“อย่าขยับไปไหนทั้งนั้นนะอชิระ ถ้าไม่อยากเห็นอะไรที่มันจะทำให้คุณนอนไม่หลับไปอีกสามคืน”
รวินท์เอ่ยเสียงต่ำ มือของเขากดไหล่ชายหนุ่มในชุดลำลองไว้แน่น ขณะที่นัยน์ตาเรียวคมของเจ้าของร้านหนังสือจ้องเขม็งไปที่มุมมืดหลังชั้นวางหนังสือเก่าแก่ กลิ่นอับของกระดาษและน้ำหมึกที่เคยอบอวลอยู่ในร้าน ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นดินชื้นและไอเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากความว่างเปล่า
“รวินท์ นี่มันเรื่องอะไรกัน... นายเล่นตลกอะไรอีก” สารวัตรอชิระพยายามสะบัดไหล่ให้หลุด แต่กลับพบว่ารวินท์ยึดร่างเขาไว้ด้วยแรงมหาศาลเกินกว่าที่คนธรรมดาจะมี
“ผมไม่ได้เล่นตลก” รวินท์กระซิบ ลมหายใจของเขาเริ่มแผ่วลง “ดูนั่น... ที่ใต้โต๊ะบัญชี”
ท่ามกลางแสงสลัวจากหลอดไฟตะเกียงที่สั่นไหว เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้น ไม่ใช่เงาที่เกิดจากแสงไฟ แต่มันคือการรวมตัวของมวลพลังงานสีหม่น ร่างนั้นเล็กลอยเหนือพื้นดินเล็กน้อย เป็นเด็กชายวัยไม่เกินเจ็ดขวบ สวมชุดนักเรียนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนและรอยขาดวิ่นที่บริเวณหน้าอก มือเล็กขาวซีดของเขาถือหุ่นยนต์สังกะสีขึ้นสนิมไว้แน่น กลิ่นอายความเศร้าสร้อยรุนแรงจนบีบคั้นหัวใจของคนทั้งคู่ให้รู้สึกแน่นหน้าอก
เด็กชายค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงตาที่เป็นสีดำสนิทไร้ตาดำ แต่ทว่าหยดน้ำใสๆ กลับรินไหลออกจากเบ้าตาคู่นั้นแทนเลือด
“พี่ชาย...” เสียงของเด็กน้อยแหบพร่าคล้ายแก้วแตกกระทบกัน “ช่วยซ่อมมันที... พ่อบอกว่าถ้ามันพัง พ่อจะไม่กลับมาหาผมอีก”
รวินท์ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้าๆ เขาค่อยๆ คลายมือจากไหล่ของสารวัตรอชิระ แล้วก้าวไปข้างหน้าอย่างใจเย็น แม้เขาจะรู้ดีว่าทุกครั้งที่เขาสัมผัสกับวิญญาณ ความทรงจำอันโหดร้ายเรื่องครอบครัวที่พรากจากไปจะย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยเพิกเฉยต่อคำขอสุดท้ายของคนตายได้เลย
“ชื่ออะไรครับตัวเล็ก” รวินท์ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางนั่งคุกเข่าลงให้ระดับสายตาเท่ากัน
“ต้นครับ... ผมรอพ่อมานานแล้ว แต่พ่อไม่มาสักที” เด็กน้อยยื่นหุ่นยนต์สังกะสีที่บิดเบี้ยวให้รวินท์ นิ้วมือที่แตะลงบนตัวหุ่นยนต์นั้นเย็นจัดเสียจนรวินท์ต้องสะดุ้งสุดตัว
อชิระที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ถึงกับพูดไม่ออก สัญชาตญาณตำรวจของเขาพยายามปฏิเสธภาพที่เห็น แต่รอยคราบโคลนที่ค่อยๆ หยดลงบนพื้นไม้ของร้านหนังสืออย่างเป็นจังหวะกลับเป็นหลักฐานที่หักล้างไม่ได้ เขาค่อยๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพ แต่หน้าจอที่เคยสว่างกลับกลายเป็นสีดำมืดสนิท ก่อนจะปรากฏข้อความภาษาแปลกประหลาดที่เขาอ่านไม่ออกขึ้นมาแทน
“ต้น... ของเล่นชิ้นนี้มันไม่ได้พังเพราะอุบัติเหตุนะ” รวินท์พึมพำขณะใช้นิ้วลูบไปตามรอยแตกร้าวบนอกหุ่นยนต์ สัมผัสที่ปลายนิ้วทำให้เขาเห็นภาพนิมิตวาบขึ้นในหัว เป็นภาพมือของผู้ใหญ่คนหนึ่งที่กำหุ่นยนต์ตัวนี้ไว้แน่นจนบิดเบี้ยว ก่อนจะใช้มันทุบเข้าที่อกของเด็กน้อยซ้ำๆ จนเงียบเสียงไป
“พ่อโกรธที่ผมทำแก้วแตก พ่อเลยทำลายหุ่นยนต์ของผม” เด็กชายต้นเล่าด้วยเสียงเรียบเรื่อยที่น่าสลดใจ “แล้วพ่อก็พาผมไปไว้ในที่ที่มืดมาก... มืดจนผมมองไม่เห็นทางกลับบ้าน”
รวินท์กำหุ่นยนต์แน่น เขารู้สึกได้ถึงความแค้นที่ฝังลึกอยู่ในไอวิญญาณของเด็กชาย แต่มันถูกกลบไว้ด้วยความโหยหาพ่อที่ผิดเพี้ยนไปแล้ว “ต้นฟังนะ... พ่อของต้นไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนั้นหรอก มันคือความผิดพลาด... แต่ตอนนี้ ต้นต้องปล่อยหุ่นยนต์นี่ไปนะ เพื่อที่ต้นจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอีก”
“ไม่!” เด็กชายเริ่มแผดเสียงร้องไห้ เงาดำรอบตัวเริ่มขยายตัวเป็นวงกว้าง บรรยากาศภายในร้านเริ่มสั่นสะเทือน หนังสือบนชั้นร่วงหล่นลงมาราวกับแผ่นดินไหว “ถ้าผมปล่อยมันไป ผมก็จะไม่มีอะไรเหลือเลย! ผมจะถูกทิ้งให้เหงาตลอดไป!”
