“อย่าหายใจแรง... กลิ่นของมันกำลังหาตัวเราอยู่”
รวินท์กระซิบผ่านไรฟัน เขาแนบหลังพิงกำแพงอิฐเก่าที่เปียกชื้นด้วยตะไคร่น้ำ กลิ่นสาปสางเหมือนซากศพเน่าเปื่อยผสมกับกลิ่นกำยานราคาถูกอบอวลไปทั่วบริเวณห้องใต้ดินของโรงฆ่าสัตว์ร้าง สารวัตรอชิระที่อยู่ข้างกายไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูด ทว่ามือที่กำด้ามปืนพกแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดนั้นบอกชัดว่าเขากำลังรวบรวมสติอย่างถึงที่สุด
ในความมืดมิดที่ไร้แสงจันทร์เล็ดลอด ชายหนุ่มทั้งสองสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่พื้นดิน ไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่เป็นจังหวะการย่ำเท้าที่หนักแน่นและจงใจของใครบางคน—หรืออะไรบางอย่าง
“คุณรวินท์” อชิระเรียกเสียงต่ำ “นั่นไม่ใช่คนธรรมดาใช่ไหม”
รวินท์ไม่ได้หันไปมอง เขาหลับตาลงเล็กน้อย สัมผัสที่หกของเขากำลังกรีดร้องเตือนถึงอาคมที่แผ่พุ่งออกมาจากเงามืดด้านหน้า มันไม่ใช่พลังที่บริสุทธิ์ แต่เป็นพลังที่เกิดจากการกลั่นแกล้งดวงวิญญาณให้ทรมานเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจมืด “ลูกน้องของมัน... พวกมันถูกตรึงวิญญาณไว้ในร่างเพื่อเป็นหุ่นเชิด”
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะแหลมเล็กเหมือนนกบาดเจ็บก็ดังสะท้อนก้องทั่วผนังห้อง ร่างหนึ่งก้าวพ้นเงามืดออกมา—ชายร่างสูงใหญ่ที่ดูผิดรูปผิดร่าง แขนข้างหนึ่งลีบเล็กจนติดกระดูก แต่อีกข้างกลับใหญ่โตผิดธรรมชาติ ผิวหนังของเขามีรอยสักยันต์สีเลือดสดที่ดูเหมือนจะขยับเขยื้อนได้เองราวกับมีชีวิต
“พวกแกกล้าดียังไง... เข้ามาในสวนหลังบ้านของอาจารย์กู” เสียงของมันแหบพร่าเหมือนถูกกรวดทรายขูดขีดในลำคอ มันกวาดสายตาที่ไร้แววตาขาวมองตรงมายังที่ซ่อนของทั้งคู่ “ข้าได้กลิ่น... กลิ่นของคนเป็นที่เปื้อนกลิ่นความตาย... มันหอมหวานเหลือเกิน”
“อชิระ เตรียมตัวให้ดี” รวินท์กระซิบพลางหยิบยันต์กระดาษเก่าคร่ำที่เขียนด้วยหมึกสีชาดออกมาจากอกเสื้อ “ถ้ามันพุ่งเข้ามา อย่าเล็งที่ตัว ให้เล็งที่รอยสักบนหน้าผากมัน นั่นคือจุดกำกับวิญญาณ”
“มันเป็นไปไม่ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์” อชิระเค้นเสียงตอบ แต่เขาก็ยกปืนขึ้นประทับบ่าอย่างรวดเร็ว “แต่ถ้าคุณบอกว่ามันคือจุดตาย ผมจะเชื่อคุณ”
ร่างมหึมาของชายขมังเวทย์กระโจนเข้ามาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ อชิระตัดสินใจเหนี่ยวไกทันที เสียงปืนกัมปนาทสะท้อนก้องห้องใต้ดิน กระสุนพุ่งเจาะเข้าที่ไหล่ของศัตรู แต่มันกลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน เลือดยังคงไหลออกมา แต่ที่น่าสะพรึงกลัวคือรอยสักบนตัวมันเริ่มเรืองแสงสีม่วงคล้ำ
รวินท์พุ่งตัวออกไปขวางหน้าอชิระ เขาตวัดยันต์ในมือออกไปในอากาศ สายลมเย็นวาบปะทะกับกลิ่นสาปสางจนเกิดเสียงปะทุเหมือนไฟเผาเส้นผม “ข้ามิได้มาเพื่อจองเวร แต่ข้ามาเพื่อส่งเจ้าคืนสู่ที่ที่ควรอยู่!”
ชายขมังเวทย์หยุดชะงัก ร่างของมันสั่นเทาเหมือนกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่อยู่ภายใน “หุบปาก! ข้าเป็นอิสระ! นายข้าให้ชีวิตข้า!”
