บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 43

ความหวังริบหรี่

ผลงานโดย นภากระซิบผี
“ถ้าการรู้มากเกินไปมันทำให้คุณต้องมานั่งหายใจรวยรินอยู่ตรงนี้... สู้โง่เขลาไปเสียตั้งแต่แรกไม่ดีกว่าหรือครับ, คุณรวินท์” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือรอยเยาะหยันดังลอดผ่านความมืดชื้นของห้องใต้ดิน กลิ่นอับของฝุ่นผงอิฐปูนผสมกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ ลอยคละคลุ้งจนน่าคลื่นไส้ รวินท์พยายามกะพริบตาเพื่อขับไล่ความพร่ามัวที่เกิดจากการถูกกระแทกเข้าที่ท้ายทอยอย่างรุนแรงเมื่อไม่กี่นาตรีก่อน ศีรษะของเขายังคงปวดหนึบราวกับมีค้อนเหล็กมาทุบซ้ำๆ สติที่กระจัดกระจายค่อยๆ รวมตัวกลับคืนมาทีละน้อย พร้อมกับความจริงอันหนาวเหน็บที่เริ่มกัดกินหัวใจ—เขาพลาดท่าเสียทีแล้วจริงๆ ร่างโปร่งบางของชายหนุ่มถูกพันธนาการไว้กับเก้าอี้ไม้เก่าแก่ด้วยเชือกป่านเส้นหนา รอยหยาบของมันเสียดสีกับผิวเนื้อจนแสบแปลบ ทุกครั้งที่เขาขยับตัว แรงกดทับจากบาดแผลบริเวณหัวไหล่ก็ส่งกระแสความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง แต่นั่นยังไม่น่ากลัวเท่าความเงียบงันรอบตัว ความเงียบที่ไม่ได้ว่างเปล่า หากแต่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตมาดร้ายของดวงวิญญาณนับสิบที่ถูกกักขังไว้ในอาณาเขตนี้ รวินท์เงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาที่ยังคงพร่ามัวมองเห็นเงาร่างของใครบางคนยืนอยู่หลังแสงเทียนสลัว ร่างนั้นไม่ได้สวมหน้ากากและไม่ได้ปิดบังใบหน้าอีกต่อไปแล้ว เมื่อหน้ากากแห่งความน่าเชื่อถือถูกกระชากออก สิ่งที่เหลืออยู่คือความบิดเบี้ยวของจิตใจที่ดำมืดสนิท “คุณ... ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน” รวินท์เอ่ยถาม เสียงแหบแห้งและสั่นพร่าเล็กน้อย แต่แววตาคู่คมกลับไม่ได้ฉายความหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความผิดหวังและคำถามที่ค้างคาใจ “เพื่ออะไรอย่างนั้นหรือคะ?” เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับแสงเทียนที่ส่องกระทบใบหน้าของอีกฝ่ายให้เห็นชัดเจนขึ้น รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากนั้นช่างเย็นเยียบและไร้ซึ่งความปรานี “คุณรวินท์... คนรู้อย่างคุณน่าจะเข้าใจดีที่สุดไม่ใช่หรือคะว่า ‘ความแค้น’ ที่สะสมมานานนับร้อยปี มันต้องการการชำระสะสางด้วยเลือดและวิญญาณ... และคุณนี่แหละ คือเครื่องเซ่นไหว้ชิ้นสุดท้ายที่จะทำให้พิธีกรรมสมบูรณ์แบบ” รวินท์นิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบไม่ใช่เพราะกลัวความตาย แต่เพราะภาพในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ก้นบึ้งของความทรงจำกำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง ภาพของห้องสมุดที่เคยอบอุ่น ภาพของรอยยิ้มของครอบครัว ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกกลืนกินด้วยเปลวเพลิงและกลิ่นไอความตายในคืนนั้น... *ความรู้สึกสูญเสีย* ที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอดชีวิต กำลังหวนกลับมาทวงถามเขาในวินาทีที่ลมหายใจกำลังจะถูกพรากไป “คุณคิดว่าขังผมไว้ที่นี่แล้วสารวัตรอชิระจะหาไม่พบอย่างนั้นหรือ...” รวินท์เค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามซื้อเวลาและดึงสติกลับมาควบคุมสถานการณ์ “ตำรวจคนนั้นไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่” อีกฝ่ายหัวנסเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูน่าขนลุก “สารวัตรอชิระผู้ยึดมั่นในความจริงทางโลกน่ะหรือคะ? กว่าเขาจะปะติดปะต่อเบาะแสและหาทางมาถึงที่นี่... ร่างของคุณคงเย็นเฉียบกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนไปนานแล้วล่ะค่ะ หรือบางที... เขาอาจจะมาทันเห็นตอนที่คุณกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาถรรพ์นี้ไปแล้วก็ได้” คำพูดนั้นราวกับมีดที่กรีดลงบนแผลสด รวินท์เม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเล่น อาคมที่ล้อมรอบห้องใต้ดินแห่งนี้แข็งแกร่งเกินกว่าที่คนธรรมดาจะทะลุผ่านเข้ามาได้ง่ายๆ และสัมผัสที่หกของเขาก กำลังเตือนภัยว่าพลังงานลี้ลับรอบตัวกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงวิญญาณในเงามืดเริ่มส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงของความแค้นที่พุ่งเป้ามาที่เขาโดยตรง แต่เป็นเสียงของความเจ็บปวดที่ถูกพันธนาการไว้เช่นเดียวกับเขา *‘ช่วยด้วย...’