ท่านอ๋องอย่าซึม เดี๋ยวหมอสาวจะพาไปหย่า•ตอนที่ 29

ลอบวางยาพิษซ้ำสอง

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
ราชโองการม้วนสีเหลืองทองประทับตราหยกมังกรครามในมือของไป๋ลี่หลินนั้น น้ำหนักของมันมิได้อยู่ตัวกระดาษ หากแต่หนักอึ้งดั่งขุนเขาไท่ซานที่พร้อมจะทับถมร่างของคนทั้งตำหนักให้แหลกสลายเป็นธุลี ปลายเล็บเรียวที่เคลือบสีชาดอย่างประณีตจิกเข้ากับเนื้อผ้าต่วนปักลายเมฆาจนยับย่น ทว่าดวงตากลมโตคู่คมกลับมิได้วูบไหวตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูที่ฉายชัดอยู่ภายใน *ฮ่องเต้เสด็จสวรรคต... มู่หรงเฉินเป็นกบฏ... และตัวนางต้องถูกประหารทันทีในคืนนี้* ช่างเป็นหมากตาสุดท้ายที่วางแผนมาอย่างแยบยลยิ่งนัก ข้อหานี้รวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบและคมกริบยิ่งกว่าดาบอาชาญาสิทธิ์ ไร้ซึ่งโอกาสให้แก้ตัว ไร้ซึ่งช่องว่างให้หายใจ "พระชายาเพคะ..." เสียงของชิงหลิวสาวใช้คนสนิทสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด หยดน้ำตาเอ่อคลอเบ้าดั่งไข่มุกร้าว "พวกเรา... พวกเราควรทำเช่นไรดีเพคะ ราชโองการฉบับนี้เพิ่งถูกส่งผ่านมาทางมหาดเล็กหลวงลับ... หรือว่าเบื้องบนจะ..." "เงียบเสีย ชิงหลิว" ไป๋ลี่หลินเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงอำนาจจนอีกฝ่ายต้องสะดุ้งงันและกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไป นางค่อยๆ พับม้วนพระราชโองการเก็บเข้าอกเสื้ออย่างใจเย็น สติปัญญาอันเฉียบคมที่หล่อหลอมมาทั้งจากโลกปัจจุบันในฐานะแพทย์หญิงอัจฉริยะและยอดกุนซือในร่างนี้กำลังหมุนวนวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว ฮ่องเต้ประชวรเรื้อรังมานาน ผู้ที่กุมอำนาจตัวจริงในวังหลวงยามนี้หาใช่โอรสสวรรค์ที่นอนสิ้นลมไม่ หากแต่เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ที่จับมือกันระหว่างขุนนางฝ่ายในและ... องค์ชายสามผู้ทะเยอทะยาน ร่วมมือกับสตรีโฉดผู้กระหายอำนาจอย่างจ้าวเฟยเฟย "ท่านอ๋องเล่า?" นางเอ่ยถามถึงสามีในนามผู้เยือกเย็นดุร้าย "ท่านอ๋องทรง... ทรงถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรงใหญ่ตั้งแต่ยามอิ่ว (17.00-18.59 น.) แล้วเพคะ ป่านนี้ยังมิเสด็จกลับมาเลยเพคะพระชายา!" มุมปากของไป๋ลี่หลินยกยดขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความขบขัน รอยยิ้มของหมอผู้มองทะลุปรุโปรดถึงพิษร้ายในกายมนุษย์ "เช่นนั้นหรือ... เขากำลังเดินเข้าสู่ค่ายกลที่พวกมันขุดรอไว้แล้วสินะ" ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักรับรองอู่หลาน แสงจากโคมกระดาษทาน้ำมันส่องสว่างเรืองรองขับเน้นให้บรรยากาศภายในงานเลี้ยงรับรองทูตต่างเมืองเต็มไปด้วยความหรูหราฟู่ฟ่า เสียงพิณบรรเลงเคล้าคลอไปกับกลิ่นสุราชั้นดีที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นตลบอบอวล เหล่าขุนนางและทูตานุทูตต่างพากันดื่มด่ำกับบรรยากาศอันรื่นรมย์ โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ภายใต้รอยยิ้มอันงดงามราวบุปผาของจ้าวเฟยเฟยที่นั่งเคียงข้างองค์ชายสามนั้น