“เจ้าไม่ได้มีชีวิต!” รวินท์ตะโกนกลับ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปมีความดุดันและเยือกเย็น “เจ้าเป็นเพียงภาชนะที่ถูกสิงสู่ด้วยความแค้น ปลดปล่อยตัวเองเสียทีเถิด”
รวินท์คว้ามีดสั้นที่ทำจากไม้พยุงแกะสลักพุ่งเข้าใส่ ชายขมังเวทย์ใช้มือข้างที่ใหญ่โตปัดป้อง รวินท์อาศัยจังหวะนั้นคว้าข้อมือที่เต็มไปด้วยรอยสัก ทันทีที่ผิวหนังสัมผัสกัน กระแสพลังงานมหาศาลก็ไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายของรวินท์ ภาพความทรมานของวิญญาณนับร้อยที่ถูกกักขังอยู่ในร่างนี้พุ่งเข้าสู่สมองของเขา
*ช่วยด้วย... เจ็บ... หนาว...*
เสียงเหล่านั้นดังระงมจนรวินท์แทบจะล้มลง แต่เขากัดฟันแน่น ปักมีดไม้พยุงลงไปที่รอยสักรูปดวงตาบนข้อมือของชายคนนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นหวั่นไหวราวกับท้องฟ้าจะถล่มลงมา ร่างของชายขมังเวทย์กระตุกเกร็ง ดวงตาของมันเหลือกขึ้นจนเห็นแต่ตาขาว ก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ ล้มลงกับพื้น กลิ่นสาปสางจางลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงกลิ่นธูปจางๆ ที่ลอยมาแตะจมูก
อชิระรีบวิ่งเข้ามาดู “รวินท์! คุณเป็นยังไงบ้าง?”
รวินท์หายใจหอบรัว ผิวหนังของเขาดูซีดเผือดราวกับคนไม่มีเลือด เขามองดูร่างที่แน่นิ่งไปเบื้องหน้า ความรู้สึกอัดอั้นในใจที่เขาพยายามปิดกั้นมาตลอดเริ่มสั่นคลอน ภาพความทรงจำในวัยเด็กที่เคยถูกลบเลือนเริ่มฉายชัดขึ้นมาในมโนภาพ—กลิ่นสาปนี้... เขาจำมันได้ดี... มันไม่ใช่กลิ่นของศัตรูคนนี้ แต่มันเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่เขาสัมผัสได้ในคืนที่ครอบครัวของเขาถูกพรากไป
“ยังไม่จบ...” รวินท์พึมพำ มือสั่นเทาขณะเช็ดคราบหมึกออกจากมีด “กลิ่นนี้... มันไม่ได้มาจากร่างนี้ แต่มันมาจากคนที่คอยชักใยอยู่หลังม่าน”
อชิระมองรวินท์ด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติที่มือของรวินท์ “รวินท์... นั่นรอยอะไรที่ข้อมือคุณ?”
รวินท์ชะงัก ก้มมองข้อมือของตัวเอง รอยสักสีดำสนิทรูปดวงตาเหมือนกับที่ชายขมังเวทย์มี ปรากฏชัดขึ้นช้าๆ บนผิวหนังของเขา มันไม่ได้เป็นแค่รอยเปื้อน แต่มันคือตราประทับที่บ่งบอกว่าเขากำลังถูก ‘เลือก’ ให้เข้าสู่เกมที่ใหญ่กว่านี้
ทว่าก่อนที่รวินท์จะทันได้ตอบ เสียงกระซิบที่แสนคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง เสียงที่เขาพยายามลืมเลือนมาตลอดสิบปี... เสียงของแม่
“รวินท์... ลูกรัก... ออกมาหาแม่เถิด...”
รวินท์ตัวแข็งทื่อ กลิ่นกำยานที่เขาคุ้นเคยในห้องพระที่บ้านเก่าลอยมาปะทะจมูกอย่างรุนแรง เขาเงยหน้ามองไปที่เงามืดเบื้องหน้า หัวใจของเขาแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นร่างหญิงสาวคนหนึ่งในชุดไทยประยุกต์สีขาวซีด ยืนอยู่ตรงนั้น... ในที่ที่ไม่มีทางมีคนเป็นอยู่ได้ และที่สำคัญที่สุด... หญิงคนนั้นกำลังถือบันทึกเล่มหนึ่งในมือ... บันทึกเล่มเดียวกับที่รวินท์คิดว่าเขาทำหายไปตั้งแต่คืนนั้น
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดและกลิ่นสาปที่แฝงเร้นไปกับรวินท์ในตอนนี้นะคะ
นภากระซิบผี
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 41
กลิ่นสาป
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!