"หากพระชายาขยับเข้าใกล้แผงขายหน้ากากจิ้งจอกนั่นอีกเพียงก้าวเดียว เปิ่นหวางคงต้องซื้อเหมาทั้งร้านมาเผาทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำที่เจือกระแสขบขันแกมคาดโทษดังขึ้นเหนือยอดพระมาลาปักดิ้นทอง ท่ามกลางเสียงจอแจของฝูงชนในค่ำคืนเทศกาลโคมไฟฉวนโจว ไป๋ลี่หลินชะงักฝีเท้า นางหันกลับไปมองบุรุษผู้ยืนซ้อนอยู่เบื้องหลัง ร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายมังกรเร้นเมฆสีนิลสนิทขับเน้นให้รัศมีแห่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแผ่ซ่านจนผู้คนรอบข้างต้องรีบหลบทางให้โดยอัตโนมัติ ทว่ายามนี้ นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกลับทอดมองนางด้วยความอ่อนโยนที่สงวนไว้เพียงผู้เดียว
"ท่านอ๋องทรงตรัสเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่พิจารณาฝีมือการปักเย็บของช่างชาวใต้ผู้นี้ว่าประณีตสู้ช่างในกรมเครื่องแต่งกายหลวงได้หรือไม่ก็เท่านั้น"
ไป๋ลี่หลินแย้มสร้อยยิ้มบาง นางยกมือขึ้นจัดพู่หยกขาวที่ห้อยประดับอยู่ข้างเอวของเขาให้เข้าที่อย่างเป็นธรรมชาติ ท่าทีสนิทสนมราวกับคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามะพร้าวที่ออกเรือนร่วมหอมาเนิ่นนานนี้ ทำให้ผู้คนในละแวกนั้นต่างแอบลอบมองด้วยความอิจฉา
คืนนี้คือคืนเทศกาลหยวนเซียว โคมนับหมื่นดวงส่องประกายระยิบระยับราวกับดาราบนผืนฟ้าที่ร่วงหล่นลงมาประดับพื้นดิน กลิ่นหอมกรุ่นของขนมบัวลอยน้ำขิงและดอกไม้นานาพันธุ์ลอยล่องมาตามสายลมหนาวที่พัดผ่าน ทว่าไม่มีสิ่งใดงดงามและตรึงตราเท่ากับภาพของท่านอ๋องมู่หรงเฉินและชายาของเขาที่เดินเคียงคู่กันไปตามถนนสายวัฒนธรรมอย่างเปิดเผย ไร้ซึ่งการปิดบังใบหน้าด้วยผ้าคลุมเช่นทุกครา
เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งคู่หาได้มีเพียงความรื่นรมย์ของเทศกาล หากแต่เบื้องหลังรอยยิ้มประดับใบหน้าของมู่หรงเฉินซ่อนเร้นความระแวดระวังระดับสูงสุด องครักษ์เงากว่ายี่สพนายกระจายกำลังคอยคุ้มกันในรัศมีสามสาตร เนื่องจากข่าวกรองจากสำนักพยัคฆ์ทมิฬรายงานชัดเจนว่า คุณหนูรองจ้าวเฟยเฟยผู้ถูกกักบริเวณในเรือนตระกูลจ้าว อาศัยจังหวะชุลมุนนี้ลักลอบหลบหนีออกมา พร้อมกับกองกำลังนักฆ่ารับจ้างจากแดนเหนือที่ถูกซื้อตัวมาด้วยสินบนก้อนโต
"ระวังหน่อยเพคะ ชายเสื้อของท่านอ๋องเกือบจะเกี่ยวเข้ากับโครงโคมกระดาษรูปปลาหลี่แล้ว" ไป๋ลี่หลินเอ่ยเตือนพร้อมกับเอื้อมมือไปคว้าแขนเสื้อกว้างของเขาไว้เบาๆ
มู่หรงเฉินคว้าปลายนิ้วเรียวนุ่มของนางมากุมไว้ในอุ้งมือหนาของตนเองทันที ไออุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านทะลุผ่านเนื้อผ้าเนื้อดีเข้ามาถึงหัวใจ "ช่างหัวโคมปลาหลี่นั่นเถอะ ต่อให้มันจะเผาไหม้เสื้อผ้าเปิ่นหวางจนหมดสิ้น ก็ยังไม่น่าใส่ใจเท่ากับกลัวว่าเจ้าจะหลุดมือเปิ่นหวางไปในฝูงชนนี้หรอกนะ ลี่หลิน"
คำพูดหวานล้ำที่หลุดออกมาจากปากของแม่ทัพผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเยือกเย็นไร้หัวใจ ทำให้แพทย์หญิงสาวจากโลกอนาคตถึงกับต้องหลบสายตาซ่อนรอยยิ้มขκิน นางแกล้งทำเป็นมองสำรวจแผงขายปิ่นปักผมหยกโบราณเพื่อกลบเกลื่อนความไหววูบในอก "ท่านอ๋องทรงปากหวานเช่นนี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเพคะ หรือว่าแอบไปร่ำเรียนบทกลอนรักมาจากสำนักนางโลมริมฝั่งแม่น้ำฮวยหนานมาอีกแล้ว"
"ปากเปิ่นหวางหวานหรือไม่ เจ้าก็เป็นคนชิมมาบ่อยที่สุดไม่ใช่หรือ... เหตุใดจึงยังต้องถามไถ่อีกเล่า"
