“คุณรวินท์... ลายมือนั่นไม่ใช่ของคุณจริงๆ หรือคะ?”
เสียงของสารวัตรอชิระแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากเถ้าถ่านที่ยังไม่มอดดับ เขาไม่ได้ขยับตัวเข้ามาใกล้ แต่สายตาคมกริบนั้นจดจ้องมองสมุดบันทึกปกหนังเก่าคร่ำคร่าในมือรวินท์ราวกับมันเป็นวัตถุระเบิดที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างให้แหลกคามือ
รวินท์ไม่ตอบ ร่างกายของเขาแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน หัวใจเต้นรัวแรงจนเจ็บหน้าอก ตัวหนังสือที่เขียนด้วยหมึกสีสนิมเหล็กบรรทัดสุดท้ายในสมุดเล่มนั้น... มันคือนามสกุลของเขาเอง ‘ศิรินทร์ธาดา’
“ผมไม่เคยเห็นสมุดเล่มนี้มาก่อน” รวินท์เค้นเสียงตอบ ลมหายใจเริ่มติดขัดเมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับเนื้อกระดาษที่กรอบบางจนแทบจะกลายเป็นผง กลิ่นธูปเก่าแก่และกลิ่นดินชื้นๆ พลันอบอวลขึ้นมาในห้องทำงานที่เงียบสงัดราวกับสุสาน “และผม... ไม่เคยรู้จักเจ้าของบ้านหลังนี้เป็นการส่วนตัว สารวัตรเชื่อผมไหมคะ”
อชิระนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาว “หลักฐานในที่เกิดเหตุบอกว่าสมุดเล่มนี้ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักที่ล็อกตายมานานกว่ายี่สิบปี แต่รอยหมึกบนหน้ากระดาษ... มันยังสดเหมือนเพิ่งเขียนเสร็จเมื่อเช้านี้”
รวินท์ไม่ได้ฟังคำของอีกฝ่ายแล้ว ดวงตาของเขาพร่ามัวลงชั่วขณะ ภาพห้องทำงานที่เขาคุ้มคลั่งด้วยกองหนังสือและอุปกรณ์สืบสวนค่อยๆ บิดเบี้ยว อากาศรอบตัวหนาวเหน็บจนเห็นเป็นไอสีขาวจางๆ ก่อนที่โลกทั้งใบจะหมุนคว้างจนเขาทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ไม้เก่า
*‘ไม่ได้... อย่าไปที่นั่น’*
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นข้างหู ไม่ใช่เสียงของอชิระ แต่เป็นเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทรมาน ทันใดนั้น ความมืดมิดก็เข้าครอบงำ ทิ้งให้สารวัตรอชิระกลายเป็นเพียงเงาร่างเลือนรางที่อยู่ห่างไกลออกไปทุกขณะ
เขากำลังยืนอยู่ท่ามกลางโถงกว้างของคฤหาสน์หลังเดิม แต่สภาพของมันไม่ได้ผุพังเหมือนปัจจุบัน ผ้าม่านสีครีมดูใหม่สะอ้าน และเสียงเปียโนบรรเลงเพลงเศร้าสร้อยดังก้องมาจากมุมห้อง
รวินท์ก้าวเท้าไปตามสัญชาตญาณ เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดกระโปรงผ้าไหมสีอ่อนยืนหันหลังอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง แผ่นหลังนั้นดูบอบบางและสั่นเทา เธอถือปากกาคอแร้งด้ามไม้แกะสลักสลักชื่อไว้ที่ด้าม... ชื่อที่ทำให้รวินท์ต้องหยุดหายใจ ‘รวี’
เธอจรดปากกาลงบนสมุดเล่มนั้นด้วยมือที่สั่นระริก หยดน้ำตาใสๆ ร่วงหล่นลงบนหน้ากระดาษจนหมึกเปรอะเปื้อนเป็นวงกว้าง เธอไม่ได้เขียนบันทึกเรื่องราวในแต่ละวัน แต่เธอกำลังเขียน ‘ชื่อ’ ของใครบางคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ซ้ำจนกระดาษขาดวิ่น
“พี่คะ...” เสียงของเธอสั่นเครือ “ถ้าการรอคอยคือความผิดบาป... ทำไมพระเจ้าถึงไม่พิพากษาให้หนูตายไปพร้อมกับคำสัญญานั้นเสียที”
รวินท์ขยับเข้าไปใกล้ อยากจะเอื้อมมือไปแตะไหล่ของเธอ แต่ร่างของเขากลับทะลุผ่านไปราวกับหมอกควัน หญิงสาวค่อยๆ หมุนตัวกลับมา ใบหน้าของเธอซีดเผือด แต่ดวงตากลับพราวไปด้วยความแค้นเคืองที่ฝังรากลึกเกินกว่าจะเยียวยา เธอไม่ใช่คนอื่นคนไกล... เธอมีเค้าโครงหน้าคล้ายกับรวินท์อย่างน่าประหลาด
