บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 4

หลักฐานสีคราม

ผลงานโดย นภากระซิบผี
"ถอยออกไป รวินท์ ตรงนั้นมันไม่มีอะไรนอกจากคราบสนิมกับซากไม้ผุ" เสียงทุ้มต่ำของสารวัตรอชิระดังสะท้อนก้องในโกดังร้างริมน้ำ กลิ่นสาบโคลนและไอน้ำเค็มจัดจ้านจนแสบจมูก รวินท์ไม่ตอบโต้อีกฝ่าย เขาเพียงแค่ปักหลักยืนนิ่งอยู่หน้ากองลังไม้เก่าที่วางระเกะระกะ ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังความมืดมิดในซอกลึก—จุดที่คนปกติมองเห็นเพียงแค่เงามืด แต่สำหรับรวินท์ ที่นั่นมี 'ใครบางคน' กำลังกวักมือเรียกอยู่ ร่างโปร่งแสงของหญิงสาวในชุดเดรสยาวขาดวิ่นชี้มือไปที่พื้นดินใต้วงกบไม้ผุ ปลายเล็บสีซีดเผือดของเธอสั่นระริก เธอไม่ได้พูดอะไร แต่อุณหภูมิรอบตัวรวินท์ลดฮวบลงจนเขาสามารถเห็นไอเย็นออกมาจากลมหายใจตัวเอง "ผมไม่ได้มาที่นี่เพราะอยากรื้อฟื้นเรื่องเก่าหรือหาเรื่องใส่ตัวหรอกนะสารวัตร" รวินท์เอ่ยน้ำเสียงราบเรียบขณะขยับตัวเข้าไปใกล้จุดที่วิญญาณสาวชี้นำ "แต่ถ้าท่านยังยืนยันว่าวิทยาศาสตร์คือคำตอบสุดท้าย ก็ช่วยมาดูนี่ให้ชัดๆ สิว่าความจริงมันมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร" อชิระถอนหายใจยาว พลางหยิบไฟฉายกระบอกแกร่งขึ้นมาส่องนำทาง แม้สีหน้าของนายตำรวจจะเต็มไปด้วยความสงสัยระคนเหนื่อยหน่าย แต่เขาก็ยอมก้าวตามหลังคนร่างสูงโปร่งเข้าไป รวินท์ทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นดินชื้นแฉะ มือเรียวยาวเริ่มขุดเขี่ยดินร่วนและเศษไม้ที่ทับถมกันอยู่ "คุณกำลังทำอะไร... รวินท์?" "เงียบก่อน" รวินท์เอ่ยเสียงเบา ความอบอุ่นที่เขาเคยมีเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความหม่นหมองของเหตุการณ์ที่กำลังจะถูกเผย นิ้วของเขาปัดผ่านวัตถุแข็งเย็นเยียบที่ฝังตัวลึกลงไปในโคลน ไม่ใช่ของมีคม ไม่ใช่เครื่องมือสังหาร แต่มันคือผืนผ้าไหมสีครามที่พันม้วนเป็นก้อนแน่น เมื่อเขาดึงมันขึ้นมา กลิ่นจางๆ ของดอกไม้แห้งและ 'บางอย่างที่มากกว่านั้น' ก็โชยเข้าปะทะประสาทสัมผัส มันคือกลิ่นอายของคำสาปที่ฝังอยู่ในเส้นใยสีน้ำเงินเข้ม อชิระชะงักไปเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือนั้น เขาโน้มตัวลงมาใกล้ ไฟฉายส่องกระทบวัตถุสีครามจนเกิดประกายสะท้อนวับวาว มันไม่ใช่แค่ผ้าธรรมดา แต่มันคือ 'ผ้าพันคอสั่งทำพิเศษ' ที่มีสัญลักษณ์สลักเป็นอักษรย่อที่คุ้นตาเกินกว่าที่ตำรวจอย่างเขาจะเมินเฉยได้ "ป้ายชื่อบนคอเสื้อชุดนั้น... ของเหยื่อในคดีเมื่อสัปดาห์ก่อนไม่ใช่เหรอ" อชิระพึมพำ เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความประหลาดใจ "เป็นไปไม่ได้ เธอถูกฝังในโลงไม้ปิดตายในสุสานแล้ว ผ้าผืนนี้ทำไมถึงมาอยู่ในรูหนอนเน่านี่ได้?" "คนตายพูดไม่ได้ แต่เสื้อผ้าของพวกเขามักจะจดจำสิ่งที่เจ้าของเจอไว้เสมอ" รวินท์ลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาของเขาเหม่อลอยไปที่มุมมืดของโกดัง