“รอยเลือดนี้ไม่ได้มาจากบาดแผลที่ถูกกระทำเพียงอย่างเดียว แต่มันถูก ‘จงใจ’ วาดทับซ้อนกันเหมือนสัญลักษณ์บางอย่าง รวินท์... นายมองเห็นอะไรที่มากกว่าฉันหรือเปล่า?”
สารวัตรอชิระถามขณะขยับหมวกแก๊ปของเขาขึ้น เผยให้เห็นรอยย่นระหว่างคิ้วที่แสดงถึงความเคร่งเครียดเกินกว่าสถานการณ์ปกติจะอำนวย กลิ่นคาวเลือดจางๆ ผสมกับกลิ่นอับชื้นของตึกแถวเก่าในย่านเยาวราชที่ถูกปิดตายมานานหลายปีไม่ได้ทำให้รวินท์สะท้านสะเทือน ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาเย็นวาบไปถึงกระดูกคือ ‘เสียง’ ที่แว่วเข้ามาในหัว—เสียงกระซิบที่ฟังดูคล้ายการกรีดร้องที่ถูกบีบให้แบนราบ
รวินท์ไม่ได้ตอบทันที เขาคุกเข่าลงบนพื้นไม้ผุๆ มือเรียวยาวสวมถุงมือหนังแตะลงบนพื้นห่างจากร่างของผู้ตายไม่กี่นิ้ว ดวงตาของเขาไม่ได้จดจ้องไปที่ศพ แต่จับจ้องไปที่ ‘เงามืด’ มุมห้องที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ
“มันไม่ใช่การฆาตกรรมเพื่อความสะใจหรอกครับสารวัตร” รวินท์เอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสั่นประสาท “แต่มันคือการทำ ‘พิธี’... ดูรอยเท้าพวกนั้นสิครับ ไม่ได้หันเข้าหาเหยื่อ แต่หันออกไปทางหน้าต่างเหมือนกับกำลังเชื้อเชิญอะไรบางอย่างให้เข้ามาในห้องนี้”
อชิระชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองกลุ่มเงามืดที่มุมห้องตามสายตาของรวินท์ แม้เขาจะมองไม่เห็นสิ่งที่อีกฝ่ายเห็น แต่ความรู้สึกขนลุกซู่ที่แล่นผ่านต้นคอก็บอกเขาได้ดีว่า ‘ที่นี่’ ไม่ได้มีแค่คนตายกับตำรวจ
“ถ้านี่คือพิธีกรรม แล้วศพที่สามในรอบสัปดาห์นี้ล่ะ? รวินท์ นายบอกฉันทีว่านี่ไม่ใช่แค่การไล่ฆ่าคนสุ่มสี่สุ่มห้า” อชิระลดเสียงลงต่ำ
รวินท์ลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่โอบล้อมรอบตัว เหมือนมีใครบางคนกำลังยืนมองพวกเขาจากเพดาน “เป็นคนทำครับ... คนที่มีเนื้อหนังมังสาและหัวใจที่เน่าเฟะเกินกว่าจะเป็นมนุษย์ แต่มันใช้ ‘สิ่งที่มองไม่เห็น’ เป็นเครื่องมือฆ่า คดีนี้ไม่ได้จบที่การชันสูตรศพ แต่มันกำลังเริ่มขึ้นที่ความหิวโหยของบางสิ่งในย่านนี้”
“เดี๋ยวสิ! นายจะบอกว่าฆาตกรมีพวกพ้องเป็นวิญญาณงั้นเหรอ?” อชิระถามพลางคว้าแขนรวินท์ไว้แน่น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวลที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดตำรวจมือปราบ
รวินท์หันไปมองสารวัตร ดวงตาที่เคยเงียบสงบกลับมีประกายของความทุกข์ระทมวูบผ่าน “เปล่าหรอกครับสารวัตร พวกมันไม่ใช่พรรคพวก แต่เป็น ‘เหยื่อ’ ที่ถูกล่าก่อนจะถึงคิวเรา”
ทันใดนั้น บรรยากาศภายในห้องที่เงียบสงัดก็ถูกทำลายด้วยเสียง ‘ตึง!’ ดังมาจากชั้นบน ตามด้วยเสียงลากของหนักครูดไปกับพื้นไม้ รวินท์หันขวับไปมองบันไดที่มืดมิดทันที สัญชาตญาณเตือนภัยในใจเขาร้องเตือนดังระงม
“สารวัตรครับ... ออกไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้!” รวินท์ตะโกนขึ้นโดยไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัว
“เกิดอะไรขึ้น!?” อชิระชักปืนออกจากซองโดยสัญชาตญาณ
“ไม่ใช่ผีที่ทำร้ายเรา... แต่เป็น ‘คน’ ที่กำลังล่อเรามาให้ดูโชว์ของมัน!”
รวินท์พุ่งตัวไปที่ประตูหน้าทว่าช้าเกินไป ประตูไม้เก่าถูกกระแทกปิดลงอย่างรุนแรงจนบานพับแทบหัก ทั้งสองถูกขังอยู่ในห้องมืดที่มีเพียงกลิ่นธูปอบอวลขึ้นมาอย่างกะทันหัน อชิระรีบเปิดไฟฉายกราดไปรอบห้อง ทันใดนั้นแสงไฟก็ตกกระทบลงบนผนังห้องที่ว่างเปล่าเมื่อครู่...
บนผนังนั้นมีรอยเลือดสดๆ ปรากฏขึ้นใหม่ เป็นอักษรจีนโบราณที่เขียนด้วยลายมือที่สั่นไหวและโกรธเกรี้ยว ความหมายของมันทำให้รวินท์ถึงกับหน้าถอดสี เพราะสิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่แค่การฆาตกรรม แต่มันคือ ‘รายชื่อ’
ที่ด้านล่างสุดของรายชื่อที่มีชื่อเหยื่อสามคนแรกปรากฏอยู่... ชื่อที่สี่ที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาอย่างช้าๆ โดยไม่มีใครเขียน คือชื่อของ ‘รวินท์’
ทว่ายังไม่ทันที่รวินท์จะได้ขยับตัว เสียงหัวเราะแผ่วเบาที่ฟังดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดก็ดังมาจากเงามืดด้านหลังสารวัตรอชิระ พร้อมกับมือสีขาวซีดที่ค่อยๆ ยื่นออกมาจากกำแพง จับบ่าของสารวัตรอชิระไว้แน่นจนชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว!
นภากระซิบผีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะตื่นเต้นและพร้อมจะไขปริศนาไปกับรวินท์ในตอนต่อไปนะคะ
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 6
รอยเท้าในเงามืด
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!