"หากความยุติธรรมในแผ่นดินนี้ เป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยลมหายใจ... เช่นนั้นหม่อมฉัน ‘ไป๋ลี่หลิน’ ผู้นี้ ก็พร้อมจะใช้หยดเลือดทุกหยดในกายา พลิกแผ่นฟ้าเบื้องบนให้คว่ำลงตรงหน้าราชบัลลังก์!"
เสียงกราบทูลกังวานใสราวกระดิ่งเงินกระทบสายลม ทว่ากลับทรงพลังเยือกเย็นจนสะท้านไปทั่วทั้งท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ คลื่นความเงียบงันดุจป่าช้าแผ่ขยายปกคลุม ขุนนางนับร้อยชีวิตต่างกลั้นหายใจ ไร้ซึ่งเสียงกระซิบกระซาบใดๆ มีเพียงเสียงลมหายใจระทึกและเสียงอาภรณ์ไหมปักดิ้นทองเสียดสีกันเบาๆ ยามที่ทุกคนพร้อมใจกันถอยร่นเว้นระยะห่างจากตระกูลจ้าว
ไป๋ลี่หลินในชุดคลุมยาวสีครามเข้มปักลายหงส์เหินด้วยดิ้นเงินบริสุทธิ์ ยืนหยัดอย่างสง่างามหลังตรงแน่วแน่ นางมิได้ก้มศีรษะลงต่ำอย่างสามัญชนทั่วไป ทว่าเชิดหน้าขึ้นรับแสงอาทิตย์ยามสายที่สาดส่องผ่านช่องบานหน้าต่างแกะสลักลงมาทาบทับร่างนาง ราวกับเทพเซียนผู้ลงทัณฑ์ที่ก้าวออกมาจากภาพวาดโบราณ
เบื้องขวาของนางคือ ‘ท่านอ๋องมู่หรงเฉิน’ พระสวามีผู้ทรงอำนาจและเยือกเย็นดุจพญายมราช พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีทอดมองตรงไปยังเบื้องพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิ ทว่าพระหัตถ์หนากลับเอื้อมไปกุมชายอาภรณ์ของชายาไว้หลวมๆ เป็นการแสดงออกถึงการปกป้องคุ้มครองอย่างเปิดเผย แม้แต่องค์จักรพรรดิเองก็ยังต้องทรงขมวดพระขนู่เข้าหากันด้วยความระแวงระวัง
"ไป๋ลี่หลิน เจ้าช่างอาจหาญนัก!" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของมหาเสนาบดีจ้าว หรือบิดาของจ้าวเฟยเฟยคำรามลอดไรฟัน ดวงตาของเขาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง "บังอาจกล่าวหาตระกูลขุนนางเก่าแก่ด้วยวาจาเลื่อนลอย ไร้หลักฐานเช่นนี้ โทษฐานหมิ่นเบื้องสูงและใส่ร้ายป้ายสี มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะล้างมลทินให้ตระกูลเราได้!"
ลี่หลินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามจับตาแต่กลับเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหิมะ นางปรายตามองเสนาบดีจ้าวผู้กำลังดิ้นรนราวกับสุนัขจนตรอก ก่อนจะยกมือขึ้นตบเบาๆ สามครั้ง
แปะ... แปะ... แปะ...
"ใส่ร้ายป้ายสีอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ท่านเสนาบดีจ้าว..." น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่เฉียบคมราดรดลงบนความมั่นใจของอีกฝ่ายจนมอดไหม้ "ท่านกล่าวว่าหลักฐานไร้ค่า ไยไม่ลองทอดพระเนตรสิ่งนี้ด้วยพระเนตรของพระองค์เองเล่าเพคะ"
นางสะบัดแขนเสื้อ ขยับกายคุกเข่าลงครึ่งหนึ่งพร้อมกับชูหีบไม้จันทน์หอมแกะสลักลวดลายประณีตขึ้นเหนือศีรษะ ข้ารับใช้หลวงรีบก้าวออกไปรับก่อนจะนำขึ้นถวายต่อหน้าพระพักตร์จักรพรรดิด้วยความระมัดระวัง
ภายในหีบนั้น หาใช่มีเพียงจดหมายลับหรือสมุดบัญชีการค้าทาสอันโสมมไม่ แต่มันคือ ‘ป้ายคำสั่งลับ’ และ ‘สมุนไพรพิษร้อยวันวิญญาณสลาย’ ที่สกัดมาจากแคว้นทางเหนือ ซึ่งตระกูลจ้าวใช้ติดสินบนข้าราชการและลอบปลงพระชนม์เชื้อพระวงศ์มาหลายชั่วอายุคน ทุกชิ้นล้วนมีตราประทับประจำตระกูลจ้าวมัดตัวอย่างดิ้นไม่หลุด
องค์จักรพรรดิหยิบม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นทอดพระเนตร พระพักตร์ที่เคยเรียบเฉยพลatiaแปรเปลี่ยนเป็นมืดมน ดำทะมึนราวยามพายุตั้งเค้า พระหัตถ์ที่ถือม้วนสาส์นสั่นเทוריםน้อยด้วยความกริ้วโกรธ
"บัง... บังอาจนัก! ตระกูลจ้าว พวกเจ้ากล้าซ่องสุมกำลังพลและติดต่อกับกบฏนอกด่านลับๆ ถึงเพียงนี้เชียวหรือ!" พระสุรเสียงตวาดก้องจนเหล่าขุนนางพากันทรุดกายลงคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
เสนาบดีจ้าวหน้าถอดสี ร่างกายสั่นเทิราวยืนอยู่บนปากเหวแห่งความตาย เขาพยายามจะอ้าปากแก้ตัว "ฝ่าบาท... พระองค์ทรงโปรดวินิจฉัย สิ่งเหล่านี้คือการใส่ร้ายป้ายสี! นาง... นางสารเลวผู้นี้สร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อทำลายตระกูลเรา!"
