กาน้ำชาเคลือบกระเบื้องลายครามบรรจุน้ำเด่งพล่านส่งเสียงฮึ่มฮั่มคุกรุ่นในเตาถ่านขนาดเล็ก กลิ่นหอมของสมุนไพรฤทธิ์เย็นผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของคุกใต้ดินลึกสามชั้น สร้างบรรยากาศที่ทั้งกดดันและชวนอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
แสงตะเกียงน้ำมันหมูไหววูบวาบสาดส่องเงาทอดตัวยาวน่ากลัวบนผนังหินศิลาแลง ไป๋ลี่หลินในอาภรณ์ปักลายหงส์สีชาดตัดกับชุดคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าเชลยหนุ่มผู้ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าจนเนื้อตัวชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ความเจ็บปวดจากการถูกทรมานด้วยค่ายกลลับไม่ได้ทำให้บุรุษผู้นั้นยอมปริปาก แต่นัยน์ตาที่ฉายแววหวาดผวาเมื่อเหลือบมองสตรีตรงหน้า กลับบ่งบอกว่าเกราะป้องกันอันแข็งแกร่งกำลังจะพังทลายลงในไม่ช้า
"เจ้าจะเลือกดื่มชาถ้วยนี้เพื่อรักษาเส้นเอ็นที่ขาด หรือจะเลือกให้ข้าใช้เข็มเงินเก้าเล่มฝังลงจุดชีพจร 'สลายวิญญาณ' ที่จะทำให้เจ้ารับรู้รสชาติความเจ็บปวดเจียนตายไปตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืนโดยไม่สามารถหลับตาลงได้แม้แต่วินาทีเดียว?"
น้ำเสียงหวานใสดังก้องกังวาน เรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจลึกลับที่บีบหัวใจคนฟังจนแทบหยุดเต้น ไป๋ลี่หลินเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่สะบักสะบอมช้าๆ ปลายนิ้วเรียวเรียวดั่งลำหยกบรรจงคีบเข็มเงินเล่มบางวาววับขึ้นมาหมุนวนเล่นท่ามกลางแสงไฟอย่างใจเย็น
เชลยหนุ่มกัดฟันกรอดจนเลือดสดๆ ไหลยิ้มมุมปาก ริมฝีปากแห้งผากสั่นระริก "ฮึ... ข้า... ข้าเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่ง ไยต้องใช้ไม้นี้กับข้าด้วยเล่า พระชายา... ต่อให้ท่านเก่งกล้าเพียงใด ก็ไม่มีวันล่วงรู้หรอกว่า 'ผู้บงการ' ที่แท้จริงคือผู้ใด!"
"เบี้ยหรือ?" ท่านอ๋องมู่หรงเฉินที่ประทับนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงสลักลายพยัคฆ์คำราม ตรัสแทรกขึ้นด้วยสุรเสียงเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทมิฬวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารอันรุนแรง พระองค์มิได้ทรงขยับพระวรกายแม้แต่น้อย ทว่ารัศมีกดดันรอบพระองค์กลับทำให้บรรยากาศในคุกใต้ดินลดฮวบลงจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง "ในกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของเปิ่นหวาง ไม่มีคำว่าเบี้ย... มีแต่คนทรยศที่ต้องชดใช้ด้วยความตาย และคนตาย... มักไม่มีโอกาสได้เลือกวิธีจบชีวิตของตนเอง"
สิ้นสุรเสียง ตรวนเหล็กหนากระทบกันเสียงดังสนั่น มู่หรงเฉินทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระวรกายกำยำในฉลองพระองค์สีดำปักด้ายทองคำลวดลายมังกรทะยานฟ้าแผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัว พระหัตถ์หนาเอื้อมไปแตะด้ามกระบี่ประจำพระองค์อย่างเชื่องช้า ทว่าเปี่ยมด้วยคุกคาม
ไป๋ลี่หลินเหลือบมองพระสวามีแวบหนึ่ง นางรู้ดีว่าจังหวะนี้คือการประสานสอดรับที่สมบูรณ์แบบระหว่างไมตรีและพระเดช นางจึงยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่งดงามดั่งบุปผาแรกแย้มในเหมันตฤดู ทว่ากลับหนתาวเหน็บถึงขั้วหัวใจยิ่งกว่าลมหนาว
"ท่านอ๋องทรงใจร้อนเกินไปแล้วเพคะ... คนผู้นี้กระดูกแข็งไม่เบา หากใช้กำลังคงไม่ได้ความ แต่อาจารย์เคยสอนข้าไว้ว่า สตรีกับพิษ... เป็นของคู่กันที่หลอมรวมจิตใจมนุษย์ให้พังทลายได้ง่ายที่สุด"
นางกล่าวพลางโน้มกายลงกระซิบข้างใบหูของเชลยหนุ่ม น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของภูตผีในยามวิกาล "เจ้ามีมารดาวัยชราอาศัยอยู่ที่เมืองลั่วหยางใช่หรือไม่? แถมยังมีบุตรชายฝาแฝดวัยกำลังซนอีกสองคน... หากข้าส่งตระกูลของเจ้าไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันที่ปรโลกในคืนนี้ เจ้าคิดว่าวิญญาณของพวกเขาจะกล่าวโทษผู้ใดกันนะ?"
