“ก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว... หัวใจของคนรักคุณจะหยุดเต้นตรงนี้ เดี๋ยวนี้!”
เสียงนั้นกรีดแทดเข้ามาในโสตประสาทของรวินท์ราวกับคมมีดที่กรีดลงบนกระจกฝ้า ความมืดรอบตัวไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันอัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายของความตายและควันธูปสีเทาขุ่นที่ลอยวนเวียนราวกับมีชีวิต รวินท์ยืนนิ่งสนิท รองเท้าหนังสีเข้มของเขาหยุดชะงักลงบนพื้นไม้กระดานเก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบา
เบื้องหน้าของเขาคือภาพเงาร่างอันคุ้นเคย—ร่างของหญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจในอดีต ร่างนั้นกำลังทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น รอบลำคอระหงมีรอยมือสีม่วงคล้ำปรากฏขึ้นราวกับถูกบีบรัดด้วยแรงที่มองไม่เห็น ดวงตาที่เคยสุกสกาวคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด และที่สำคัญที่สุด... หน้าอกของเธอนิ่งสนิท ไม่มีจังหวะการหายใจเข้าออกแม้แต่น้อย
“รวินท์... ช่วยฉันด้วย” เสียงกระซิบแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทา
หัวใจของรวินท์กระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วเท้าขึ้นสู่สันหลัง ความรู้สึกผิดที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตใจมานานแรมปี ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างไร้ความปรานี ภาพเหตุการณ์ในคืนเพลิงผลาญเมื่ออดีตซ้อนทับเข้ามาในม่านตา กลิ่นควันไฟ กลิ่นเนื้อไหม้ และเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือที่เขาไม่มีวันช่วยทัน เสียงเหล่านั้นดังก้องอยู่ในหัวจนแทบจะระเบิด
*“แกช่วยใครไม่ได้หรอก... แกมันคนบาป รวินท์ คนที่แกรรัก ต้องตายด้วยมือแกทุกคน”* เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของไสยเวทมืดมนดังก้องมาจากความว่างเปล่า
รวินท์หายใจติดขัด เหงื่อกาฬไหลโทรมกายจนเสื้อเชิ้ตสีเข้มชุ่มโชก เขาพยายามก้าวขาออกไปข้างหน้า แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยโซ่ตรวนแห่งความรู้สึกผิด ภาพตรงหน้าเริ่มบิดเบี้ยว ร่างของคนรักในอดีตสำลักเลือดออกมาเป็นลิ่มสีดำสนิท ก่อนที่ดวงตาทั้งสองข้างจะค่อยๆ ไหลรินเป็นสายเลือดสดๆ
“ไม่... พอเสียที” รวินท์พึมพำริมฝีปากสั่นระริก มือหนากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อฝ่ามือเพื่อเรียกสติ แต่มันไม่ง่ายเลย ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในจิตวิญญาณที่ถูกฉีกทึ้ง วิญญาณร้ายตนนี้ไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตของเขา แต่มันต้องการทำลายหัวใจและเจตจำนงของเขาให้แหลกสลายคามือ
ในความเป็นจริง ห่างออกไปไม่กี่เมตร สารวัตรอชิระกำลังยืนมองเพื่อนสนิทด้วยความร้อนรน นัยน์ตาคมกริบของนายตำรวจหนุ่มฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นรวินท์ยืนแข็งทื่อราวกับรูปปั้น ดวงตาเบิกโพลงอย่างไร้โฟกัส และที่น่ากลัวที่สุดคือ รวินท์กำลังใช้มือทั้งสองข้างบีบลำคอของตัวเองอย่างแรง!
