เสียงครางต่ำของเครื่องปรับอากาศในห้องโถงรับรองสมาคมฮันเตอร์ระดับสูงแทบจะกลบมิดด้วยเสียงกลืนน้ำลายอันแห้งผากของชายฉกรรจ์เบื้องหน้า
“คุณรินทร์ครับ... เรื่องเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ผม... เอ่อ ปากพล่อยพูดจาไม่เข้าท่าไปบ้าง ผมกราบขอร้องล่ะครับ อย่าได้ถือสาหาความคนแก่สมองทึบอย่างผมเลยนะครับ”
กิตติ ประธานกิลด์เหล็กกล้า ผู้เคยประกาศกร้าวกลางที่ประชุมใหญ่ว่ารินทร์เป็นได้แค่ “ขยะไร้ค่าที่เกาะผู้หญิงกิน” บัดนี้กำลังคุกเข่าลงกับพื้นพรมราคาแพง สองมือประสานกันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจเบ็ดเสร็จที่อยู่เหนือการควบคุม
รินทร์นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้สีดำสนิท สายตาสีเทาเข้มมองลอดผ่านกรอบแว่นสายตาด้วยความเยือกเย็น ไร้ซึ่งร่องรอยของความโกรธเกลียด หรือแม้แต่ความสมเพช มันว่างเปล่า... ว่างเปล่าจนน่ากลัวราวกับกำลังมองดูมดปลวกตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนก่อนถูกเหยียบย่ำ
ข้างกายของเขา ลินินกำลังบรรจงใช้ผ้าเช็ดหน้าเนื้อนุ่มเช็ดคราบฝุ่นละอองบนเรียวแขนของรินทร์อย่างทะนุถนอม ดวงตากลมโตคู่สวยไม่ได้ชายตามองประธานกิลด์ผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังหมอบกราบแม้แต่น้อย ความนิ่งสงบของเธอยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง ‘คนเบื้องบน’ กับ ‘เศษสวะ’ อย่างชัดเจน
“คุณกิตติจำผิดคนหรือเปล่าครับ?” รินทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าก้องกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจ “คนสติดีที่ไหนจะไปจดจำคำพูดของสุนัขที่เห่าใส่ข้างทางกันล่ะครับ จริงไหม?”
“จริงครับ! ท่านรินทร์พูดถูก... ผมมันก็แค่สุนัขตัวหนึ่ง สุนัขตัวเมีย เอ้ย สุนัขรับใช้ที่ไร้สมอง!” กิตติรีบตบปากตัวเองเบาๆ สองสามครั้งเพื่อเรียกคะแนนความน่าเวทนา เม็ดเหงื่อกาฬไหลโทรมหน้าผากย่นๆ ของเขา
ในโลกของฮันเตอร์ อำนาจและเงินตราคือพระเจ้า และในตอนนี้ รินทร์คือผู้ถือครอง ‘ระบบทัณฑ์ทรมาน’ พร้อมกับวงเงินในบัตรเครดิตสีดำสนิทที่สามารถซื้อกิลด์ของกิตติให้กลายเป็นลานจอดรถได้ภายในพริบตาเดียว ข่าวลือเรื่องที่รินทร์กวาดซื้อหุ้นสามัญของสมาคมฮันเตอร์ถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เมื่อวานนี้ ทำให้บรรดาผู้มีอิทธิพลต่างพากันอกสั่นขวัญแขวน
ไม่มีใครกล้าสบตาเขา... ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“ลินิน หิวหรือยังครับ?” รินทร์เมินเฉยต่อร่างที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าอย่างสิ้นเชิง หันไปเอ่ยถามคู่ชีวิตด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นล้ำลึกในเสี้ยววินาที
“ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ค่ะ... เอ้ย ค่ะ... พี่รินทร์คะ ฉันหมายถึง ฉันยังไหวค่ะ” ลินินเผลอหลุดยิ้มออกมาบางๆ เมื่อเห็นท่าทางเอาใจใส่ของชายหนุ่ม เธอใช้มือเรียวบางแตะลงบนหลังมือของเขาเบาๆ เป็นเชิงบอกว่าเธอมีความสุขดี
“ถ้าอย่างนั้น รออีกสักครู่ดีกว่าครับ พอดีผมมี ‘ธุระด่วน’ ที่ต้องสะสางกับพวกที่ชอบลืมบุญคุณคนเสียหน่อย” รินทร์ปรายตามองไปยังมุมมืดของห้องโถง
ที่นั่น... เงาร่างของรองประธานสมาคมและเหล่าหัวหน้าหน่วยจู่โจมระดับ A ที่เคยร่วมหัวจมท้ายกันกลั่นแกล้งรินทร์ในอดีต กำลังยืนตัวลีบติดผนัง ใบซีดเผือกไร้สีเลือด พวกเขาต่างพากันส่งสายตาอ้อนวอนขอความเมตตา แต่ไม่มีใครกล้าส่งเสียงร้องสักแอะเดียว
