“ถอยไปให้พ้นจากประตูเดี๋ยวนี้”
รวินท์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสั่นพร่าในลำคอ มือของเขาที่กุมลูกบิดประตูไว้นั้นเย็นเฉียบราวกับถูกแช่ในน้ำแข็ง กลิ่นเหม็นเน่าของดินชื้นแฉะและซากที่ทับถมกันหลายปีโชยผ่านช่องว่างบานประตูเข้ามา มันไม่ใช่กลิ่นของสิ่งที่ยังมีชีวิต มันคือกลิ่นของดินป่าที่รอคอยการฝังกลบ
*กึก... กึก...*
เสียงเคาะนั้นหยุดลงชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแรงกระแทกเบาๆ ที่สั่นสะเทือนไปถึงสันหลัง รวินท์หลับตาแน่น กัดฟันข่มความกลัวที่พยายามจะกัดกินสติสัมปชัญญะ เขาไม่ใช่คนขลาดกลัว แต่เขารู้ดีว่าหากเปิดประตูนี้ออกไป สิ่งที่รออยู่เบื้องหลังเงาที่ทาบทับนั้นอาจไม่ใช่เพียงวิญญาณที่หลงทาง แต่มันคือ ‘ความแค้น’ ที่เป็นรูปธรรม
“ฉันไม่มีอะไรจะให้คุณไปมากกว่าคำอธิษฐาน ถ้าคุณยังไม่หยุด... ฉันก็ไม่รับรองว่าคุณจะยังเหลือเศษเสี้ยววิญญาณให้ไปเกิดใหม่”
เขากล่าวกับความว่างเปล่าเบื้องหลังบานไม้เก่า ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่ประตูพลันหายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่กดทับจนหูอื้อ รวินท์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น กวาดสายตาผ่านช่องตาแมว... ว่างเปล่า ไม่มีเงา ไม่มีร่องรอย มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างถนนที่วูบไหวราวกับจะดับลงทุกขณะ
เขาทิ้งตัวพิงประตู ลมหายใจหอบถี่ พลางยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อเย็นที่ไหลซึมตามไรผม ในตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงก็กรีดร้องขึ้น ทำลายความเงียบจนเขาสะดุ้ง
[คุณรวินท์... เกิดเรื่องที่สวนหลังโรงพยาบาลเก่า ผมต้องการคุณเดี๋ยวนี้] เสียงทุ้มต่ำและเคร่งขรึมของ ‘อชิระ’ ดังลอดผ่านสายมา แม้จะไม่ได้เห็นหน้า แต่รวินท์รับรู้ได้ถึงความตึงเครียดที่แฝงมากับลมหายใจของอีกฝ่าย [อย่าถามว่าทำไม แต่ศพนี้... มันมีรอยบางอย่างที่ผมเชื่อว่าคุณต้องอยากเห็น]
...
สถานที่เกิดเหตุคือพื้นที่รกร้างหลังโรงพยาบาลเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายทศวรรษ แถบนี้มักถูกเรียกขานว่าเป็นเขตหวงห้ามเพราะตำนานความสยองขวัญที่เล่าขานกันปากต่อปาก แสงแฟลชจากกล้องถ่ายภาพของกองพิสูจน์หลักฐานสาดส่องไปมา ตัดกับความมืดมิดของยามวิกาล
รวินท์ก้าวผ่านแนวกั้นตำรวจเข้ามา เขาเห็นอชิระยืนกอดอกอยู่ข้างร่างที่ไร้วิญญาณร่างหนึ่ง บนพื้นดินที่เปียกชื้นด้วยน้ำค้างและเศษใบไม้เน่าเสีย
“คุณมาช้าไปสองนาที” อชิระกล่าวโดยไม่หันมามอง ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังร่างที่นอนจมกองดิน
“ผมติดธุระ... เรื่องที่ร้านนิดหน่อย” รวินท์ตอบพลางเบนสายตาไปที่ศพ สภาพของมันทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว ร่างนั้นเป็นชายวัยกลางคน สวมชุดทำงานที่เก่าคร่ำคร่า สภาพศพไม่เหมือนคนที่เพิ่งเสียชีวิต แต่อวัยวะบางส่วนดูเหี่ยวแห้งราวกับถูกสูบพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น และที่สำคัญ... บนลำคอของเหยื่อมีรอยสีดำสนิทประทับอยู่ รอยนั้นดูคล้ายกับ ‘คราบธูป’ ที่จางลงแต่ยังคงรูปทรงของอักขระบางอย่างไว้
อชิระขยับแว่นสายตา หันมามองรวินท์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม “ในฐานะตำรวจ ผมควรมองว่านี่คือการฆาตกรรมด้วยสารเคมี หรืออาวุธที่ผมยังไม่รู้จัก แต่ในฐานะเพื่อนที่เคยเห็นคุณคุยกับความว่างเปล่า... รอยนั่นคืออะไร?”
