"รวินท์... กลิ่นธูปในห้องหนังสือนั่น ไม่ใช่มาจากกระถางธูปของคุณแน่ๆ"
สารวัตรอชิระเอ่ยขึ้นทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูร้านหนังสือเก่า ร่างสูงใหญ่ในชุดนอกเครื่องแบบขยับปกเสื้อโค้ทด้วยความอึดอัด ฝ่ามือหนายกขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองเบาๆ คล้ายพยายามไล่ความเย็นยะเยือกที่เกาะกุมผิวเนื้อมาตลอดทางเดิน
รวินท์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากสมุดปกหนังสีดำในมือ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจับจ้องตัวอักษรหมึกซึมที่เขาเพิ่งบันทึกเหตุการณ์เมื่อคืนวาน กลิ่นควันธูปอบอวลจางๆ ลอยวนอยู่รอบตัว แม้หน้าต่างทุกบานในร้านจะปิดสนิท และไม่มีแม้แต่ลมหายใจระลอกใหญ่เล็ดลอดเข้ามา
"มันไม่ใช่แค่กลิ่นค่ะสารวัตร" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยตอบเรียบเรื่อย ราวกับกำลังพูดถึงสภาพอากาศภายนอก มากกว่าการรุกรานจากภพภูมิอื่น "มันคือรอยต่อ... ที่กำลังปริแตก"
รวินท์วางปากกาลงช้าๆ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเดินนำตำรวจหนุ่มไปยังโซนหนังสือโบราณด้านในสุดของร้าน ชั้นวางไม้สักทองที่เคยแน่นขนัดด้วยตำราหายาก บัดนี้มีบางอย่างผิดเพี้ยนไป เงาสะท้อนจากกระจกตู้โชว์ไม่ได้สะท้อนภาพชั้นหนังสือ แต่มันกลับสะท้อนภาพของถนนสายเปลี่ยวในยามวิกาล—ถนนสายที่เคยเกิดอุบัติเหตุพรากครอบครัวของรวินท์ไปเมื่อสิบปีก่อน
อชิระชะงักฝีเท้า ลมหายใจของนายตำรวจหนุ่มสะดุดกึกเมื่อเห็นภาพในกระจก "นั่นมัน... ร้านไม่ได้เปิดไฟสะท้อน ทำไมถึง..."
"โลกของพวกเขากับโลกของเรา กำลังซ้อนทับกัน" รวินท์เอ่ยตัดบท น้ำเสียงของเขานิ่งสนิท ไร้ความตื่นตระหนก แต่แฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาเนิ่นนาน นิ้วเรียวยาวแตะลงบนกระจกเย็นเฉียบ ผิวสัมผัสไม่ได้ให้ความรู้สึกCแข็งกระด้างของวัตถุ แต่มันกลับนุ่มนวลและหยุ่นราวกับเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต "ความโหยหาของคนตาย และความหวาดกลัวของคนเป็น กำลังหลอมรวมพื้นที่สองฝั่งเข้าด้วยกัน... เพราะบาปกรรมที่ยังชำระไม่หมด"
"คุณหมายความว่ายังไง ชำระไม่หมด?" อชิระก้าวเข้าไปใกล้ คว้าข้อแขนของรวินท์ไว้แน่น แรงบีบนั้นสะท้อนความร้อนรนในใจ "คดีฆาตกรรมตระกูลวณิชกุลที่เราเพิ่งปิดไปเมื่ออาทิตย์ก่อน มันควรจะจบลงที่ศาลแล้วไม่ใช่หรือไง วิญญาณของเด็กผู้หญิงคนนั้น... เราส่งเธอกลับไปสู่สุคติแล้วนี่!"