“รวินท์ ถอยออกมา!” อชิระตะโกนขณะชักปืนพกออกมาโดยอัตโนมัติ แม้จะรู้ว่ากระสุนคงทำอะไรวิญญาณไม่ได้ แต่เขาก็ยอมให้รวินท์ตกอยู่ในอันตรายไม่ได้
ทว่าทันใดนั้น ประตูกระจกหน้าร้านที่ล็อกไว้อย่างแน่นหนาก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังกรีดกรายชวนขนลุก หญิงสาวคนหนึ่งในชุดเดรสสีดำสนิทก้าวเข้ามาในร้าน เธอมีใบหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตาของเธอจับจ้องมาที่เด็กชายต้นด้วยความโหยหาอย่างประหลาด
“ต้น... ลูกแม่” หญิงคนนั้นเอ่ยชื่อเสียงนิ่งสนิท “อย่ารบกวนคุณรวินท์เลยนะลูก กลับไปกับแม่เถอะ... พ่อเขาตามหาลูกไม่เจอหรอก เพราะเขาเองก็เพิ่งถูกขังอยู่ในที่เดียวกับที่เขาทิ้งลูกไว้เหมือนกัน”
รวินท์ชะงัก สายตาเขาสบเข้ากับหญิงสาวที่เพิ่งปรากฏตัว บรรยากาศที่เคยกดดันเริ่มเปลี่ยนไปเป็นความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม เพราะเขารู้ดีว่าหญิงสาวคนนี้... ไม่ใช่คนที่มีชีวิตอยู่แล้ว
หญิงสาวเดินตรงเข้ามาหาเด็กชายต้น แล้วก้มลงลูบศีรษะลูกชาย ก่อนจะหันมามองรวินท์ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “ขอบคุณที่ดูแลลูกชายฉันนะคะคุณรวินท์ แต่อย่าพยายามแก้ปมที่เขาผูกไว้เลย เพราะปมนั้น... ไม่ได้มีไว้ให้แก้ แต่มันมีไว้ให้เราลากคอคนทำชั่วลงไปชดใช้ด้วยกันในนรก”
ก่อนที่รวินท์จะทันได้เอ่ยอะไร หญิงสาวก็หยิบหุ่นยนต์สังกะสีไปจากมือเขา แสงสีแดงวาบขึ้นจากตัวหุ่นยนต์ก่อนที่มันจะแตกกระจายกลายเป็นผงธุลี และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง อุณหภูมิภายในร้านก็พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันจนรวินท์และอชิระต้องยกมือขึ้นป้องหน้า
เมื่อแสงสีแดงจางลง ทั้งเด็กชายและหญิงสาวคนนั้นก็ได้หายไปจากร้าน ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันหนักอึ้ง และรอยเท้าโคลนที่ค่อยๆ เลือนหายไปบนพื้นไม้
อชิระหอบหายใจถี่ เขาเดินเข้าไปหารวินท์ที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่พื้น “นั่นมันอะไรกัน... พวกเขาเป็นใคร”
รวินท์หยิบเศษเหล็กชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่บนพื้นขึ้นมาดู มันไม่ใช่หุ่นยนต์ธรรมดา แต่เป็นชิ้นส่วนของ "กุญแจ" ตราประทับโบราณที่เขาเคยเห็นในแฟ้มคดีฆาตกรรมปริศนาเมื่อสิบปีก่อน
เขามองสบตาอชิระด้วยแววตาที่สั่นไหว “อชิระ... คนที่ฆ่าเด็กคนนี้ ไม่ใช่พ่อของเขา แต่เป็นคนที่มีตราประทับนี้... และตราประทับนี้ก็เป็นตราเดียวกับที่อยู่ในสมุดบันทึกของพ่อแม่ผม ก่อนที่ท่านจะหายตัวไป”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเงามืดไปกับรวินท์นะคะ ขอให้คืนนี้ทุกท่านหลับฝันดีและไม่พบเจอสิ่งลี้ลับที่ทำให้ต้องขวัญผวานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ นภากระซิบผี
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 10
ลูกค้าคนใหม่
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!