"วางมีดลงเถอะค่ะ... คุณอชิระ"
เสียงของรวินท์แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของใบไม้แห้ง ทว่าในความเงียบงันของห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นควันธูปไม้จันทน์ที่เริ่มมอดไหม้จนเกือบหมดก้าน ประโยคนั้นกลับดังก้องราวกับเสียงประกาศิต สารวัตรอชิระชะงักมือที่กำลังหยิบกริชโบราณขึ้นจากแท่นไม้แกะสลัก ดวงตาคมกริบของนายตำรวจหนุ่มไม่ได้ฉายแววหยิ่งทะนงเหมือนทุกครั้ง แต่กลับเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดระแวงอย่างที่รวินท์ไม่เคยเห็นมาก่อน
"คุณรู้ไหมว่าอะไรอยู่ในนี้?" อชิระถาม เสียงของเขาสั่นพร่าขณะชี้ไปยังไอหมอกสีเทาจางๆ ที่ลอยวนอยู่รอบกริชเล่มนั้น "วิทยาศาสตร์บอกผมไม่ได้ว่าทำไมเลือดบนคมมีดถึงยังสดอยู่... ทั้งที่มันถูกฝังดินมานานหลายศตวรรษ"
รวินท์ก้าวเข้าไปใกล้ ลมหายใจของเขาเริ่มเย็นเยียบขึ้นทุกขณะ สัมผัสที่หกกำลังเตือนภัยอย่างหนักหน่วง เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับคว้าข้อมือของอชิระไว้แน่น พลังงานบางอย่างจากฝ่ามือของรวินท์ถ่ายทอดไปสู่ร่างของตำรวจหนุ่ม ทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต ก่อนจะปล่อยมีดให้ตกลงสู่พื้นไม้จนเกิดเสียงดังสนั่น
"มันไม่ใช่เลือดของมนุษย์ค่ะ แต่มันคือสัญญาเลือดที่กำลังจะถูกปลุกขึ้นในคืนเดือนดับ" รวินท์กล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มมีม่านหมอกสีดำจางๆ บดบัง "คืนนี้... พวกเขาไม่ได้มาเพื่อพรากชีวิตใครคนใดคนหนึ่ง แต่มาเพื่อเปิดประตูบานที่พวกเราพยายามปิดตายมาตลอดชีวิต"
บรรยากาศในห้องทำงานเปลี่ยนไปทันที ราวกับว่าผนังร้านหนังสือเก่าแก่แห่งนี้กำลังขยายตัวออกไปสู่มิติที่บิดเบี้ยว แสงไฟสีนวลตาในร้านวูบไหวและหม่นแสงลงจนเกือบเป็นสีเทา รวินท์รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลจากภายนอก หน้าต่างทุกบานสั่นสะเทือนด้วยจังหวะที่สอดประสานกันเหมือนเสียงหัวใจที่กำลังเต้นเร่าของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา
"รวินท์... ข้างนอกนั่น" อชิระพยายามตั้งสติ พลางคว้าปืนพกคู่ใจที่วางอยู่ข้างตัว "ทำไมท้องฟ้าถึงกลายเป็นสีเลือด? และเสียงสวดนั่น... มันมาจากไหน?"
"มันเริ่มแล้วค่ะ" รวินท์ขยับไปยืนหน้าหน้าต่าง กระจกใสสะท้อนภาพเงาดำนับสิบที่กำลังร่ายรำอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของสวนหลังร้าน ลมพัดแรงจนข้าวของในร้านหนังสือระเนระหนาด กลิ่นสาบสางของสุสานและกลิ่นหอมหวนของดอกไม้ที่บานในความมืดปะทะเข้าจมูกของเขาทั้งสองคน "พิธีล้างอาถรรพ์ที่สาบสูญ พวกเขาใช้เลือดของคนที่มีสายเลือดเดียวกันกับผู้คุมกฎคนก่อนหน้า... เพื่อแลกกับการหวนคืนของสิ่งที่ตายไปแล้ว"
"หมายความว่าคุณ..." อชิระเว้นวรรคหายใจ ความกังวลฉายชัดบนใบหน้า "คุณกำลังจะบอกว่า... ผมเป็นลูกหลานของคนพวกนั้นงั้นหรือ?"
