะ!"
ร่างบางชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบด้วยความตกใจ ขณะที่ภาคินที่คุกเข่าอยู่กับพื้นถึงกับผุดลุกขึ้นด้วยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบหันขวับไปตามเสียงใสราวนกร้องนั้นทันที
ที่ระเบียงกระจกใส... ร่างป้อมปวงของเด็กหญิงและเด็กชายฝาแฝดวัยสามขวบกำลังวิ่งเล่นหัวเราะต่อกระซับกันอย่างสนุกสนาน ใบจิ้มลิ้มพริ้มเพราถอดแบบพิมพ์มาดالมาจากผู้เป็นพ่อและแม่ราวกับแกะ โดยเฉพาะดวงตากลมโตและสันจมูกโด่งรั้นที่เด่นชัดเจน แม้แต่คนตาบอดก็ยังดูออกว่าเด็กสองคนนี้คือสายเลือดใคร!
ภาคินยืนนิ่งงันราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระบาล ร่างกายแข็งทื่อ ขาสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น สมองที่หมุนวนด้วยความสับสนแปรเปลี่ยนเป็นความกระจ่างชัดที่กระแทกเข้าใส่หน้าอกอย่างจัง...
ลูก... ลูกแฝดของเขา!
ลีลาวดีหน้าถอดสี มือเรียวรีบผลักประตูกระจกออกไปเพื่อบังตัวเด็กทั้งสองคนไว้ แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว เมื่อนัยน์ตาคมกริบของภาคินที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความตื่นตะลึงระคนความดีใจอย่างสุดขีด ได้ประสานเข้ากับดวงตากลมโตของเด็กชายตัวน้อยที่กำลังเอียงคอมองเขาด้วยความสงสัย
"คุณ... คุณลุงหน้าดุคนนั้น ร้องไห้ทำไมเหรอคะหม่ามี๊?" เสียงใสแจ๋วของน้องลันเอ่ยถามขึ้น ทำเอาโลกทั้งใบของลีลาวดีพังทลายลงในพริบตาเดียว!
(ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ ตอนนี้นะคะ)
หย่าขาดแล้ว เชิญปัดเศษชาตินี้ได้เลย•ตอนที่ 19
คำสารภาพที่สายเกินไป
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าขาดแล้ว เชิญปัดเศษชาตินี้ได้เลย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!