"เจ้า!... เจ้ามันนางมารร้าย!" เชลยหนุ่มแผดเสียงร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก ดวงเบิกกว้างจนแทบถลน ความลับที่อดกลั้นปกปิดมานานแรมปีพังทลายลงในพริบตาเมื่อจุดอ่อนที่สุดถูกแตะต้อง "หยุดนะ! ข้าบอก... ข้าจะบอกทุกอย่าง!"
รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏขึ้นบนใบหน้าสะคราญโฉม ไป๋ลี่หลินถอยหลังกลับไปยืนเคียงข้างมู่หรงเฉินอย่างสง่างาม นางประสานมือไว้เบื้องหน้า ดวงตาคู่คมจับจ้องเชลยหนุ่มที่กำลังหอบหายใจโยนตัวสั่นเทา
"ว่ามา... ใครคือผู้สั่งการในราชสำนักที่มอบตราประทับลับและเสบียงกรังให้พวกเจ้าซุกซ่อนกองกำลังนอกด่าน?" มู่หรงเฉินตรasถามด้วยสุรเสียงเฉียบขาด
เชลยหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เลือดสดๆ ไหลเปรอะเปื้อนคาง "คือ... คือ... อะ..."
ฉับพลัน!
*ฟิ้ว—!*
เสียงแหวกอากาศแหลมคมดังขึ้นพร้อมกับวัตถุบางอย่างพุ่งแหวกความมืดเข้ามาด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ เป้าหมายมิใช่ไป๋ลี่หลิน หรือมู่หรงเฉิน แต่คือร่างของเชลยหนุ่มที่กำลังจะปริปากพูดความจริง!
"ระวัง!"
มู่หรงเฉินแผดเสียงคำรามก้อง พระหัตถ์ไวปานกวางผาคว้าเอวบางของไป๋ลี่หลินแล้วดึงเข้าหาพระวรกายทันที พร้อมกับชักกระบี่ออกจากฝักตวัดปัดป้องประกายไฟที่พุ่งเข้าใส่
*เคร้ง!*
ประกายไฟสีส้มแตกกระจายวับวาวเมื่อคมกระบี่กระทบเข้ากับลูกดอกอาบยาพิษสีดำสนิทที่ปักลึกลงไปในเสาหินข้างกายจนมิดด้าม ของเหลวสีม่วงเข้มส่งกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งกระจาย กัดกร่อนเนื้อไม้และหินจนเกิดควันสีขาวโพลนพวยพุ่ง
ไป๋ลี่หลินกวาดสายตามองไปยังทิศทางที่ลูกดอกพุ่งมาด้วยแววตาเย็นเยียบ นางสะบัดข้อมือปล่อยเข็มเงินสามเล่มพุ่งทะยานหายเข้าไปในความมืดมิดของช่องลมเบื้องบนทันที
*อั๊ก!*
เสียงอุทานแผ่วเบาดั่งเสียงแมวร้องดังขึ้นจากมุมมืด ตามด้วยร่างของเงาดำร่างหนึ่งที่ร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ฝุ่นละอองตลบอบอวล
มู่หรงเฉินก้าวเข้าไปพลิกร่างนั้นด้วยปลายเท้า พบว่าเป็นนักฆ่ามือฉกาจที่สวมชุดดำสนิทและใช้ผ้าคลุมหน้าอำพรางใบหน้า ทว่าที่บริเวณหัวไหล่มีรอยปักลวดลายประหลาด—ตราสัญลักษณ์รูป 'ดอกเบญจมาศหนามโลหิต' ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ลับเฉพาะของกองกำลังองครักษ์ประจำตำหนักในของพระสนมเอกผู้ทรงอิทธิพล!
มู่หรงเฉินหันพระพักตร์กลับมาสบตากับชายารัก ชั่วขณะนั้น ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วคุกใต้ดิน แววตาของทั้งคู่สะท้อนประกายความตระหนักรู้บางอย่างที่น่ากลัวยิ่งกว่ากบฏนอกด่านเสียอีก
เกมการเมืองในเรือนหลังและบัลลังก์มังกรบัดนี้ได้เกี่ยวร้อยเข้าหากันอย่างแยกไม่ออก และคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง... อยู่ใกล้ชิดกว่าที่พวกมันคาดคิดไว้อย่างเทียบไม่ติด!
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ข้ารับใช้คนสนิทนอกห้องขังก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้
"กราบทูลท่านอ๋อง พระชายา... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! มี... มีราชโองการลับด่วนที่สุดจากฮ่องเต้... ส่งตรงมาถึงตำหนักอ๋อง พร้อมกับ... พระชายารองจ้าวเฟยเฟย ที่นำกองกำลังองครักษ์หลวงมาปิดล้อมตำหนักไว้รอบด้านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาอันลึกล้ำนี้เคียงข้างกันนะคะ
ท่านอ๋องอย่าซึม เดี๋ยวหมอสาวจะพาไปหย่า•ตอนที่ 21
สืบสาวราวเรื่องกบฏ
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าซึม เดี๋ยวหมอสาวจะพาไปหย่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!