"ใช่ค่ะ เราส่งเธอไปแล้ว" รวินท์หันมาสบตา ประกายตาคมเข้มฉายแววหม่นหมอง "แต่เราไม่ได้ปิด 'ประตู' ที่เธอก้าวข้ามมา"
ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งลมทองเหลืองหน้าร้านก็ดังขึ้น *กริ๊ง...* ทั้งที่ไม่มีกระแสลมพัดผ่านแม้แต่น้อย
อชิระชักมือออกจากแขนของรวินท์โดยอัตโนมัติ มือขวาเอื้อมไปแตะด้ามปืนพกใต้เสื้อสูทตามสัญชาตญาณนักสืบ ทั้งสองหันขวับกลับไปมองทางหน้าร้าน
ความจริงตรงหน้าทำให้ลมหายใจของนายตำรวจผู้ผ่านคดีฆาตกรรมมาโชกโชนถึงกับติดขัด
หมอกควันสีเทาจัดลอยตัวหนาทึบเข้ามาทางประตูกระจกที่ปิดสนิท มันไม่ได้เข้ามาแบบสายหมอกจางๆ แต่พรูพรั่งราวกับน้ำหลากทะลักผ่านเขื่อนที่แตกพัง พื้นไม้ปาร์เกต์สีเข้มของร้าน ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นพื้นคอนกรีตเปียกชื้น มีรอยเลือดสีคล้ำไหลรินซึมขึ้นมาจากรอยต่อของไม้ทีละน้อย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นธูปฉุนกึกจนแสบจมูก
เงาร่างนับสิบ... ไม่สิ นับร้อย... เบียดเสียดกันอยู่หลังประตูกระจกนั้น ดวงตานับคู่ไม่ถ้วนสะท้อนแสงไฟนีออนสลัวในร้านด้วยความเวิ้งว้าง โหยหา และโกรธเกรี้ยว เสียงกระซิบกระซาบระงมเซ็งแซ่ดังมาจากทุกทิศทุกทาง ฟังไม่ได้ศัพท์แต่บาดลึกถึงโสตประสาท
*“ช่วยด้วย...”*
*“ทำไมถึงทิ้งฉันไว้...”*
*“เอาคืนมา... เอาชีวิตฉันคืนมา...”*
"รวินท์ ถอยไป!" อชิระชักอาวุธปืนออกมา พร้อมเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยผู้คน แม้เขาจะรู้ดีว่ากระสุนปืนไม่สามารถทำอะไรสิ่งเหล่านี้ได้ แต่มันคือสิ่งเดียวที่พอจะเยียวยาสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์
รวินท์ส่ายหน้าช้าๆ เขาขยับตัวก้าวผ่านหน้าอชิระออกไปยืนเผชิญหน้ากับม่านหมอกที่กำลังล้ำเส้นเข้ามาในเขตของคนเป็น ร่างโปร่งในชุดลำลองดูเปราะบางเหลือเกินท่ามกลางคลื่นพลังงานความตายที่กำลังโถมทับ
"พวกเขากลัวค่ะสารวัตร" รวินท์เอ่ยเสียงเบา หันกลับมามองเพื่อนร่วมทางด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่เศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่อชิระเคยเห็น "เมื่อเขตแดนพังทลาย สิ่งที่กั้นระหว่างความตายกับชีวิตจะไม่หลงเหลืออีกต่อไป และสิ่งที่พวกเขากำลังตามหา... ไม่ใช่ความยุติธรรมจากกฎหมายอีกแล้ว"
"แล้วพวกเขาต้องการอะไร?" อชิระถาม ลมหายใจหอบกระชั้น เหงื่อกาฬผุดซึมเต็มกรอบหน้า
"พวกเขาต้องการ 'ร่างกาย' ค่ะ"
สิ้นคำพูดนั้น เสียงกระจกแตกเพล้ง! ดังสนั่นหวั่นไหว หมอกหนาทึบพุ่งทะยานเข้ามาภายในร้านราวกับคลื่นสึนามิสีเทา รวินท์เอื้อมมือคว้าข้อมือของอชิระไว้แน่นเพื่อดึงให้หลบ แต่อุณหภูมิรอบตัวกลับลดฮวบลงจนติดลบในเสี้ยววินาที
ทว่า สิ่งที่ทำให้เลือดในกายของรวินท์เย็นเฉียบยิ่งกว่าความตาย ไม่ใช่ฝูงวิญญาณที่กำลังกรูกันเข้ามา...
แต่เป็นเงาร่างหนึ่งที่ก้าวทะลุผ่านม่านหมอกเข้ามาอย่างสงบ เงาร่างของชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งซีกถูกบดบังด้วยเงาสลัว แต่รอยยิ้มมุมปากที่ยกขึ้นน้อยๆ นั้น... รวินท์จำได้แม่นยำยิ่งกว่าลมหายใจของตัวเอง
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... รวินท์"
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยทักทายก้องกังวานในหัว เป็นเสียงเดียวกับที่ตายไปพร้อมกับกองเพลิงในคืนวันนั้น—เสียงของพี่ชายแท้ๆ ของเขาเอง
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและโอบกอดดวงวิญญาณเหล่านี้ไปด้วยกันนะคะ
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 50
รอยแยกที่กว้างขึ้น
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!