บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 49

การเตรียมตัวครั้งสุดท้าย

ผลงานโดย นภากระซิบผี
กลิ่นธูปหอมกรุ่นเจือจางในความเงียบงันของค่ำคืน แต่สิ่งที่หนักหน่วงยิ่งกว่าควันธูป คือบรรยากาศตึงเครียดที่แทบจะเชือดเฉือนผิวหนังได้ในห้องทำงานหลังร้านหนังสือ รวินท์นั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำครำ สายตาจ้องมองเทียนสีชาที่กำลังละลายหยดลงบนถาดทองเหลือง แสงไฟวับแวมสะท้อนดวงตาที่ฉายแววเหนื่อยล้า แต่เด็ดเดี่ยวอย่างที่สารวัตรอชิระไม่เคยเห็นมาก่อน นายตำรวจหนุ่มถอดเสื้อคลุมสูทพาดไว้กับพนักเก้าอี้ ยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ เพื่อขับไล่ความปวดตุบที่แล่นริ้วขึ้นมาจากการวิเคราะห์คดีที่ล่วงล้ำเขตแดนวิทยาศาสตร์มาไกลเกินกว่าจะหวนกลับ "คุณแน่ใจแล้วใช่ไหมวินท์ ว่าเราพร้อมจะก้าวเข้าไปในเขตอาคมของมันจริงๆ" อชิระเอ่ยทำลายความเงียบ เสียงทุ้มต่ำเจือความกังวลอย่างปิดไม่มิด "หลักฐานทางคดีที่เรามีในมือตอนนี้... มันแทบจะใช้เอาผิดอะไร 'มัน' ไม่ได้เลยในโลกมนุษย์" รวินท์เงยหน้าขึ้นช้าๆ ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะคลายออก "โลกมนุษย์หรือโลกหลังความตาย สารวัตรก็รู้ดีกว่าใครไม่ใช่หรือคะว่าเส้น, แบ่งมันบางแค่ไหน" รวินท์ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น ไหล่บางไหวเล็กน้อยยามที่เขาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด "เราไม่มีเวลาลังเลแล้วค่ะ วิญญาณที่ติดอยู่ในห่วงโซ่ความแค้นนั้นกำลังจะแหลกสลาย หากคืนนี้เราไม่ทำอะไรสักอย่าง ความมืดจะกลืนกินพวกเขากודจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวความเป็นมนุษย์" อชิระถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขารู้ดีว่าคำทัดทานใดๆ ก็ไร้ความหมาย เมื่อแววตาของชายหนุ่มตรงหน้าสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะเยียวยารักษาดวงวิญญาณที่แตกสลายเหล่านั้น แม้ว่ามันจะต้องแลกด้วยพลังจิตและหยาดเหงื่อทุกหยดในร่างกายก็ตาม "ตกลง... ว่ามา เราต้องเริ่มจากตรงไหน" อชิระยอมจำนน ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้โต๊ะไม้ พร้อมกับวางปืนพกประจำกายและสมุดบันทึกสืบสวนลงข้างขวา เป็นเชิงแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนในทุกวิถีทาง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะจับต้องได้หรือไม่ก็ตาม รวินท์พยักหน้ารับน้อยๆ หยิบถ้วยกระเบื้องเคลือบที่บรรจุของเหลวสีเข้มข้นกลิ่นสมุนไพรฉุนกึกขึ้นมาส่งให้ "ดื่มเสียก่อนค่ะ... น้ำมนต์ธรณีสาร จะช่วยปิดกั้นจิตของคุณจากแรงกระแทกทางไสยเวท เวลาที่เราดึงพลังร่วมกัน คุณจะต้องเป็นสมอเรือที่คอยดึงฉันเอาไว้ ไม่ให้หลุดลอยไปกับกระแสความทรงจำอันดำมืดของเหยื่อ" อชิระรับถ้วยนั้นมาโดยไม่ลังเล ดื่มรวดเดียวจนหมด แม้รสชาติจะฝาดเฝื่อนและร้อนผ่าวในลำคอ แต่ไม่นานนัก ความอุ่นวาบก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความตึงเครียดที่ต้นคอผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด "ดีมากค่ะ" รวินท์พึมพำเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินไปหยิบแผ่นยันต์กระดาษสาโบราณที่เขียนด้วยหมึกชาดสีแดงสดขึ้นมาหลายแผ่น นำมาวางเรียงรายเป็นวงกลมบนพื้นไม้กระดาน พร้อมกับจุดเทียนเล่มใหญ่ที่มุมทั้งสี่ของวงอาคม