บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 37

รอยแผลเป็นในใจ

ผลงานโดย นภากระซิบผี
“ถ้าพ่อกลับมาในฐานะพ่อจริงๆ ทำไมถึงมีกลิ่นสาบของดินป่าช้าติดตัวมาด้วยล่ะคะ?” รวินท์ไม่ได้หันไปมองร่างที่ยืนอยู่หลังบานประตูไม้เก่าๆ ของร้านหนังสือ เขาเพียงแต่กระชับหนังสือเล่มหนาในมือแน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด กลิ่นธูปไหม้ไฟอ่อนๆ ที่ลอยมาแตะจมูกไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสงบ แต่มันกลับกระตุ้นรอยแผลเป็นในใจที่พยายามฝังกลบมานานกว่าสิบปีให้ปริแตกออกเป็นริ้วรอยเลือดสดๆ “รวินท์... พ่อแค่คิดถึงลูก” เสียงนั้นแหบพร่าคล้ายเสียงใบไม้แห้งถูกบดขยี้ “เปิดประตูให้พ่อเถอะนะ ลูกชายของพ่อ... โลกหลังความตายมันหนาวเหลือเกิน” “คนตายไม่หนาวหรอกค่ะ พ่อต่างหากที่ลืมไปแล้วว่าตัวเองตายไปตั้งแต่วันที่ไฟไหม้บ้านหลังนั้น” รวินท์เอ่ยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าหัวใจเขากลับเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ความเย็นเยียบแล่นปราดไปตามสันหลังเมื่อเขาสัมผัสได้ว่าไอเย็นจัดกำลังแผ่ซ่านเข้ามาในร้าน แม้ประตูจะยังคงปิดสนิทอยู่ก็ตาม เขารู้ดีว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังบานประตูนั้นไม่ใช่พ่อที่เขารัก แต่เป็น ‘ก้อนความทรงจำที่บิดเบี้ยว’ ของเขาเองที่ถูกดึงออกมาเป็นรูปร่างด้วยพลังงานบางอย่างที่พยายามจะฉุดรั้งเขาให้จมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความผิดบาป “สารวัตรอชิระ... ถ้าคุณยังแอบดูอยู่ ก็ออกมาเถอะค่ะ” รวินท์กล่าวขึ้นลอยๆ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายหลบอยู่มุมมืดของชั้นวางหนังสือ ร่างสูงโปร่งของสารวัตรอชิระก้าวออกมาจากเงา ใบหน้าคมเข้มนั้นฉายแววเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาไม่ได้พกปืนมาด้วย เพราะเขารู้ดีว่ากระสุนเหล็กไม่มีทางหยุดสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ได้ “ผมไม่ได้แอบดู แต่ผมกำลังหาทางช่วยคุณ รวินท์... นั่นไม่ใช่พ่อคุณ ปล่อยวางเสียที” “ปล่อยวางเหรอคะ?” รวินท์แค่นหัวเราะ หยดน้ำตาเอ่อล้นคลอหน่วยตาแต่ไม่ยอมให้ไหลริน “สารวัตรเคยเห็นภาพตัวเองในวัยสิบขวบยืนมองบ้านที่กำลังลุกไหม้ไหมคะ? ฉันเป็นคนล็อคประตูห้องนอนนั้นเอง... ฉันเป็นคนดับไฟเทียนเล่มนั้นทิ้งไว้บนโต๊ะไม้... ฉันฆ่าพวกเขา! ความผิดนี้มันอยู่ในรอยแผลเป็นของฉัน มันสลักลึกจนไม่มีใครลบออกได้หรอกค่ะ!” บรรยากาศในร้านสั่นไหว ชั้นวางหนังสือสั่นคลอนราวกับเกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อม วิญญาณที่จำแลงกายเป็นพ่อนั้นเริ่มบิดเบี้ยว ใบหน้าที่เคยเหมือนคนในความทรงจำกลับค่อยๆ กลายเป็นเนื้อหนังไหม้เกรียมและดวงตาที่กลวงโบ๋ สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ความอาฆาต แต่เป็น ‘ความทุกข์ระทม’ ที่ขยายตัวจนกลายเป็นปีศาจ อชิระตัดสินใจก้าวเข้าไปหา ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนหายใจไม่ออก