“รวินท์! ตั้งสติ!” อชิระตะโกนก้อง พลางพุ่งตัวเข้าไปหมายจะกระชากแขนเพื่อนรักให้ออกจากภวังค์มรณะ
แต่มือหนาของอชิระกลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า... หรือพูดให้ถูกคือ แรงปะทะบางอย่างราวกับสนามพลังแม่เหล็กโปร่งใสดีดร่างของนายตำรวจหนุ่มกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว อชิระกัดฟันกรอด เขารู้ดีว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไม่อาจธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้ แต่นี่ไม่ใช่เวลามานั่งงُمงายกับความกลัว รวินท์กำลังจะฆ่าตัวตายด้วยมือของตัวเองผ่านภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นจากความมืดมนในอดีต
รวินท์ในภวังค์จิตยังคงจมดิ่ง ภาพของภรรยาและน้องสาวที่จากไปกำลังยื่นมืออันเย็นเฉียบมาสัมผัสใบหน้าของเขา
*“ตามเรามาสิคะ รวินท์... มาอยู่ด้วยกันตรงนี้ ที่ซึ่งไม่มีความเจ็บปวดอีกต่อไป”*
เสียงหวานหยดย้อยแต่แฝงไว้ด้วยพิษร้ายกระซิบข้างหู รวินท์รู้สึกเคลิบเคลิ้ม ความเหนื่อยล้าจากการแบกรับความทุกข์ของคนตายมาตลอดชีวิตทำให้เขาอยากจะยอมแพ้ อยากจะหลับตาลงแล้วปล่อยให้ความมืดกลืนกินร่างนี้ไปเสียให้สิ้น เขาคิดถึงอ้อมกอดที่อบอุ่น คิดถึงรอยยิ้มที่เขาทำลายมันด้วยความอ่อนแอของตัวเองในอดีต
*ถ้าการตายตามพวกเขาไป คือการไถ่บาป... บางที นี่อาจเป็นทางออกที่ถูกต้องแล้วก็ได้* ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัว สมองของรวินท์เริ่มยอมจำนน นิ้วมือที่บีบลำคอตัวเองเพิ่มแรงกดมากขึ้นจนผิวเนื้อขึ้นรอยช้ำสีเข้ม ลมหายใจของเขาขาดห้วง ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ
“ไอ้รวินท์! แกอย่าโง่!” เสียงตะโกนของอชิระดังทะลุกำแพงความเงียบเข้ามา แม้จะะมองไม่เห็นสิ่งลวงตาที่เพื่อนเผชิญ แต่นายตำรวจหนุ่มรู้ดีว่ารวินท์กำลังต่อสู้กับอะไร อชิระไม่สนกฎเกณฑ์ใดๆ อีกต่อไป เขาวิ่่งพุ่งชนสนามพลังนั้นด้วยน้ำหนักตัวทั้งหมด พร้อมกับคว้าวัตถุชิ้นหนึ่งในกระเป๋าเสื้อ—ตะกรุดเก่าแก่ที่หลวงตาเคยให้ไว้ก่อนท่านมรณภาพ ซึ่งเขาพกติดตัวไว้เสมอแม้จะไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้
อชิระกดร่างของรวินท์ลงกับพื้น แรงปะทะสะท้อนกลับมาจนหน้าอกของเขาจุกร้าว แต่มือยังคงกำตะกรุดแน่นแล้วกดลงบนหน้าผากของรวินท์ที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“มึงสัญญาแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าจะช่วยพวกเขากลับบ้าน... แล้วมึงจะมาตายห่าอยู่ตรงนี้ไม่ได้!” อชิระคำรามลั่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธและห่วงใย
สัมผัสเย็นเฉียบจากวัตถุโบราณปะทะเข้ากับผิวเนื้อที่ร้อนผ่าวราวกับไฟลุก รวินท์สะดุ้งสุดตัว เสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณร้ายดังแหลมขึ้นจนแก้วหูแทบแตก ภาพหลอนของคนรักที่โชกเลือดค่อยๆ สลายกลายเป็นควันสีดำจางหายไปในอากาศ ดำมืดที่กดทับอกคลายตัวลง รวินท์สูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอดราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำ
เขานอนหอบสะท้านอยู่บนพื้นไม้ เย็นยะเยือกไปทั่วแผ่นหลัง สายตาค่อยๆ ปรับโฟกัสกลับมาเห็นใบหน้าเคร่งเครียดและเป็นห่วงเป็นใยของอชิระที่ก้มมองอยู่
“แก... รอดแล้วนะไอ้รวินท์” อชิระถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก
ทว่า ความเงียบสงบยังไม่ทันได้แผ่ซ่าน อุณหภูมิในห้องกลับลดฮวบลงจนติดลบในพริบตา ลมหนาวประหลาดพัดวนเข้ามาในห้องปิดทึบ ทั้งที่หน้าต่างและประตูทุกบานลงกลอนสนิท เปลวไฟจากตะเกียงบนโต๊ะไหววูบก่อนจะดับลงพร้อมกันทั้งหมด เหลือเพียงแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องผ่านกระจกเข้ามาอาบไล้ร่างทั้งสอง
กลางความมืดมิดที่โรยตัวลงมาอีกครั้ง เสียงฝีเท้าของใครบางคน... ไม่ใช่คน ส้นรองเท้ากระทบพื้นไม้ดัง *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก* ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จากโถงทางเดินมืดทึบด้านนอก ทั้งที่รู้ว่าบ้านหลังนี้ควรจะมีแค่พวกเขาสองคน
รวินท์เบิกตากว้างเมื่อเงาร่างหนึ่งทาบทับลงบนผนังห้อง—เงาร่างของหญิงสาวในชุดเจ้าสาวโบราณที่ชุ่มไปด้วยเลือด หยดเลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นทีละหยดอย่างเป็นจังหวะ พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังชิดริมหูของเขา
“ขอบคุณนะ... ที่ช่วยเปิดประตูให้พวกเราอีกครั้ง”
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ "นภากระซิบผี" เสมอมานะคะ
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 44
การทดสอบจิตใจ
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!