รวินท์คุกเข่าลงข้างศพ เขาไม่กล้าสัมผัสโดยตรง แต่เขาสัมผัสได้ถึง ‘ความสั่นสะเทือน’ ของพลังงานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ มันคือแรงอาฆาตที่รุนแรงจนน่าหวาดหวั่น
“นี่ไม่ใช่การฆ่าโดยคนเป็นนะอชิระ” รวินท์พึมพำ น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความเงียบ “เขากำลังถูก ‘รั้ง’ ไว้ ไม่ให้ไปเกิดใหม่ คนตายคนนี้... เป็นเพียงเครื่องมือของใครบางคนที่ต้องการจะสร้างประตูผ่านกึ่งกลางระหว่างภพ”
อชิระขบกรามแน่น ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ของเขากำลังถูกท้าทายด้วยความจริงที่อยู่ตรงหน้า เขาไม่ได้ปฏิเสธรวินท์ แต่มันยากที่จะยอมรับว่าโลกที่เขาปกป้องด้วยกฎหมาย กำลังถูกคุกคามด้วยสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง
“แล้วคุณจะทำยังไง?” อชิระถามพลางก้าวเข้ามาใกล้ “ไอ้รอยนั่น... มันกำลังขยายตัว คุณเห็นไหม?”
รวินท์เบิกตากว้าง เมื่อรอยดำบนคอศพเริ่มเลือนหายและเปลี่ยนรูปร่างไป มันกำลังไหลวนราวกับหมึกหยดลงในน้ำ ทันใดนั้น นิ้วมือของศพที่เคยหงิกงอกลับกระตุกอย่างแรง ก่อนจะพุ่งขึ้นมาคว้าข้อมือของรวินท์ไว้แน่น!
“โอ๊ย!” รวินท์ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะสัมผัสนั้นไม่ได้เป็นเพียงผิวหนัง แต่เป็นความเย็นยะเยือกที่พุ่งทะลุเข้าไปถึงกระดูก
“รวินท์!” อชิระพุ่งเข้าประคอง แต่เขากลับกระเด็นออกไปราวกับถูกแรงมหาศาลผลักกระแทก
ในเสี้ยววินาทีนั้น รวินท์เห็นภาพสะท้อนในดวงตาที่ขุ่นมัวของศพ ไม่ใช่ภาพของความตาย แต่เป็นภาพของ ‘ร้านหนังสือของเขา’ ที่ถูกเงาสีดำทมิฬล้อมรอบ และในความมืดนั้น... มีใบหน้าที่คุ้นเคยยืนมองเขาอยู่ ใบหน้าของคนที่เขาสาบานว่าจะลืมไปตลอดกาล!
“พี่... พี่รวินท์... ช่วยฉันด้วย...” เสียงกระซิบที่แหบแห้งดังออกมาจากปากของศพที่น่าจะขาดใจไปแล้ว
รวินท์ตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดขึ้น ดวงตาที่ว่างเปล่าของเหยื่อค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแววตาที่เขาจำได้ดีที่สุดในชีวิต... แววตาของน้องสาวที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน!
“แก... แกเป็นใครกันแน่!” รวินท์ตะโกนก้องท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมพวกเขาไว้
ขณะที่อชิระกำลังจะคว้าปืนขึ้นมาเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทันใดนั้นแสงสว่างจ้าก็วาบขึ้นจากฝ่ามือของศพที่จับข้อมือรวินท์อยู่ ร่างของชายแปลกหน้าคนนั้นพลันสลายกลายเป็นเถ้าถ่านสีดำสนิท ทิ้งไว้เพียงสิ่งเดียวที่ตกอยู่บนพื้นดิน... จี้ห้อยคอสีเงินที่รวินท์เคยให้ติดตัวน้องสาวของเขาไว้ในวันสุดท้ายที่ได้เจอกัน
มันยังคงใหม่... ราวกับเพิ่งถูกนำมาวางทิ้งไว้เมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง!
นภากระซิบผีหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นและพร้อมจะไขปริศนาไปกับรวินท์ในตอนถัดไปนะคะ
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 3
ร่องรอยของคนเป็น
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!