เสียงดีดโลหะกระทบกับผิวคอนกรีตดัง ‘แกร็ก’ สั้นห้วนในความมืดอับชื้นของโกดังร้างริมแม่น้ำ—มันไม่ใช่เสียงของกระสุนปืนทั่วไปที่สารวัตรอชิระคุ้นเคยตลอดสิบปีในอาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แต่มันคือเสียงสะท้อนจากความตายที่กำลังพุ่งตรงมาควักเอาวิญญาณของเขาออกจากร่าง
“ก้มลง! อย่าขยับ!”
เสียงทุ้มต่ำของรวินท์ตะโกนแทรกเสียงหวีดหิวของลมราตรีที่พัดผ่านโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิม รวินท์ไม่ได้พกปืน เขาพกเพียงความเงียบงันและดวงตาสีเข้มที่มองเห็นสิ่งที่คนตาบอดทางวิญญาณไม่มีวันมองเห็น ในมือของชายหนุ่มเจ้าของร้านหนังสือ บัดนี้กำเครื่องรางไม้แกะสลักรูปดอกบัวตูมที่ลงอักขระโบราณแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
อชิระหอบหายใจโยนตัวแนบไปกับลังไม้เก่า กลิ่นอับชื้นของฝุ่นผงและคราบน้ำมันเครื่องคละคลุ้งจนแสบจมูก นัยน์ตาคมกริบของนายตำรวจหนุ่มมองลอดช่องว่างของลังไม้ไปยังเงาร่างหนึ่งที่ยืนตระหง่านอยู่กลางแสงจันทร์สาดส่อง เงาร่างนั้นสวมเสื้อแจ็คเก็ตสีเข้ม ทว่า… ร่างกายส่วนบนกลับโปร่งใสจนมองทะลุเห็นโครงเหล็กด้านหลัง และที่น่ากลัวที่สุดคือ ในมือของมันไม่ได้ถืออาวุธปืน หากแต่เป็น ‘คันศรและลูกศรโบราณ’ ที่ถูกเหนี่ยวไกด้วยแรงอาคมมืดมิด
“ไอ้บ้านี่มันไม่ใช่คน…” อชิระพึมพำกับตัวเอง มือหนากำด้ามปืนพกสั้นประจำกายแน่น แม้เขาจะเป็นคนประเภทที่เชื่อมั่นในฟิสิกส์และหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่รอยแผลไหม้รูปเกือกม้าที่หัวไหล่ซ้ายซึ่งเกิดจากกระสุนอาคมเมื่อครู่ ก็เป็นประจักษ์พยานชั้นดีว่า กฎฟิสิกส์ใช้ไม่ได้ผลกับภูตผีที่ถืออาวุธฆ่าคน
ฟิ้ว—!
ลูกศรโปร่งแสงพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง เป้าหมายของมันไม่ใช่กำแพง แต่มันพุ่งตรงมายังจุดที่อชิระหลบซ่อนอยู่ราวกับมีเรดาร์ตรวจจับชีพจร
“สารวัตร!”
รวินท์พุ่งตัวเข้ามาขวางอย่างไม่คิดชีวิต ชายหนุ่มสะบัดมือขวาออกไปสุดแขน พร้อมกับที่เครื่องรางไม้ในมือเปล่งแสงสีทองเรืองรองออกมาวับวาม ดอกบัวไม้แกะสลักสั่นสะเทือนในอุ้งมือราวกับมีชีวิต มันแผ่ไออุ่นซ่านกระเซ็นออกเป็นม่านพลังงานบางๆ คล้ายระลอกคลื่นบนผิวน้ำ
เปรี้ยง!
แรงปะทะระหว่างลูกศรอาคมกับม่านพลังจากเครื่องรางสร้างเสียงระเบิดก้องกังวานในหู ชายหนุ่มทั้งสองกระเด็นไปคนละทิศละทางตามแรงสะท้อน รวินท์กระแทกเข้ากับชั้นวางของจนลังกระดาษพังทลายลงมาทับร่าง เขากระอักเลือดออกมาคำโต สีหน้าซีดเซียวลงถนัดตา ความทรงจำอันเจ็บปวดจากการสูญเสียครอบครัวแวบเข้ามาในหัว สมองสั่งให้เขาถอยหนี แต่หัวใจกลับร่ำร้องให้ปกป้องคนตรงหน้า
“รวินท์!” อชิระผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ ลืมความกลัวตายสิ้นเชิง เขารีบคลานเข้าไปประคองร่างของเจ้าของร้านหนังสือขึ้นมา ไออุ่นจากฝ่ามือของนายตำรวจหนุ่มถ่ายทอดความห่วงใยที่เกินเลยกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงานไปไกลโข “ไหวไหม… ทำไมคุณต้องเอาตัวมาบังผมวะ!”