วินาทีนั้น รวินท์รู้สึกเหมือนถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่ขมับ ภาพเหตุการณ์นองเลือดในอดีตพุ่งเข้าสู่สมองราวกับเขื่อนแตก! เขาเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว เขาเห็นมีดสั้นที่สะท้อนแสงจันทร์ร่วงหล่นลงพื้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ไม่มีวันสิ้นสุด
*‘นั่นไม่ใช่ความทรงจำของเจ้าของบ้าน... แต่มันคือความทรงจำที่ถูกถ่ายทอดมาให้ฉัน’* รวินท์คิดอย่างตื่นตระหนก
เขาสะดุ้งเฮือกกลับมาสู่โลกความจริง มือของเขาที่ถือสมุดสั่นจนแทบจะควบคุมไม่อยู่ เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มแผ่นหลัง สารวัตรอชิระประคองไหล่เขาไว้อย่างตื่นตระหนก
“รวินท์! คุณเป็นอะไรไป! สายตาคุณ...” อชิระชะงักไป คำพูดของเขาขาดหายเมื่อเห็นสิ่งที่รวินท์กำลังเห็น
รอยแตกของกาลเวลาไม่ได้ปรากฏอยู่แค่ในความทรงจำ แต่มันปรากฏขึ้นบนอากาศเบื้องหน้าพวกเขาทั้งสอง รอยร้าวสีดำทมิฬที่สั่นไหวราวกับกระจกที่กำลังจะแตกกระจาย กลิ่นธูปทวีความรุนแรงจนน่าอึดอัด และในช่องว่างของรอยร้าวนั้น... รวินท์เห็นดวงตาสีเลือดคู่หนึ่งกำลังจ้องมองกลับมา
มันไม่ใช่ดวงตาของผีร้ายตนไหน แต่มันคือดวงตาของเขาเองในวัยเด็ก... ที่กำลังถือมีดเล่มเดียวกับในภาพนิมิต
“รวินท์ ฟังผมนะ...” อชิระพยายามตะโกนแข่งกับเสียงหวีดหวิวที่ดังขึ้นรอบทิศทาง “โยนสมุดนั่นทิ้งเดี๋ยวนี้! มันไม่ใช่ของที่คุณจะแตะต้องได้!”
รวินท์ไม่ได้ฟังเขาแล้ว ความเจ็บปวดในหัวเริ่มลดน้อยลงแทนที่ด้วยความเย็นยะเยียบที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง เขาค่อยๆ หันไปหาอชิระ ใบหน้าของเขาเรียบเฉยจนน่ากลัว ดวงตาที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็นความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่ง
“สารวัตรคะ...” เสียงของรวินท์แหบพร่าและเย็นชาจนน่าขนลุก “คุณคิดว่าบางที... เรื่องที่ผมพยายามหนีมาตลอดสิบปี มันอาจจะไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุอย่างที่คุณเคยบอกไว้ก็ได้”
ทันใดนั้น มือของเขาก็ขยับไปเองอย่างควบคุมไม่ได้ เขาฉีกหน้ากระดาษหน้าสุดท้ายของสมุดบันทึกทิ้ง แล้วเผยให้เห็นข้อความที่ถูกเขียนซ่อนไว้ด้วยรอยเลือดที่ยังไม่แห้งสนิท
มันคือภาพวาดลายเส้นของอชิระ... ในชุดเครื่องแบบตำรวจที่ชุ่มไปด้วยเลือด โดยมีข้อความสั้นๆ เขียนกำกับไว้ด้านล่างว่า ‘ผู้มาเยือนคนสุดท้ายของตระกูลศิรินทร์ธาดา’
และในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องทำงานที่ควรจะล็อกแน่นหนา กลับค่อยๆ เปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างของหญิงสาวในชุดผ้าไหมที่รวินท์เพิ่งเห็นในนิมิต... เธอก้าวเท้าเข้ามาในห้องช้าๆ โดยที่เท้าของเธอไม่ได้แตะพื้นเลยแม้แต่น้อย
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรวินท์ในความลับที่ซ่อนอยู่หลังม่านหมอกกาลเวลานะคะ!
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 13
รอยแตกของกาลเวลา
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!