รวินท์ไม่ได้ตอบในทันที เขาหยิบตำราปกหนังเก่าคร่ำที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะออกมา เปิดหน้ากระดาษที่กรอบจนแทบจะกลายเป็นผง รอยนิ้วมือของเขาสั่นไหวเมื่อไล่ไปตามอักขระโบราณที่เรืองแสงสีม่วงหม่นออกมาในความมืด รวินท์หันกลับมามองคู่หูของเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นใจและแววตาสั่นระริก
"ไม่ใช่แค่คุณค่ะ... แต่คือเราทั้งคู่" รวินท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้นแม้จะเต็มไปด้วยรอยร้าวในใจ "ชะตากรรมที่พวกเราพยายามหนีมาตลอด ถูกถักทอเข้าด้วยกันด้วยเงื่อนปมของความตายตั้งแต่วันที่เราพบกันในสถานีตำรวจวันนั้น... คืนนี้ เราไม่ได้มาเพื่อไขคดีเพื่อใคร แต่มาเพื่อปิดฉากวงจรที่ครอบครัวของพวกเราฝังรากเอาไว้ในนรก"
ทันใดนั้น เสียงทุบประตูด้านหน้าก็ดังขึ้น—ปัง! ปัง! ปัง!—ไม่ใช่เสียงของคนปกติ แต่เป็นเสียงที่หนักหน่วงราวกับค้อนยักษ์กระแทกใส่ไม้เก่าๆ ที่ร้าวราน รวินท์มองไปที่ประตูไม้โอ๊คบานหนา เห็นเงาดำรูปร่างประหลาดลากผ่านพื้นเข้ามาทางใต้ช่องประตู มันยาวผิดปกติ... และดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด
"รวินท์! อย่าเปิด!" อชิระตะโกนก้อง แต่รวินท์กลับก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างใจเย็น เขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่ถือเพียงกระดิ่งทองเหลืองใบเล็กที่สลักลวดลายดอกบัวเปื้อนเลือด
รวินท์หยุดอยู่หน้าประตู เขาหันกลับมามองอชิระเป็นครั้งสุดท้าย สายตาของเขามีรอยยิ้มจางๆ ที่ดูอบอุ่นแต่แฝงด้วยความเศร้าลึกซึ้งที่ยากจะหยั่งถึง
"ถ้าคืนนี้เราไม่ได้ออกไปจากที่นี่... ขอให้คุณจดจำไว้ว่า การได้รู้จักกับคนที่มีชีวิตเหมือนกับวิญญาณเร่ร่อนอย่างฉัน คือความสุขที่สุดในชีวิตที่ฉันเคยได้รับมาเลยนะคะ"
รวินท์เอื้อมมือไปจับกลอนประตู ขณะที่เงาดำด้านนอกหยุดนิ่งสนิท ราวกับว่าสิ่งที่อยู่หลังประตูนั้นกำลังรอคอยให้เขาตัดสินใจเปิดมันออกด้วยตัวเอง มือของรวินท์หมุนกลอนช้าๆ เสียงกลไกเหล็กเสียดสีกันดังกังวานไปทั่วทั้งร้าน ทันทีที่ประตูเปิดออกเพียงแค่แง้ม... แสงสว่างสีขาวโพลนจากภายนอกก็สาดเข้ามาจนอชิระต้องยกมือปิดตา แต่สิ่งที่เขาเห็นเมื่อลืมตาขึ้นกลับไม่ใช่ถนนในยามค่ำคืน แต่เป็นภาพของบุคคลที่เขาเชื่อว่าตายไปแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อน—ชายในชุดเครื่องแบบตำรวจคนเดียวกันกับพ่อของเขาที่ยืนอยู่หน้าประตูด้วยใบหน้าที่ไร้ดวงตา!
รวินท์ทรุดตัวลงเมื่อเห็นคนคนนั้น ความทรงจำที่เขาพยายามปิดตายพลันระเบิดออกมาเป็นเสี้ยนหนามทิ่มแทงใจ เขาหันไปมองอชิระที่ยืนนิ่งแข็งค้างด้วยความตื่นตะลึง ก่อนที่รวินท์จะเอ่ยประโยคที่ทำให้อชิระถึงกับวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
"อชิระคะ... คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเราน่ะ ไม่ใช่พ่อของคุณหรอกค่ะ แต่เขาคือคนที่ฆ่าครอบครัวเราทั้งคู่... ในคืนเดือนดับเมื่อยี่สิบปีก่อน"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยแผลเป็นและรอยร้าวของหัวใจไปพร้อมกับนภากระซิบผีนะคะ
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 39
คืนเดือนดับ
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!