บรรยากาศภายในห้องเริ่มเปลี่ยนไป อุณห็ภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว จนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวจางๆ กลิ่นอับชื้นของดินและซากใบไม้แห้งโชยเข้าจมูก ราวกับผนังห้องได้ละลายหายไป และแทนที่ด้วยผืนป่าทึบยามวิกาลที่เต็มไปด้วยเงาร่างบิดเบี้ยวของดวงวิญญาณเร่ร่อน รวินท์หลับตาลง ชูมือทั้งสองข้างขึ้นระดับอก นิ้วมือประสานกันเป็นปมอาคมซับซ้อน ร่างกายของเขาสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อพลังงานรอบตัวเริ่มกดทับลงมา วิญญาณนับสิบดวงที่เคยได้รับการช่วยเหลือ ต่างพากันมาปรากฏกายรายล้อมอยู่นอกวงอาคม พวกเขาไม่ได้น่ากลัว แต่นัยน์ตาที่มองมาเต็มไปด้วยความหวังและแรงสนับสนุนอันเงียบงัน "สารวัตรคะ... จับมือฉันไว้ค่ะ" รวินท์เอ่ยเสียงพร่า ลืมตาขึ้นมองนายตำรวจหนุ่มด้วยแววตาที่ล้ำลึก อชิระไม่รอช้า เขายื่นมือออกไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของรวินท์ไว้แน่น ผิวสัมผัสที่เย็นเยียบนั้นไม่ได้ทำให้เขากลัว กลับยิ่งกระตุ้นให้สัญชาตญาณการปกป้องตื่นตัว พลังงานอุ่นจากฝ่ามือของชายหนุ่มผู้ยึดมั่นในความจริง ไหลผ่านเข้าสู่ตัวรวินท์ราวกับกระแสไฟฟ้าที่ช่วยเติมเต็มพลังจิตที่กำลังอ่อนล้า "ผมอยู่นี่... ลงมือเถอะวินท์" อชิระกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง รวินท์หลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้ลมหายใจของเขากลายเป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัวใจที่เต้นรัว ทั้งสองคนหลอมรวมสติสัมปชัญญะเข้าด้วยกัน รวินท์ใช้จิตของตนเองเป็นสะพานเชื่อม ดึงเอาพลังใจอันแข็งแกร่งของสารวัตรอชิระมาเป็นเกราะกำบัง ขณะที่พลังจิตบริสุทธิ์ของตนเองแผ่ขยายออกไปเพื่อกวาดล้างไออาคมชั่วร้ายที่ปกคลุมคดีนี้มาเนิ่นนาน แสงสีทองจางๆ เปล่งประกายขึ้นรอบตัวทั้งสองคน ขับไล่ความมืดมิดและเงาร่างบิดเบี้ยวให้ถอยร่นออกไป เสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดจากพลังด้านลบดังแว่วมาจากมิติที่ซ้อนทับกัน แต่วินท์และอชิระยังคงยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ ไม่ยอมปล่อยมือจากกันแม้แต่นินเดียว นี่คือการเตรียมตัวครั้งสุดท้าย... ก่อนที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับเจ้าแห่งไสยเวทผู้ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความตายทั้งหมด ในสมรภูมิแห่งจิตวิญญาณที่เดิมพันด้วยอิสรภาพของดวงวิญญาณผู้บริสุทธิ์ ทว่า ท่ามกลางแสงสีทองที่กำลังแผ่ขยายปกป้องวงอาคมนั้น เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านหนังสือเบาๆ ก็ดังขึ้นสามครั้ง... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก* ทั้งที่ดาลประตูลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา และไม่มีมนุษย์คนใดกล้ากรายเข้ามาในรัศมีนี้ยามวิกาล แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ เงาร่างที่ทาบทับอยู่หลังกระจกหน้าร้าน กลับไม่ใช่เงาของคนแปลกหน้า... แต่เป็นเงาของรวินท์ในวัยเด็ก ที่หันมาส่งยิ้มเย็นเยียบให้พวกเขา พร้อมกับริมฝีปากที่ขยับพูดคำพูดที่ทำให้เลือดในกายของรวินท์เย็นเฉียบลงทันที *“พี่ชาย... พี่ทิ้งฉันไว้ข้างหลังอีกแล้วนะ”* ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและโอบกอดดวงวิญญาณเหล่านี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%