“อย่าหันหลังกลับไปมอง... ต่อให้คุณรู้สึกว่ามีเข็มพันเล่มกำลังทิ่มแทงอยู่ที่ท้ายทอยก็ตาม”
เสียงของรวินท์แหบพร่าและต่ำเตี้ย เขากระซิบผ่านไรฟันขณะที่ฝ่าเท้ายังคงก้าวเดินไปตามทางเดินดินอัดแน่นในสวนหลังวัดเก่า อุณหภูมิรอบกายลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวจางๆ ในความมืดมิดของยามวิกาล สารวัตรอชิระที่เดินเคียงข้างหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจลึก พยายามฝืนความรู้สึกไม่ให้หันไปมองเงาตะคุ่มใต้ต้นไทรใหญ่ที่ดูเหมือนจะขยับเคลื่อนไหวได้เองตามจังหวะก้าวของพวกเขา
“รวินท์... นายมั่นใจนะว่านี่คือเรื่องที่ต้องจัดการ ไม่ใช่แค่ประสาทสัมผัสที่ถูกกระตุ้นจากความเครียดในคดีนี้?” อชิระพยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง แม้มือขวาของเขาจะวางอยู่บนด้ามปืนที่เหน็บเอวอยู่ตลอดเวลาตามสัญชาตญาณ
รวินท์ไม่ได้ตอบทันที เขาหยุดเดินแล้วเงี่ยหูฟัง เสียงหรีดหริ่งเรไรที่ควรจะดังระงมในยามค่ำคืนบัดนี้กลับเงียบสนิทราวกับถูกสูบหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวสะท้อนอยู่ในอก เขาหันไปมองคู่หูด้วยแววตาที่สั่นไหวแต่หนักแน่น “ความเครียดทำได้แค่ให้ภาพหลอนครับสารวัตร แต่อาฆาตที่พุ่งตรงมาเหมือนลูกธนูอาบยาพิษแบบนี้... มนุษย์ทำไม่ได้ และวิญญาณทั่วไปก็ทำไม่ได้เช่นกัน มีบางอย่างที่จ้องมองเราอยู่ และมันไม่อยากให้เราเข้าใกล้ความจริงในบันทึกเล่มนั้น”
รวินท์ยกมือขึ้นแตะที่คอเสื้อ สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากจี้ห้อยคอซึ่งเขาได้รับสืบทอดมา มันสั่นเบาๆ เหมือนเป็นการเตือนภัย
“นายกำลังบอกว่า สิ่งที่ตามเรามา... คือตัวการที่ฆ่าเจ้าของห้องสมุดคนก่อน?” อชิระถามพลางกวาดสายตาผ่านไฟฉายกระบอกเล็กที่ส่องไปตามทางเดิน แสงไฟที่สั่นไหวสะท้อนกับเงามืดทำให้สภาพแวดล้อมดูบิดเบี้ยวไปหมด
“มากกว่านั้นครับ” รวินท์ก้าวต่อไปอย่างระมัดระวัง “มันไม่ใช่แค่ตาม แต่มันกำลัง ‘จดจำ’ กลิ่นอายของเรา หากเราเผลอไผลปล่อยให้มันเข้าใกล้เกินไป ความทรงจำหรือแม้แต่ชีวิตที่เหลืออยู่ของเราอาจจะถูกดึงลงไปอยู่ในหลุมลึกที่มันขุดทิ้งไว้”
ทั้งสองเดินมาจนถึงหน้าอาคารไม้หลังเก่าที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของหอไตรโบราณ รวินท์หยุดยืนนิ่ง ความเงียบงันรอบข้างบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงแรงปะทะทางจิตวิญญาณที่กระแทกเข้ามาอย่างจังจนร่างของเขาเซถอยหลังไปพิงกับผนังไม้ อชิระรีบคว้าแขนเขาไว้ทันที
“เป็นอะไรไป!”