บรรยากาศในห้องกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เสียงเครื่องปรับอากาศกลายเป็นเสียงเดียวที่ได้ยิน ทว่าในวินาทีที่ความเงียบงันกำลังกัดกินสติสัมปชัญญะของทุกคนจนถึงขีดสุด เสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงในกระเป๋าเสื้อสูทของกิตติก็แผדเสียงแหลมสูงขึ้นทำลายความเงียบ
กิตติสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ เขาไม่กล้าแม้แต่จะหยิบมันขึ้นมาดู รินทร์พยักเพยิดหน้าเล็กน้อย “รับสิครับ เผื่อจะเป็นสายสำคัญจากคนที่คุณเคยไปเหยียบย่ำเขาไว้เหมือนกัน”
มือที่สั่นเทาของกิตติคว_านหาโทรศัพท์หน้าจอแตกยำเกรง เขากดรับสายโดยไม่กล้าแม้แต่จะเปิดสปีกเกอร์โฟน แต่ความเงียบในห้องทำให้เสียงปลายสายเล็ดลอดออกมาให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน
*“ประธานกิตติ! แย่แล้วครับ! หุ้นของกิลด์เราดิ่งลงเหวสิบเปอร์เซ็นต์ในสามนาที นักลงทุนรายใหญ่ถอนทุนออกหมด แถมธนาคารกลางปฏิเสธการค้ำประกันสินเชื่อแล้วครับ! พวกเรา... พวกเรากำลังจะล้มละลาย!”*
เสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกของเลขาธิการกิลด์ดังระงับ ราวกับฟ้าผ่าลงกลางกระบาลของกิตติ ร่างท้วมทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ดวงตาเบิกโพรงด้วยความสิ้นหวัง
รินทร์หยิบบัตรเครดิตสีดำขลิบทองขึ้นมาคีบไว้ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง หมุนเล่นเบาๆ แสงไฟระยิบระยับสะท้อนกับผิวโลหะชั้นดี เกิดเป็นประกายเย็นเยียบที่บาดตาผู้คนในห้อง
“การล้มละลายมันยังน้อยไปนะครับ สำหรับคนที่คิดจะเหยียบย่ำอนาคตของคนอื่น” รินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อสูทสีเทาเข้มให้เข้าที่อย่างเนี๊ยบกริบ “แต่เอาเถอะครับ... ผมเป็นคนใจกว้างพอที่จะให้โอกาสคนที่รู้จักสำนึกผิด”
กิตติได้ยินดังนั้นราวกับฟื้นคืนชีพจากขุมนรก เขาลานตลบคลานเข้ามาใกล้ชายหนุ่ม พยายามจะก้มลงจูบรองเท้าหนังของรินทร์ แต่ถูกปลายรองเท้าขัดขวางไว้เสียก่อนด้วยแรงกดเบาๆ ที่ไร้ความปรานี
“กราบผมทำไมล่ะครับ ไปกราบคนที่พวกคุณเคยดูถูกสิครับ... ว่าแต่ ตอนนี้พวกคุณยังคิดว่าลินินเป็นแค่ผู้หญิงไร้ค่าที่เกาะผมกินอยู่หรือเปล่าล่ะครับ?”
คำถามเชิงเสียดสีทำเอาทุกคนในห้องหน้าซีดเผือกยิ่งกว่าเดิม ลินินยังคงยืนนิ่งสงบ ดั่งราชินีผู้สูงศักดิ์ที่มองดูเหล่าทาสผู้คุกเข่าสารภาพบาป
ทว่า ในจังหวะที่ทุกคนคิดว่าเกมกำลังจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ราบคาบของฝ่ายตรงข้าม เสียงปรบมือช้าๆ และก้องกังวานก็ดังขึ้นจากทางประตูด้านหลังห้องโถง
*แปะ... แปะ... แปะ...*
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริงครับ คุณรินทร์... ไม่นึกเลยว่าเด็กส่งของตกอับในวันนั้น จะกลายมาเป็นผู้ควบคุมเกมการเงินทั้งหมดของเมืองนี้ในวันนี้”
ร่างสูงโปรดของชายปริมาณในชุดสูทสีขาวบริสุทธิ์ก้าวพ้นเงามืดเข้ามา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนมุมปากคมคาย พร้อมกับปืนพกลวดลายประหลาดที่ถูกชักออกมาจากซองหนังอย่างรวดเร็วดั่งใจนึก กระบอกปืนสีดำสนิทเล็งตรงมาที่ศีรษะของลินินโดยไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย!
...แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ หมอเทวะแรงก์ SSS
บัลลังก์เหนือโชคชะตา พลิกวิถีฮันเตอร์สยบโลกอสูร•ตอนที่ 14
เสียงก่นด่ากลายเป็นเสียงอ้อนวอน
ผลงานโดย หมอเทวะแรงก์ SSS
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอเทวะแรงก์ SSS)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์เหนือโชคชะตา พลิกวิถีฮันเตอร์สยบโลกอสูร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!