“ถอยไปรวินท์! ถ้าคุณไม่ถอยตอนนี้ ทั้งชีวิตคุณและคนรอบข้างจะไม่มีวันได้เห็นแสงสว่างอีก!”
เสียงตะโกนของ ‘จันทร’ วิญญาณหญิงสาวผู้เป็นเพื่อนคู่คิดและผู้ช่วยคนสำคัญของรวินท์ ดังก้องกังวานท่ามกลางความมืดมิดในอาศรมร้างกลางป่าลึก แสงสีครามจากอักขระอาคมที่จันทรสร้างขึ้นเพื่อกั้นเขตแดนกำลังสั่นไหวและร้าวรานราวกับแก้วที่ถูกค้อนกระแทก รวินท์ยืนตัวแข็งทื่อ มือที่กำยันต์ไม้แกะสลักไว้แน่นจนสั่นสะท้าน เขามองดูร่างโปร่งแสงของเพื่อนรักที่กำลังเลือนรางลงทุกขณะจากการฝืนใช้พลังวิญญาณต้านทานแรงดึงดูดของเงาดำมืดมิดที่พยายามจะฉีกกระชากวิญญาณของเขาไป
“ไม่... จันทร เรามาด้วยกัน เราต้องออกไปด้วยกันสิ!” รวินท์ตะโกนกลับ เสียงของเขาสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
“ความสูญเสียครั้งก่อนยังไม่พอหรือไงคะ?” จันทรหันมามองเขา รอยยิ้มที่มอบให้ไม่ได้อ่อนหวานเหมือนยามปกติ แต่มันเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและปวดร้าว “คุณแบกความตายของครอบครัวมานานพอแล้ว รวินท์... การยอมรับว่าเราสูญเสียอะไรไปบ้าง คือหนทางเดียวที่คุณจะก้าวไปข้างหน้าได้ และครั้งนี้... ให้ฉันเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเสียไป เพื่อรักษาชีวิตของคุณไว้เถอะนะคะ”
สารวัตรอชิระที่พยายามกระชากแขนรวินท์ให้ออกจากรัศมีของวงอาคมถึงกับชะงักงัน เขาไม่เคยเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นจนกระทั่งนาทีนี้ ที่เขาเห็นออร่าสีหม่นกำลังกัดกินตัวตนของเพื่อนชายคนสนิทอย่างบ้าคลั่ง
“รวินท์ ฟังเขาเถอะ!” อชิระคำรามพลางฝืนดึงร่างรวินท์ออกมา “เราไม่มีปืนหรือกระสุนนัดไหนยิงใส่ไอ้สิ่งนี้ได้ คุณจะให้เขาเสียสละไปโดยเปล่าประโยชน์หรือไง!”
คำพูดของอชิระเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนหัวใจรวินท์ เขาหันกลับไปมองจันทรอีกครั้ง ร่างของเธอในตอนนี้แทบจะกลายเป็นละอองแสงสีเงิน ดวงตาของเธอมองมาที่เขาด้วยความรักและอาทรอย่างที่สุด
“ขอบคุณที่ให้ฉันได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณนะ” จันทรกล่าวเบาๆ ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ ส่งแรงผลักมหาศาลผลักรวินท์และอชิระให้กระเด็นออกไปนอกเขตอาคมพ้นประตูอาศรม ก่อนที่ประตูนั้นจะปิดตายด้วยมวลพลังงานมืดมิด
“ไม่! จันทร!” รวินท์ตะเกียกตะกายขึ้นจากพื้นดินที่เปียกชื้น เขาทุบประตูไม้เก่าคร่ำคร่าจนมือแตกเลือดซึม เขาได้ยินเพียงเสียงแหลมสูงของการฉีกขาดของวิญญาณภายในนั้น เสียงกรีดร้องของความมืดที่พ่ายแพ้ต่อแสงสว่างสุดท้ายของจันทรที่ระเบิดออกเหมือนดวงดาวดับแสง
ทุกอย่างเงียบลง... ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ
รวินท์ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น สายตาของเขาเหม่อลอย ความทรงจำในวัยเด็กที่เคยถูกขังไว้ในกล่องเหล็กที่ชื่อว่า ‘ความสูญเสีย’ ถูกกระชากเปิดออกอีกครั้ง ภาพไฟไหม้บ้าน ภาพใบหน้าของแม่ที่กำลังจะหลุดมือไปจากเขา และตอนนี้... ภาพใบหน้าของจันทรที่ค่อยๆ สลายกลายเป็นฝุ่นผงใต้เงาจันทร์