ซ่อนเร้นคมมีดอาบยาพิษร้ายแรงเอาไว้เพียงใด จ้าวเฟยเฟยปรายตามองไปยังที่นั่งประธานฝั่งขวาซึ่งยังคงว่างเปล่า มุมปากของนางแย้มยิ้มอย่างลำพองใจในความสำเร็จ มารยาหญิงและความเฉลียวฉลาดในการผูกสัมพันธ์กับขุนนางกังฉินทำให้วันนี้ นางก้าวขึ้นมาเป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลเบื้องหลังม่าน หมากตานี้วางไว้เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ แม้ว่ามู่หรงเฉินจะเก่งกาจเพียงใด แต่หากไร้ซึ่งพระชายาคู่ใจ และถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏแผ่นดิน ต่อให้มีกองทัพนับแสนอยู่ในมือก็เป็นเพียงเสือสิ้นลายตัวหนึ่งเท่านั้น จ้าวเฟยเฟยส่งสัญญาณมือให้ขันทีผู้รับใช้รินสุราลงในจอกทองคำสำริด จอกนั้นถูกแต่งแต้มด้วย "อัสนีไร้เงา" พิษโบราณไร้สีไร้กลิ่นที่ออกฤทธิ์ภายในชั่วลมหายใจเดียว ผู้ใดดื่มเข้าไป เส้นโลหิตทั่วร่างจะขาดสะบั้นทันที และเป้าหมายของนางในค่ำคืนนี้ หาใช่ใครอื่น... แต่คือชายาเอกผู้หยิ่งยโสอย่างไป๋ลี่หลิน ที่ข่าวกรองรายงานว่ากำลังจะเดินทางมาร่วมงานเลี้ยงเพื่อทูลขอความเป็นธรรมให้สามี! ช่างเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาที่เดินมาตกหลุมพรางด้วยตนเองแท้ๆ ทันใดนั้น บานประตูไม้แกะสลักลายวิจิตรของตำหนักรับรองก็ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงลมยามราตรี ร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักดิ้นทองลายหงส์เหินก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคงและสง่างาม ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยรัศมีแห่งอำนาจที่กดขี่ให้ผู้คนในห้องต้องหันไปมองเป็นตาเดียว ไป๋ลี่หลินมาแล้ว นางปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางพายุแห่งข้อกล่าวหา ทว่ากลับเชิดหน้าขึ้นสูงอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด จ้าวเฟยเฟยรีบซ่อนประกายความยินดีไว้ภายใต้ใบหน้าที่ตื่นตระหนกและเสแสร้งแสดงความห่วงใย นางลุกขึ้นเดินเข้าไปต้อนรับ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานราวกับพี่สาวผู้แสนดี "อ้า... พระชายา ท่านอ๋องมิได้เสด็จมาด้วยหรอกหรือเพคะ? เหตุใดจึงเสด็จมาลำพังในยามวิกาลเช่นนี้เล่า หรือว่า... ทรงทราบข่าวลือเรื่องในวังหลวงแล้ว?" ประโยคหลังจ้าวเฟยเฟยจงใจลดเสียงให้เบาลง ทว่าแฝงไว้ด้วยการเยาะเย้ยถากถางอย่างเปิดเผย ไป๋ลี่หลินหยุดยืนเบื้องหน้าสตรีผู้เป็นศัตรูหัวใจ นางกวาดสายตาคมกริบสำรวจชุดผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นสีชาดของจ้าวเฟยเฟยอย่างพินิจพิเคราะห์ กลิ่นอายของความตายคละคลุ้งอยู่รอบกายอีกฝ่าย แม้จะจางเบาเพียงใด แต่สำหรับจมูกของแพทย์อัจฉริยะผู้ผ่านการปรุงยามานับไม่ถ้วน มันชัดเจนเสียยิ่งกว่าเสียงกลองศึก "ข่าวลืออันใดหรือ น้องหญิงรองจ้าว?" ไป๋ลี่หลินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเยือกเย็นจนคนฟังรู้สึกเสียวสันหลังวาบ "ข้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าควรกังวลในยามนี้ มิใช่เรื่องราวในวังหลวงหรอกกระมัง