ซึ่งวิญญาณหญิงสาวค่อยๆ จางหายไปทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มเศร้าสร้อย "เธอพยายามจะบอกว่าฆาตกรไม่ได้แค่เอาชีวิตเธอไป แต่เขายังพรากสิ่งที่เธอรักที่สุดไปทิ้งไว้ที่นี่ เพื่อถ่วงดวงวิญญาณไม่ให้ไปเกิด" "ทฤษฎีของคุณมันล้ำเส้นกฎหมายไปไกลเกินกว่าที่ผมจะรายงานผู้บังคับบัญชาได้นะ" อชิระก้าวเข้ามาประชิดตัวรวินท์ ดวงตาคมกริบของเขาวูบไหว "เรากำลังพูดถึงคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง และนี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่เปลี่ยนทุกอย่าง... คุณรู้ใช่ไหมว่าถ้าสิ่งนี้ถูกส่งเข้าแล็บ พยานหลักฐานจะชี้ไปที่ใคร?" รวินท์ไม่ตอบ เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับสารวัตรหนุ่ม ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่จนได้ยินเสียงหยดน้ำกระทบพื้นโกดัง รวินท์หยิบผ้าสีครามนั้นขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าตรงชายผ้ามีรอยปักลวกๆ เป็นรูปกุญแจที่หักครึ่ง เขารู้จักกุญแจนี้... มันเป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่สลักอยู่บนหน้าปกหนังสือเก่าแก่ในร้านของเขา "สารวัตรครับ" รวินท์เรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่ว "ถ้าผมบอกว่ากุญแจนี้ไม่ได้ไขประตูบ้านหลังไหน แต่มันกำลังไขความลับที่เชื่อมโยงถึงการตายของครอบครัวผมเมื่อสิบปีก่อนล่ะ คุณจะยังยืนยันจะพาผมกลับไปที่สถานีอยู่ไหม?" อชิระชะงักงัน คำพูดของรวินท์เปรียบเสมือนเข็มทิศที่บิดเบี้ยว เขากำลังจะอ้าปากโต้ตอบ แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นจากทางเข้าโกดังที่ถูกปิดตาย แสงไฟจากรถตำรวจหลายคันสาดส่องเข้ามาทางช่องลมเหนือเพดาน แต่ทว่า... รวินท์กลับรู้สึกได้ถึง 'ความเย็น' ที่ไม่ได้มาจากลมภายนอก มันคือความเย็นของจิตสังหารที่พุ่งเป้ามาที่พวกเขาโดยตรง "นั่นไม่ใช่ตำรวจของผม" อชิระควักปืนออกจากซองอย่างรวดเร็ว สายตาจ้องเขม็งไปที่เงามืดเบื้องหน้า "ใครกันที่ตามเรามาถึงที่นี่?" ร่างเงาสูงโปร่งก้าวออกมาจากเงามืดของเสาต้นที่สาม ใบหน้าของคนผู้นั้นถูกซ่อนอยู่ใต้ฮู้ดสีดำสนิท แต่สิ่งที่ทำเอาหัวใจของรวินท์แทบหยุดเต้น คือมือของชายคนนั้นที่ถือสมุดบันทึกเล่มหนึ่งไว้... เล่มเดียวกับที่รวินท์พยายามตามหามาตลอดชีวิต "บันทึกหวนคืนเล่มที่สี่ อยู่ในมือฆาตกร" รวินท์กระซิบกับตัวเองขณะที่คนผู้นั้นเริ่มยิ้มที่มุมปาก "สวัสดีรวินท์... ในที่สุดเราก็ได้พบกันสักที" เสียงนั้นแหบพร่าเหมือนเสียงเศษแก้วที่บาดลงบนผืนผ้าไหม และก่อนที่รวินท์จะทันได้ตั้งตัว ชายผู้นั้นก็หยิบวัตถุบางอย่างขึ้นมาโยนลงบนพื้น มันคือ 'นาฬิกาพก' ของพ่อเขาที่หยุดเดินมานานนับทศวรรษ! นภากระซิบผีหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นและพร้อมจะไขปริศนาไปกับรวินท์ในตอนถัดไปนะคะ
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%