* *‘หนีไป...’* *‘ที่นี่... มีแต่ความตาย...’* เสียงกระซิบระคนสะอื้นไห้ดังระงมอยู่ในหัว จนรวินท์ต้องหลับตาลงแน่นเพื่อตั้งสติ เขาเป็นคนกลางระหว่างโลกคนเป็นและคนตายมาตลอดชีวิต เขาเคยช่วยปลดปล่อยวิญญาณมานักต่อนัก เคยใช้ความอบอุ่นและความเข้าใจฮีลใจดวงวิญญาณที่หลงทาง แต่ในคราวนี้... กลับไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเขาได้เลย ความช่วยเหลือดูริบหรี่ราวกับเปลวเทียนที่ใกล้จะมอดดับลงในสายลม ทว่า ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้น ลึกเข้าไปในจิตใต้สำนึกของรวินท์ ภาพใบหน้าของใครบางคนกลับผุดขึ้นมา... รอยยิ้มอุ่นๆ แววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยยามที่สารวัตรหนุ่มคอยดึงเขากลับสู่โลกแห่งความจริงเสมอ แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อเรื่องไสยเวทในตอนแรก แต่ความมุ่งมั่นที่จะปกป้องเขาคือสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ *คุณอชิระ... ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนนะ...* ในวินาทีที่ความคิดนั้นวูบผ่านเข้ามา รวินท์พลانสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่มุมห้องใต้ดิน แผ่นไม้กระดานเก่าแก่ที่เคยสนิทแน่น บัดนี้กลับสั่นไหวเล็กน้อยราวกับมีแรงกระแทกจากเบื้องล่าง ฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาตามรอยแตก พร้อมกับกลิ่นธูปโบราณที่จางหายไปนาน กลับลอยวนกลับมาแตะจมูกอีกครั้ง—ไม่ใช่กลิ่นธูปอาคมมืดมนที่อีกฝ่ายจุดไว้ แต่เป็นกลิ่นธูปหอมละมุนคุ้นเคยที่มักจะปรากฏทุกครั้ง... เมื่อมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น ผู้ควบคุมเกมที่กำลังเตรียมมีดอาคมสำหรับทำพิธีชะงักมือลง ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งเริ่มฉายแววตระหนกเล็กน้อยเมื่อหันไปมองยังทิศทางเดียวกัน เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเร่งรีบราวกับพายุโหมกระหน่ำดังขึ้นจากชั้นบน เป็นเสียงฝีเท้าที่ไม่มีทางเป็นของวิญญาณเร่รอนตนใด และเป็นเสียงที่รวินท์จำได้แม่นยำยิ่งกว่าสิ่งใด เสียงปืนนัดหนึ่งดังสนั่นหวั่นไหว ทะลุผ่านเพดานห้องใต้ดินลงมา ตามมาด้วยเสียงพังทลายของประตูไม้สนิมเขรอะที่ถูกถีบจนกระเด็นหลุดจากวงกบ และสุ้มเสียงตะโกนก้องที่ทรงพลังจนสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ “รวินท์!” ร่างสูงโปร่งของสารวัตรอชิระปรากฏขึ้นที่กรอบประตู แววตาคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยวและระอุด้วยโทสะอย่างที่รวินท์ไม่เคยเห็นมาก่อน ในมือของนายตำรวจหนุ่มไม่ได้มีแค่ปืนพกประจำกาย แต่ยังมีเศษกระดาษยันต์สีแดงฉานที่เพิ่งถูกฉีกกระชากขาดวิ่นคามือ—ยันต์คุ้ม ภัยที่ถูกทำลายลงด้วยเจตจำนงอันแข็งแกร่งของมนุษย์ผู้ปฏิเสธความงดงามของโลกเหนือธรรมชาติ แต่พร้อมจะทำลายล้างมันทุกรูปแบบเพื่อปกป้องคนที่ตนรัก ทว่า ก่อนที่อชิระจะทันได้ก้าวเข้ามาประชิดตัว ร่างของบุคคลปริศนาที่จับกุมรวินท์ไว้ก็สะบัดมือออกอย่างไร้ความปรานี ใบมีดอาคมคมกริบถูกยกขึ้นจ่อติดกับลำคอระหงของรวินท์ทันที ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความคลุ้มคลั่ง “ก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว... หัวใจของคนรักคุณจะหยุดเต้นตรงนี้ เดี๋ยวนี้!” ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้อย่างเสมอมานะคะ
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%