"สร้างหลักฐานเท็จงั้นหรือ?" มู่หรงเฉินก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว แรงกดดันจากอาณาเขตแห่งอำนาจและกลิ่นอายสนามรบแผ่ซ่านออกมาราวกับคลื่นกระแทกจนเสนาบดีจ้าวถึงกับเซถอยหลัง "ในหีบใบนั้นยังมีบันทึกการรักษาของหมอหลวงที่ถอนพิษให้สนมเอกเมื่อสามปีก่อน และข้า... มู่หรงเฉิน เป็นผู้ส่งคนไปเก็บกวาดร่องรอยทั้งหมดด้วยตนเอง ท่านคิดว่าหลักฐานของชายาข้า ยังขาดตกบกพร่องสิ่งใดอีกหรือไม่ ท่านลุง?"
สรรพนาม ‘ท่านลุง’ ที่เปล่งออกมาจากปากท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหดหาได้มีความอบอุ่นไม่ หากแต่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารที่พร้อมจะปลิดชีพอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ
บรรยากาศในท้องพระโรงตึงเครียดจนแทบจะหยดเป็นเลือด ลี่หลินลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม นางประสานมือคารวะองค์จักรพรรดิด้วยกิริยาอันไร้ที่ติ ทว่าสายตาคมปลาบกลับกวาดมองไปทั่วท้องพระโรงเพื่อประกาศศักดาให้ผู้คนตระหนักว่า สตรีจากยุคศตวรรษที่ยี่สิบผู้นี้มิใช่ผู้ที่ใครจะรังแกได้ตามอำเภอใจ
ทว่า... ในจังหวะที่ชัยชนะกำลังจะตกเป็นของฝ่ายนาง เสียงหัวเราะแหลมสูงอันน่าขนลุกก็ดังแทรกขึ้นจากมุมมืดหลังม่านมุก
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นการแสดงงิ้วที่สนุกสนานเสียจริง ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นกับชายาแพทย์ผู้ปราดเปรื่อง ช่างน่าเสียดาย... ที่พวกท่านคำนวณทุกอย่างไว้หมดแล้ว ยกเว้นสิ่งนี้!"
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากหลังม่านมุกช้าๆ ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มอันวิปริต นางคือ ‘คุณหนูรองจ้าวเฟยเฟย’ ที่ควรจะถูกคุมขังอยู่ในเรือนกักบริเวณ แต่วันนี้กลับยืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ พร้อมกับในมือที่ถือสลักกลไกบางอย่าง ทันใดนั้นนางก็หัวเราะลั่นพร้อมกับกระชากคันโยกบนผนังหินอย่างแรง!
คลิก!
เสียงกลไกโบราณทำงานดังสนั่นหวั่นไหว พื้นหินอ่อนใต้ฝ่าเท้าของลี่หลินและมู่หรงเฉินยุบตัวลงทันที รอยแยกขนาดใหญ่เปิดอ้าออกเผยให้เห็นความมืดมิดและคมหอกเคลือบยาพิษนับร้อยเล่มรออยู่เบื้องล่าง!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคลื่นลมแห่งเกมอำนาจนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ท่านอ๋องอย่าซึม เดี๋ยวหมอสาวจะพาไปหย่า•ตอนที่ 32
การตัดสินในท้องพระโรง
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าซึม เดี๋ยวหมอสาวจะพาไปหย่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!