“มันไม่ได้อยู่ข้างหลังเราแล้ว...” รวินท์กระซิบพลางหอบหายใจ สัมผัสที่หกของเขาบอกชัดเจนว่าเงาดำนั่นไม่ได้ตามมาที่นี่ แต่มัน ‘ดักรอ’ อยู่ข้างในนี้แล้ว “สารวัตร... เตรียมตัวให้พร้อม แสงไฟของคุณอาจช่วยชีวิตเราได้แค่ชั่วครู่ แต่อย่าละสายตาจากมุมมืดโดยเด็ดขาด”
ในขณะที่มือของรวินท์กำลังจะผลักบานประตูไม้ที่ผุกร่อน กลิ่นธูปอบอวลหอมเย็นเยียบก็โชยมาปะทะจมูก กลิ่นที่รวินท์คุ้นเคยดี มันเป็นกลิ่นของงานศพที่ไม่มีวันจบสิ้น กลิ่นที่ย้ำเตือนถึงความสูญเสียในอดีตที่เขาพยายามปิดตายไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ
ประตูค่อยๆ เปิดออกด้วยเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่บาดลึกถึงประสาทสัมผัส ภายในห้องโถงมืดสนิทมีเพียงฝุ่นละอองที่เต้นระบำอยู่กลางลำแสงไฟฉาย ทว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดนิ่งไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือรองเท้าหนังสีดำคู่หนึ่งที่วางอยู่กลางห้อง... รองเท้าที่ดูใหม่และสะอาดผิดกับสภาพบ้านที่ร้างมานานนับสิบปี
“รวินท์... นั่นไม่ใช่รองเท้าของใครในทีมสืบสวนของเรา” อชิระพูดเสียงต่ำ พร้อมกับชักปืนออกมาจากซองอย่างเงียบเชียบที่สุด
รวินท์ไม่ตอบ เขาก้าวเข้าไปในห้องอย่างช้าๆ หัวใจเต้นรัวราวกับกลองรบ เขารู้สึกได้ถึง ‘เจตนา’ ที่เข้มข้นจนอากาศในห้องกลายเป็นของแข็ง ความกลัวที่เคยซุกซ่อนไว้ถูกกระชากออกมาเผชิญหน้ากับความจริงเบื้องหน้า ทันใดนั้น เงาดำที่เคยจับจ้องพวกเขาจากต้นไม้ใหญ่ก็ปรากฏร่างขึ้นที่มุมห้อง... ไม่ใช่ในฐานะวิญญาณที่ไร้รูปร่าง แต่เป็นร่างของชายคนหนึ่งที่สวมชุดพนักงานร้านหนังสือ... เสื้อตัวเดียวกับที่รวินท์สวมใส่อยู่ในวันแรกที่เขาเริ่มคดีนี้
ชายคนนั้นหันมาช้าๆ ใบหน้าของเขาไม่มีดวงตา มีเพียงหลุมลึกสีดำสนิทที่กำลังหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสีเลือด และริมฝีปากที่บิดเบี้ยวจนน่าสยดสยองนั่นขยับเอ่ยชื่อของรวินท์ออกมาด้วยเสียงที่เหมือนกับเสียงของรวินท์เองไม่มีผิดเพี้ยน
“บันทึก... บันทึกที่เจ้าถืออยู่... มันไม่ใช่ความจริง แต่มันคือ ‘คำสาป’ ที่เจ้าไม่มีวันลบเลือนได้”
สิ้นคำกล่าว ร่างเงาดำนั้นก็พุ่งเข้าใส่รวินท์พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ดังสะท้อนก้องไปทั่วหอไตร รวินท์หลับตาลงแน่น พยายามรวบรวมสมาธิเพื่อตั้งรับแรงอาฆาต แต่สิ่งที่เขาเห็นเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งไม่ใช่แค่เงาดำที่จ้องจะเอาชีวิต...
ทว่าคือเงาสะท้อนในกระจกโบราณบานใหญ่ที่ตั้งอยู่สุดห้อง... ในกระจกบานนั้น ร่างของรวินท์ไม่ได้อยู่คนเดียว แต่มีเงาของผู้หญิงคนหนึ่งที่เขารักและสูญเสียไปนานแล้วกำลังยืนกอดคอเขาจากด้านหลัง พร้อมกับมือที่เย็นเยียบเอื้อมมาจับมือของเขาที่กำลังถือบันทึกเล่มนั้นไว้แน่น... เธอไม่ได้มาเพื่อเตือน แต่เธอมาเพื่อ ‘ลาก’ เขาให้จมดิ่งลงไปสู่ความตายในอดีตที่เขาหนีมาตลอดชีวิต
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความหลอนและปมปริศนาไปกับนภากระซิบผีนะคะ
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 15
เงาดำที่จับจ้อง
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!