แต่เป็น... สุขภาพของตัวเจ้าเองต่างหาก" จ้าวเฟยเฟยชะงักไปชั่วขณะ รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างไปเสี้ยววินาที ก่อนจะฝืนหัวเราะออกมาเบาๆ "พระชายาทรงล้อเล่นแล้ว หม่อมฉันสุขภาพแข็งแรงดีไม่มีที่ติเพคะ เชิญนั่งก่อนเถอะเพคะ ดื่มจอกนี้เพื่อต้อนรับค่ำคืนอันยาวนานกันดีกว่า..." นางผายมือเชิญไปยังโต๊ะรับรองพิเศษ พร้อมกับส่งสัญญาณให้ขันทีคนสนิทรินสุราจากกาใบหรูลงในจอกทองคำ ยื่นถ้วยชาผสมพิษส่งให้ด้วยรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษยิ่งกว่าเนื้อสุรา ไป๋ลี่หลินก้มลงมองถ้วยสุราในมือที่สะท้อนเงาใบหน้าของตนเองอย่างชัดเจน ไอเย็นระเหยขึ้นมาแตะปลายจมูก สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความหอมหวลนั้น รอบกายเงียบกริบ สายตาทุกคู่ในท้องพระโรงต่างจับจ้องมาที่นางเป็นตาเดียว องค์ชายสามที่ประทับอยู่เบื้องบนทอดพระเนตรลงมาด้วยแววตาสمเพชและคาดหวัง การกดดันให้พระชายาอ๋องดื่มสุราพิษต่อหน้าธารกำนัล คือก้าวแรกของการประกาศชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไป๋ลี่หลินแย้มยิ้มบางเบา นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกไปรับถ้วยสุราใบนั้นไว้ ปลายนิ้วสัมผัสกันเบาๆ สร้างความตื่นเต้นระทึกใจให้กับผู้ที่เฝ้ามองอยู่โดยรอบ จ้าวเฟยเฟยแทบจะกลั้นหายใจด้วยความลุ้นระทึก รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏเด่นชัดขึ้นที่มุมปากของนาง นางเอกของเรากำลังจะยกถ้วยขึ้นจิบ... ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วเรียวแตะขอบจอก และกลิ่นพิษเข้มข้นลอยเข้าสู่โสตประสาทอย่างเด่นชัด ไป๋ลี่หลินกลับหยุดชะงัก รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่ริมฝีปาก นางมิได้ดื่มสุราลงไป แต่กลับเงยหน้าขึ้นสบตาจ้าวเฟยเฟยตรงๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่ก้องกังวานไปทั่วตำหนัก "สุราจอกนี้รสชาติดียิ่งนัก... แต่น่าเสียดาย ที่หม่อมฉันมิใช่นักดื่มที่ชอบลิ้มรสชาติลำพัง..." สิ้นเสียงคำพูดนั้น ประตูบานใหญ่ด้านหลังตำหนักก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่าเท้าอันทรงพลังของบุรุษผู้หนึ่ง ลมพายุพัดกรรโชกเข้ามาจนเปลวไฟในโคมระบำไหววับ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะศึกสีดำทมิฬที่เปรอะเปื้อนคราบโลหิตจางๆ ก้าวเข้ามาด้วยรัศมีสังหารที่แผ่ซ่านไปทั่วสารทิศ—ท่านอ๋องมู่หรงเฉิน! พระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว กวาดสายตามองไปทั่วห้องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของภรรยา และถ้วยสุราพิษในมือของนาง และในวินาทีนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำอันทรงอำนาจก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบงันทั้งหมด "ใครบังอาจ... กล้าหยิบยื่นความตายให้ชายาของเปิ่นหวาง?" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคลื่นลมแห่งเกมอำนาจนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าซึม เดี๋ยวหมอสาวจะพาไปหย่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%