เสียงกงลอรถม้าหลวงที่บดเบือนไปกับพื้นถนนหินแกรนิตแห่งมหานครต้าหยวนดังสะท้อนก้องกังวานดั่งเสียงคำรามของมังกรหลับ รายล้อมด้วยเสียงแซ่ซ้องกึกก้องราวกับคลื่นทะเลคลั่ง ประชาชนนับหมื่นชีวิตต่างเบียดเสียดกันแน่นขนัดสองข้างทางเพื่อยลโฉมและกราบไกราфวีรบุรุษผู้กอบกู้แผ่นดิน
ไป๋ลี่หลินในชุดอาภรณ์สตรีสูงศักดิ์สีม่วงเข้มปักลายหงส์ทองดิ้นเงินสะท้อนประกายแสงแดดระยิบระยับ นั่งนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังม่านมุกโปร่งแสง รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนเรียวปากสีชาด แต่นัยน์ตากลับทอประกายลุ่มลึกราวกับผืนน้ำในยามวิกาล มือเรียวบางภายتแขนเสื้อกว้างกำลังจัดระเบียบขวดกระเบื้องเคลือบสีหยกที่บรรจุโอสถทิพย์ ซึ่งนางเพิ่งใช้ช่วยชีวิตทหารนับพันจากโรคระบาดในชายแดนเมื่อยามที่ผ่านมา
"เสียงสรรเสริญเหล่านี้... หนักหน่วงเสียยิ่งกว่ากระบี่เหล็กกล้าในมือของท่านเสียอีกนะคะ, ท่านอ๋อง"
น้ำเสียงหวานใสดุจเสียงระฆังแก้วเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบภายในรถม้าคันโต นัยน์ตาคมกริบเหลือบมองบุรุษผู้ทรงอำนาจที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
มู่หรงเฉินในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายมฆ์อัคคีด้วยด้ายทองคำ ทรงละสายตาจากฎีกาลับในพระหัตถ์ ดวงเนตรคมปลาบดุจพญาอินทรีตวัดมองชายาของตน ความเยือกเย็นดุร้ายที่เคยแผ่ซ่านรอบกายยามออกศึกบัดนี้กลับเจือด้วยความอ่อนโยนลึกล้ำยามทอดพระเนตรเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าบนดวงพักตร์นวล
"พวกมันแซ่ซ้องเพราะเกรงกลัวอำนาจ มิใช่เพราะศรัทธาในคุณธรรม" มู่หรงเฉินตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ทว่าพระหัตถ์แกร่งกลับเอื้อมไปคว้ามือเรียวบางของนางมากุมไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาถ่ายทอดความมั่นคงที่ซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน "แต่เสียงของเจ้า... ข้าหาได้สนใจไม่ว่าผู้ใดจะสรรเสริญ สิ่งเดียวที่ข้าต้องการคือให้เจ้าก้าวเดินเคียงข้างข้าบนจุดสูงสุดนี้... อย่างสง่างาม"
ทันใดนั้น ขบวนรถม้าก็ชะลอความเร็วลง เสียงโห่ร้องของผู้คนภายนอกพลันเงียบลงชั่วขณะ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงคำรามกราบทูลด้วยความเคารพยำเกรงของแม่ทัพรักษาพระนคร
"ทูลท่านอ๋องและพระชายา! ถึงหน้าประตูเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าพระบาททรงมีพระราชสาส์นรับสั่งให้เปิดประตูต้อนรับวีรบุรุษผู้กอบกู้แผ่นดิน!"
ไป๋ลี่หลินแย้มยิ้มหยันในความเงียบ นางรู้ดีว่าเบื้องหลังประตูเมืองอันวิจิตรตระการตาและเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญนี้ คือหลุมพรางอันลึกซึ้งที่เหล่าขุนนางฝ่ายตรงข้ามและคุณหนูรองจ้าวเฟยเฟยร่วมกันขุดรอไว้ การเดินทางกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในครานี้ มิใช่จุดสิ้นสุดของสงคราม หากแต่เป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ของเกมการเมืองในเรือนหลังและราชสำนักที่นับวันยิ่งทวีความดุเดือดเชือดเฉือน
เมื่อม่านรถม้าถูกเปิดออก แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบใบหน้าของทั้งสอง ไป๋ลี่หลินสูดลมหายใจเข้าลึก
ทว่า ในวินาทีที่นางก้าวพระบาทลงจากรถม้าเพื่อเผชิญหน้ากับแสนยานุภาพและสายตาหลายหมื่นคู่ ขันทีสนองพระโอษฐ์คนสนิทของฮ่องเต้ก็รีบเร่งฝีเท้าเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า พร้อมกับหีบไม้แกะสลักลวดลายประหลาดที่ส่งกลิ่นอายอันตรายคละคลุ้ง
"พระราชโองการด่วนที่สุดจากในวังหลวงพ่ะย่ะค่ะ...!" ขันทีเฒ่ากล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ ใบซีดเผือดราวกับพบเจอภูตผี "ทรงมีรับสั่งให้พระชายาไป๋ลี่หลิน... เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ณ ตำหนักในทันที โดยห้ามท่านอ๋องตามเสด็จเด็ดขาด!"
มู่หรงเฉินหรี่ตาลงทันที รังสีสังหารแผ่พุ่งออกมาจากร่างสูงใหญ่จนบรรยากาศรอบด้านเย็นเยียบลงฉับพลัน พระหัตถ์แกร่งเอื้อมไปแตะด้ามกระบี่ข้างกายอย่างลืมตัว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปมปริศนาอันลึกล้ำนี้เคียงข้างกันนะคะ
ท่านอ๋องอย่าซึม เดี๋ยวหมอสาวจะพาไปหย่า•ตอนที่ 24
เดินทางกลับเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าซึม เดี๋ยวหมอสาวจะพาไปหย่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!