อชิระเดินเข้ามาใกล้ วางมือหนักๆ ลงบนไหล่ของชายหนุ่ม เขาไม่มีคำปลอบโยนใดๆ เพราะเขารู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นมันไร้ค่าเมื่อเทียบกับความว่างเปล่าที่รวินท์กำลังเผชิญ
“รวินท์... เราทำเต็มที่แล้ว” อชิระกระซิบ เสียงของเขาแหบพร่า
“มันยังไม่พอ อชิระ... มันไม่มีวันพอ” รวินท์เค้นเสียงออกมาจากลำคอ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความอ่อนโยนบัดนี้กลับแข็งกร้าวและเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “คนตายไม่ได้ต้องการให้เราแค่โอบกอด... พวกเขาต้องการให้เราล้างแค้น”
ในจังหวะที่รวินท์ก้มลงเก็บชิ้นส่วนยันต์ที่แตกหักของจันทรขึ้นมาจากพื้นดิน พื้นดินบริเวณนั้นก็สั่นสะเทือนเบาๆ ก่อนที่กลิ่นธูปหอมจางๆ จะโชยมาแตะจมูก ทั้งคู่ชะงักมองไปยังเศษซากปรักหักพังที่น่าจะว่างเปล่า แต่ทว่า... ตรงมุมมืดของอาศรม กลับมีเงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมา
นั่นไม่ใช่จันทร... และไม่ใช่เงาดำที่จันทรเพิ่งทำลายไป
ร่างนั้นเป็นหญิงชราในชุดไทยย้อนยุค ใบหน้าซีกหนึ่งถูกปิดไว้ด้วยผ้าคลุมสีดำสนิท นางก้าวออกมาพร้อมกับเสียงลากไม้เท้ากระทบพื้นดินดัง ‘กึก... กึก...’ อย่างเป็นจังหวะที่น่าขนลุก ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าชายทั้งสอง นางก้มลงเก็บเส้นผมสีเงินของจันทรที่ร่วงหล่นบนพื้นขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองรวินท์ด้วยดวงตาที่ปราศจากแววตา
“เจ้าเรียกหาความแค้นงั้นรึ พ่อหนุ่มร้านหนังสือ?” นางเอ่ยเสียงแหบต่ำราวกับเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกัน “แต่น่าเสียดายนะ... สิ่งที่เจ้าเสียไป ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อน แต่มันคือ ‘กุญแจ’ ดอกสุดท้ายที่ใช้ขัง ‘คนคนนั้น’ ไว้ในนรก”
รวินท์รู้สึกถึงแรงบีบหัวใจอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินประโยคหลัง เขาจำน้ำเสียงนี้ได้... เสียงที่เขาเคยได้ยินในคืนที่บ้านเขามอดไหม้เป็นจุณเมื่อยี่สิบปีก่อน
เขามองไปยังหญิงชราผู้นั้น แล้วความลับที่เขากลัวที่สุดในชีวิตก็ค่อยๆ คลี่ตัวออกมา เมื่อนางค่อยๆ เปิดผ้าคลุมใบหน้าเผยให้เห็นรอยแผลเป็นรูปอักขระที่เหมือนกับรอยสักบนข้อมือของรวินท์ไม่มีผิดเพี้ยน!
“ท่านเป็นใคร...” รวินท์ถามพลางถอยหลังกรูดด้วยความสั่นสะท้าน
หญิงชรายิ้มกว้างจนเห็นเหงือกสีคล้ำ “ข้าคือคนที่เจ้าเรียกว่า ‘แม่’ มาตลอดชีวิต... แต่ในที่นี้ ข้าคือผู้ที่จะมาพาเจ้ากลับไปสู่จุดจบที่แท้จริง”
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและแสงสว่างในเส้นทางนี้ไปกับนภากระซิบผีนะคะ
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 51
ความสูญเสียที่ต้องยอมรับ
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!