เขาวางมือลงบนไหล่ของรวินท์ แรงบีบนั้นแน่นหนาและมั่นคง “คุณไม่ได้ฆ่าใคร รวินท์... อุบัติเหตุคืออุบัติเหตุ และความผิดพลาดของเด็กสิบขวบไม่ใช่เหตุผลที่ต้องขังตัวเองไว้ในคุกที่ชื่อว่าความทรงจำแบบนี้ คุณช่วยคนมานับไม่ถ้วน แต่ทำไมคุณถึงเป็นคนเดียวที่คุณไม่คิดจะช่วย?” รวินท์สะอื้นเบาๆ ความทรงจำในคืนนั้นพรั่งพรูออกมาเหมือนน้ำป่า เขานึกถึงเปลวเพลิงสีส้มที่โชนแสงแข่งกับดวงจันทร์ กลิ่นควันไฟที่กลบกลิ่นธูปในความทรงจำ เขาพยักหน้าช้าๆ ปล่อยให้ความเปราะบางที่ซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งขรึมพังทลายลง “ฉันแค่... กลัวค่ะ” รวินท์พึมพำ “กลัวว่าถ้าฉันให้อภัยตัวเอง พ่อกับแม่จะหายไปจริงๆ... กลัวว่าถ้าฉันมีความสุข ฉันจะกลายเป็นคนเนรคุณที่ลืมเลือนพวกเขาไป” “ถ้าคุณรักพวกเขา คุณต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้สมกับที่พวกเขาสละชีวิตให้คุณต่างหาก” อชิระกล่าวเสียงนุ่มนวล รวินท์หันกลับไปเผชิญหน้ากับร่างที่บิดเบี้ยวนั้นอีกครั้ง เขาไม่ได้มองด้วยสายตาหวาดกลัวหรือเกลียดชังอีกต่อไป เขาสูดลมหายใจลึก ก้าวเดินเข้าไปหาเงามืดที่กำลังคุกคามร้านหนังสือด้วยท่าทีที่สงบนิ่งราวกับกระแสน้ำที่หยุดนิ่งกลางคัน เขายื่นมือออกไป สัมผัสอากาศที่เย็นจัดราวกับน้ำแข็ง “พ่อคะ... ขอบคุณที่กลับมาเตือนให้รวินท์รู้ว่า ชีวิตที่เหลืออยู่นี้มีค่ามากแค่ไหน รวินท์ไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับรอยแผลเป็นนี้อีกต่อไปแล้วค่ะ... ไปเถอะนะคะ ไปสู่ที่ที่พ่อควรจะอยู่... รวินท์ปล่อยวางแล้ว” ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาแตะเข้าที่หน้าผากของร่างนั้น แสงสีขาวนวลตาพลันสว่างวาบขึ้นราวกับหิ่งห้อยนับพันตัวที่แตกตัวออกจากเถ้าถ่าน กลิ่นสาบดินป่าช้าจางหายไป เหลือไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิที่อบอวลไปทั่วห้อง ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบกลับคืนมา รวินท์ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูที่เปิดอ้าออกสู่ความมืดมิดของค่ำคืนภายนอก เขาสัมผัสได้ถึงไอเย็นระลอกใหม่ที่ไม่ได้มาจากคนในครอบครัว แต่มันเป็นไอเย็นที่คุ้นเคย... เย็นจนบาดลึกถึงกระดูกสันหลัง “คุณรวินท์... ดูนั่น” อชิระชี้ไปยังพื้นไม้หน้าประตู รอยเท้าเปียกชื้นที่ไม่ได้มาจากคนตายเดินเข้ามา... แต่มันคือรอยเท้าที่มีเลือดสดๆ หยดเป็นทางยาวต่อเนื่องมาจากกลางถนน และมันไม่ได้มุ่งหน้าเข้าหาร้านหนังสือ... แต่มันเหมือนกำลัง ‘เดินหนี’ อะไรบางอย่างที่ตามล่ามันมาอย่างกระชั้นชิด ร่างของใครบางคนล้มลงตรงหน้าประตูร้าน รวินท์รีบถลาเข้าไปประคอง ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นตาจนแทบหยุดหายใจ “คุณอชิระ... นี่มันสายสืบฝึกหัดที่เพิ่งจะหายตัวไปเมื่อสามวันก่อนนี่คะ!” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยแผลเป็นและรอยร้าวของหัวใจไปพร้อมกับนภากระซิบผีนะคะ
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%