บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 8

กำแพงกั้นโลก

ผลงานโดย นภากระซิบผี
“ถ้าคุณยังจะปฏิเสธว่านี่คือเรื่องบังเอิญ สารวัตร... ผมเกรงว่าคำจำกัดความของคำว่า ‘ความจริง’ ในพจนานุกรมของคุณคงต้องได้รับการแก้ไขขนานใหญ่แล้วล่ะค่ะ” รวินท์ไม่ได้หันกลับไปมองคนข้างหลัง เขาเพียงแต่ขยับมือที่สั่นเทาเล็กน้อยกางตำราเก่าคร่ำคร่าปกหนังหุ้มผ้าไหมสีซีดจางออก กลิ่นธูปหอมจางๆ อบอวลอยู่ในห้องเก็บของชั้นใต้ดินของสถานีตำรวจ แทนที่กลิ่นอับชื้นที่ควรจะเป็น อชิระยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง ความเงียบของเขาไม่ได้มาจากความสงบ แต่มาจากความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรวบรวมเศษเสี้ยวของเหตุผลที่เพิ่งพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เมื่อห้านาทีก่อน กุญแจมือเหล็กกล้าที่อชิระล็อกไว้กับท่อเหล็กดื้อๆ กลับคลายออกเอง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาไขรหัสผ่านที่ไม่มีอยู่จริง และร่างของเด็กหนุ่มผู้เสียชีวิตจากคดีฆาตกรรมอำพรางในกองเอกสารตรงหน้า ก็ไม่ได้จางหายไปไหน แต่นั่งกอดเข่าจ้องมองพวกเขาทั้งสองด้วยดวงตาที่กลวงโบ๋ “ผมไม่ได้ปฏิเสธรวินท์...” เสียงของอชิระแหบพร่า เขาขยับก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ มือขวาแตะที่ซองปืนโดยสัญชาตญาณ แม้จะรู้ดีว่าเหล็กกล้าในมือไม่มีประโยชน์อะไรกับสิ่งที่เขากำลังเผชิญ “แต่การยอมรับว่าโลกนี้ไม่มี ‘กำแพงกั้น’ ระหว่างคนเป็นกับคนตาย มันคือการทำลายชีวิตที่ผมศรัทธามาตลอดทั้งชีวิต” รวินท์หันกลับมา แววตาของเขาไม่ได้มีความเย้ยหยัน มีเพียงความสงสารที่แผ่ออกมาเหมือนไออุ่นจากตะเกียง “โลกของเราไม่เคยมีกำแพงหรอกค่ะสารวัตร มันมีเพียง ‘ความกลัว’ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อปิดกั้นตัวเองไม่ให้มองเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น คุณแค่เลือกที่จะหลับตามาตลอด แต่คืนนี้... คุณเพิ่งลืมตาขึ้นมาเห็นความจริงที่แสนโหดร้ายนี้” ท่ามกลางความมืดมิดที่ถูกขับเน้นด้วยไฟฉายเพียงกระบอกเดียว กองเอกสารคดีค้างคาที่อชิระทำอยู่เริ่มปลิวว่อน ทั้งที่หน้าต่างทุกบานถูกปิดตาย เสียงกระดาษบาดอากาศฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องแหลมสูง อชิระรู้สึกได้ถึงสัมผัสเย็นเยียบที่ต้นคอ ราวกับใครบางคนกำลังกระซิบคำสาปแช่งอยู่ชิดใบหู เขามองเห็นแล้ว... เห็นมือโปร่งแสงที่โผล่พ้นมาจากเงามืด ดึงรั้งเอกสารแผ่นหนึ่งออกมา มันเป็นรายงานชันสูตรศพที่อชิระเขียนด้วยมือตัวเองเมื่อสามปีก่อน “นั่นคือจุดเริ่มต้นใช่ไหมคะ?” รวินท์เอ่ยถาม น้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น “ความผิดพลาดที่คุณพยายามกลบฝังไว้ใต้ชื่อของ ‘หลักฐานทางวิทยาศาสตร์’ วิญญาณตนนี้ไม่ได้มาเพื่อทำร้ายคุณ เขาแค่ต้องการให้คุณอ่านความจริงที่ซ่อนอยู่ในบรรทัดสุดท้ายของรายงานฉบับนั้น” อชิระก้าวเข้าไปคว้าแผ่นกระดาษที่ลอยเคว้งกลางอากาศ มือของเขาปะทะกับความเย็นจัดจนสั่นสะท้าน เขาอ่านข้อความบนนั้น... บรรทัดที่เขาเคยขีดฆ่าทิ้งและเขียนทับด้วยข้อสรุปว่า ‘อุบัติเหตุ’ แต่ในตอนนี้ อักขระเหล่านั้นกลับปรากฏขึ้นมาใหม่ด้วยหมึกสีแดงสดราวกับเลือดที่เพิ่งไหลซึมออกมาจากหน้ากระดาษ *‘ผมไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ สารวัตรอชิระ... คนที่ฆ่าผม ยังคงนั่งอยู่ในห้องทำงานของท่าน’* ลมหายใจของสารวัตรหนุ่มสะดุดกึก ความตระหนกที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบในอก รวินท์เดินเข้ามาใกล้ จับไหล่เขาไว้มั่น สัมผัสที่อบอุ่นของรวินท์เปรียบเสมือนสมอเรือที่ช่วยยึดเขาไว้ไม่ให้จมดิ่งลงสู่ความบ้าคลั่ง “ตั้งสติค่ะสารวัตร” รวินท์กระซิบ “คนตายพูดไม่โกหก แต่มักจะพูดไม่หมด... สิ่งที่คุณเห็นตอนนี้ คือรอยร้าวของกำแพงที่คุณเคยสร้างไว้ ถ้าคุณอยากจะจัดการกับคนที่ฆ่าเขา คุณต้องก้าวข้ามผ่านความกลัวนี้ไปให้ได้ ไม่ใช่ในฐานะตำรวจที่ยึดติดกับหลักฐานทางวัตถุ แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ยอมรับว่ามีวิญญาณยืนอยู่ข้างหลัง” อชิระสูดลมหายใจเข้าลึก เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขาไปตลอดกาล เขาวางปืนลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ แล้วหันไปหาเงาร่างที่นั่งกอดเข่าอยู่อีกมุมหนึ่ง ของห้อง “ฉันไม่รู้ว่าชื่อของเธอคืออะไร” อชิระเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น แม้จะยังสั่นเล็กน้อย “แต่ถ้าความยุติธรรมในโลกของคนเป็นมันเข้าไม่ถึงเธอ... ช่วยชี้ทางให้ฉันหน่อย ว่าใครคือคนที่ลงมือทำเรื่องเลวร้ายนี้” เงาร่างนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลฉกรรจ์ที่ลำคอ เสียงหัวเราะแผ่วเบาและแหบแห้งดังขึ้นในโสตประสาทของทั้งคู่ มันไม่ใช่เสียงจากอากาศ แต่เป็นเสียงที่ดังขึ้นในหัวใจของพวกเขาโดยตรง ก่อนที่วิญญาณตนนั้นจะใช้นิ้วที่ซีดขาวชี้ไปยังประตูห้องใต้ดิน ประตูห้องใต้ดินที่ถูกล็อกไว้จากด้านนอก... ทว่าบัดนี้กำลังเปิดแง้มออกช้าๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยของใครบางคนก้าวลงบันไดมา “คุณรวินท์ สารวัตรอชิระครับ... ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างข้างล่างนี่ มีใครอยู่หรือเปล่าครับ?” เสียงนั้นคือเสียงของ ‘รองผู้กำกับวิชัย’ เพื่อนร่วมงานที่อชิระให้ความเคารพที่สุด ทว่าในวินาทีที่แสงไฟจากไฟฉายของวิชัยส่องกระทบเข้ามาในห้อง แสงนั้นไม่ได้ส่องไปที่รวินท์หรืออชิระ แต่มันกลับจับจ้องไปยังมุมมืดที่วิญญาณตนนั้นยืนอยู่ด้วยสายตาที่ไม่ได้มีความประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย วิชัยคลี่ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและเย็นชาจนน่าขนลุก “อ้อ... เจอจนได้นะ เจ้าหนูที่ไม่ยอมไปเกิดสักที... แล้วนี่ สารวัตร... ดูเหมือนคุณจะรู้อะไรที่ ‘ไม่ควรจะรู้’ เข้าแล้วสินะ” รวินท์ขยับตัวบังอชิระไว้ทันที มือของเขากำวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ห้อยคอไว้แน่น ขณะที่วิชัยค่อยๆ ชักปืนประจำกายออกมาจากเอว แต่ทว่า... ปืนกระบอกนั้นไม่ได้เล็งมาที่อชิระ มันกลับเล็งไปที่รวินท์ พร้อมกับเสียงกระซิบที่เย็นเยียบยิ่งกว่าวิญญาณตนไหน “สารวัตร... คุณคิดจริงๆ เหรอว่าคนอย่างผม จะปล่อยให้ใครที่ ‘สื่อสารกับผีได้’ มีชีวิตรอดออกไปจากห้องนี้?” นภากระซิบผีหวังว่าทุกท่านจะคอยส่งกำลังใจให้รวินท์และสารวัตรอชิระผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%