น้ำเสียงกระซิบพร่าข้างใบหูทำเอาไป๋ลี่หลินรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาที่พวงแก้ม นางค้อนขวับให้เขาไปวงใหญ่ ทว่ากลับยิ่งขับเน้นดวงหน้างามให้ดูเย้ายวนใจจนมู่หรงเฉินต้องกระชับมือที่กุมกันไว้ให้แน่นขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุขและความหวานชื่นดั่งน้ำผึ้งเดือนห้า ทั้งคู่ก้าวเดินลึกเข้าไปยังเขตสะพานหินโบราณที่ทอดข้ามผ่านแม่น้ำสายหลัก ซึ่งเป็นจุดชมโคมลอยที่สวยงามที่สุดของเมือง
ทว่า ในวินาทีที่ไป๋ลี่หลินกำลังเงยหน้าขึ้นเพื่ออธิษฐานจิตต่อหน้าโคมยักษ์รูปดอกบัว บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนแปรเป็นเย็นเยียบอย่างไร้สาเหตุ
กลิ่นอายสังหารที่คุ้นเคยพวยพุ่งปะปนมากับกลิ่นธูปในอากาศ มู่หรงเฉินดึงร่างบางเข้ามาประชิดตัวในเสี้ยววินาที พร้อมกับที่คมดาบเล่มหนึ่งพุ่งแหวกอากาศตรงมายังจุดที่นางยืนอยู่เมื่อครู่ด้วยความเร็วสูง!
"อารักษ์ขา!" สุ้มเสียงทรงอำนาจคำรามก้อง
โคมไฟกระดาษนับร้อยดวงรอบบริเวณสะพานถูกแรงปะทะของพลังภายในสะบัดจนขาดวิรุษ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของชาวบ้านที่วิ่งหนีตายกันอลหม่าน เงาร่างนับสิบในชุดดำสนิทปิดบังใบหน้าก็พุ่งทะยานลงมาจากหลังคาตึกแถวรายล้อม ขนาบข้างด้วยสตรีร่างระหงในอาภรณ์สีแดงสดที่เปิดเผยใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความริษยา—จ้าวเฟยเฟย นางถือหน้ากากกระดาษที่หลุดร่วงไว้ในมือ แววตาทอประกายอำมหิตดั่งอสรพิษร้าย
"ไป๋ลี่หลิน! วันนี้คือวันตายของแก! ท่านอ๋องจะต้องเป็นของข้าผู้เดียว!" จ้าวเฟยเฟยกรีดร้องด้วยความคลุ้มคลั่ง
ไป๋ลี่หลินมิได้ตื่นตระหนก นางเพียงแต่ขยับกายไปยืนเคียงข้างมู่หรงเฉินอย่างมั่นคง ดวงตาสุกสกาวทอประกายความเยือกเย็น มือเรียวล้วงเข้าไปหยิบถุงผ้าแพรบรรจุเข็มเงินอาบยาพิษสลายกำลังภายในที่พกติดตัวไว้ออกมาอย่างลื่นไหล
มู่หรงเฉินปรายตามองกลุ่มมือสังหารด้วยแววตาดุร้ายดั่งพญามารที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกชีวิตให้แหลกเป็นจุล เขาเอ่ยกระซิบข้างหูลี่หลินด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความกลัว "ยืนอยู่หลังเปิ่นหวาง... จัดการพวกมันเสร็จแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปซื้อขนมบัวลอยร้านโปรดต่อ"
ทว่า ในจังหวะที่คมดาบแรกกำลังจะพุ่งเข้าประชิดตัว จู่ๆ นกพิราบสื่อสารสีขาวสะอาดก็บินฝ่าวงล้อมลงมาเกาะที่บ่าของมู่หรงเฉิน พร้อมกับหลอดกระดาษลับที่ผูกติดข้อเท้า ซึ่งเมื่อท่านอ๋องกางออกอ่านเพียงแวบเดียว... สีพระพักตร์ที่เคยเยือกเย็นมาตลอดกลับแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดดิ่งลึกอย่างน่ากลัว
ข้อความในสาส์นลับจากห้องทรงพระอักษรในวังหลวงระบุไว้เพียงสั้นๆ แต่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ทั้งสิ้น:
*[พระราชโองการด่วนที่สุด: ฮ่องเต้เสด็จสวรรคตแล้ว! พระราชสาส์นฉบับสุดท้ายระบุให้ท่านอ๋องมู่หรงเฉินทรงเป็นกบฏแผ่นดิน ข้อหาลอบปลงพระชนม์ และมีรับสั่งให้ประหารชีวิตพระชายาไป๋ลี่หลินทันทีในคืนนี้]*
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามและเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ จากใจ ส้มหวานมิติลับ ค่ะ
ท่านอ๋องอย่าซึม เดี๋ยวหมอสาวจะพาไปหย่า•ตอนที่ 28
งานเทศกาลโคมไฟ
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าซึม เดี๋ยวหมอสาวจะพาไปหย่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!