รวินท์ฝืนยิ้มจางๆ บนริมฝีปากที่เปื้อนคราบเลือด ดวงตาคู่คมมองสบกับแววตาตื่นตระหนกของตำรวจหนุ่ม “เพราะถ้าคุณตาย… คดีนี้ก็ไม่มีใครปิดลงได้ และ… ผมไม่อยากสูญเสียใครอีกแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้อชิระชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ความรู้สึกบางอย่างอัดแน่นอยู่ในอก มันไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความอบอุ่นที่แผ่ซ่านท่ามกลางความหนาวเหน็บของความตาย ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด เงาร่างโปร่งแสงของนักธนูอาคมตนนั้นก็ก้าวเท้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ฝ่ายตรงข้ามง้างคันศรครั้งใหม่ ลูกศรดอกที่สองใหญ่และน่ากลัวกว่าเดิมนับเท่าตัว มันสطعไปด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าเย็นยะเยือก แผ่กลิ่นอายอาฆาตมาดร้ายจนอากาศรอบตัวแข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งบางๆ
“มันเอาจริง…” อชิระกัดฟันกรอด เขายกปืนในมือขึ้นเล็ง แม้จะรู้ว่ากระสุนจริงไม่อาจทำร้ายวิญญาณได้ แต่ในฐานะตำรวจ เขาย่อมไม่ยอมนั่งรอความตาย “รวินท์ เครื่องรางของคุณยังไหวไหม”
รวินท์ส่ายหน้าช้าๆ เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม “ไม้แกะสลักนั่น… รับแรงกระแทกเมื่อครู่ไปเต็มๆ พลังอาคมใกล้หมดแล้วครับ ถ้าโดนดอกนี้เข้าไปอีกที เครื่องรางจะแตกสลาย และพวกเราจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่ในโกดังนี้แทน”
วิกฤติตรึงเครียดจนแทบได้ยินเสียงหัวใจเต้น รวินท์หลับตาลงชั่วขณะ หวนนึกถึงคำสอนของอาจารย์ผู้ล่วงลับ การจะหยุดยั้งวิญญาณที่มีความแค้นฝังรากลึก ไม่ใช่การทำลายล้างด้วยกำลัง แต่คือการ ‘ฟัง’ เสียงที่มันต้องการจะบอก แต่นักธนูตนนี้มีแต่จิตสังหาร… ไม่มีช่องว่างให้เจรจาเลยแม้แต่น้อย
“มองที่ตาผม สารวัตร” รวินท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง ท่ามกลางความมืดมิด
“อะไรนะ?” อชิระหันมามอง
“เชื่อใจผมไหม?”
นายตำรวจหนุ่มมองลึกลงไปในดวงตาสีเข้มคู่นั้น ภายใต้ความเงียบขรึมและร่องรอยความเจ็บปวด มีประกายความกล้าหาญที่บริสุทธิ์สะท้อนอยู่ อชิระพยักหน้าช้าๆ อย่างไม่ลังเล “อืม… เชื่อสิ”
รวินท์สูดหายใจเข้าลึก Last resort… วิธีสุดท้ายที่อันตรายที่สุด เขาหยิบเครื่องรางไม้ดอกบัวที่ร้าวรานขึ้นมาแนบไว้ที่หน้าอกตัวเอง ก่อนจะส่งกระแสจิตและพลังชีวิตทั้งหมดพุ่งทะยานออกไปผ่านทางสัมผัสที่หก ดึงดูดความสนใจของนักธนูวิญญาณให้หันมาพุ่งเป้ามาที่เขาเพียงคนเดียว
“ทางนี้ต่างหาก! เจ้าของชีวิตที่มึงตามหาอยู่ทางนี้!” รวินท์ตะโกนก้อง พลางปลดปล่อยออร่าวิญญาณของตนเองออกมาจนสว่างวาบ
นักธนูวิญญาณคำรามลั่นด้วยเสียงที่แหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของโลหะ มันเปลี่ยนเป้าหมายจากอชิระ พุ่งทะยานเข้าหารวินท์ด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด คันศรถูกปลดปล่อยออกไป ลูกศรเพลิงสีฟ้าพุ่งแหวกอากาศตรงเข้าสู่หัวใจของเจ้าของร้านหนังสือในเสี้ยววินาที!
“ไม่โว้ย—!” อชิระคำรามลั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง เขาไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด!
แต่วินาทีที่ลูกศรเพลิงกำลังจะทะลุร่างของรวินท์นั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างจ้าที่สาดส่องตัดความมืด ร่างของใครบางคนพุ่งเข้ามาปัดป้องลูกศรนั้นด้วยกระบองอาคมลงยันต์สีแดงฉานจนมันเบี่ยงทิศทางพุ่งชนเพดานโกดังจนระเบิดกระจาย
“เล่นอะไรกันเด็กๆ อยากตายนักหรือไง ถึงได้มาท้าทายผีอาคมโบราณลำพังแบบนี้”
เสียงทุ้มกังวานแต่แฝงด้วยความเย้าหยวนดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นอายธูปหอมฉุนกึกที่ลอยมาแตะจมูก อشิระและรวินท์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นแผ่นหลังของสตรีในชุดเสื้อคลุมยาวสีดำปักลายเบญจมาศ เธอยืนขวางอยู่เบื้องหน้าระหว่างพวกเขากับวิญญาณร้ายอย่างไม่เกรงกลัว และเมื่อเธอหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ ให้ ทั้งคู่ก็ต้องสะท้านเฮือก—
“สวัสดีค่ะ สารวัตรอชิระ… และคุณรวินท์ ดูท่าทางพวกคุณจะต้องการ ‘ผู้ช่วย’ เป็นการด่วนเลยสินะคะ”
***
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและเยียวยาจิตวิญญาณไปด้วยกันนะคะ
- นภากระซิบผี
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 42
กระสุนอาคม
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!