"ถ้าคุณยังก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ผมรับรองว่าหลักฐานชิ้นนี้จะไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน"
เสียงของรวินท์เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งที่ถูกราดด้วยกรด เขาไม่ได้หันไปมองแขกไม่ได้รับเชิญที่ยืนอยู่หลังชั้นหนังสือเก่าแก่ ทว่ากลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมากับลมหายใจของอีกฝ่ายกลับชัดเจนเสียจนเขาสัมผัสได้ถึงไอสังหาร รวินท์กำแผ่นบันทึกโบราณในมือแน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด
ชายในชุดสูทสีเข้มที่ดูไร้ตัวตนในเงามืดเหยียดยิ้มที่มุมปาก แววตาของเขาไม่ได้มีความเกรงกลัวต่อความตายแต่อย่างใด หากแต่เต็มไปด้วยความกระหายที่น่าสะพรึงกลัว "รวินท์... คุณคิดจริงๆ หรือว่าของพรรค์นั้นจะปกป้องคุณได้? คุณไม่ใช่ผู้ถูกเลือก แต่คุณเป็นเพียง 'ตัวขัดขวาง' ที่บังเอิญมีสัมผัสที่หกติดตัวมาโดยกำเนิดเท่านั้น"
รวินท์ค่อยๆ หันกลับมา แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างร้านหนังสือเก่าแก่ส่องกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขา ดวงตาที่เคยสงบนิ่งบัดนี้สั่นไหวเล็กน้อยด้วยโทสะที่ถูกกดทับ "ผมไม่สนใจว่าใครจะเลือกใคร แต่คนตายที่ยังไม่ได้ไปสู่สุคติเพราะฝีมือของพวกคุณ... ผมจะไม่ยอมให้ใครมาพรากความสงบไปจากพวกเขาอีก"
"คนตายเหรอ?" ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนเสียงกระดูกลั่นในโลงศพ "คุณหลอกตัวเองได้แนบเนียนดีนะรวินท์ แต่ความจริงที่น่าสมเพชคือ... คุณนั่นแหละที่เป็นกรงขังขังวิญญาณเหล่านั้นไว้เอง ในนามของ 'ความเมตตา' ที่คุณอ้าง"
อากาศในร้านหนังสือเริ่มบิดเบี้ยว รอยแยกของมิติปรากฏขึ้นเป็นเส้นสายสีดำทมิฬล้อมรอบตัวพวกเขา ราวกับกรงขังที่ค่อยๆ หดตัวเข้าหากัน รวินท์รู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่จู่โจมเข้าที่ทรวงอก แต่เขายังคงยืนหยัดด้วยความนิ่งสงบผิดมนุษย์
ในจังหวะนั้นเอง ประตูร้านหนังสือถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล อชิระพุ่งตัวเข้ามาพร้อมปืนประจำกายที่เล็งไปยังชายในเงามืดโดยสัญชาตญาณ แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เขาต้องชะงักค้าง
"รวินท์! ถอยออกมา!" อชิระตะโกนเสียงหลง ทว่าภาพตรงหน้ากลับไม่ใช่การต่อสู้ด้วยกำลังกาย แต่อาจเป็นสงครามจิตวิญญาณที่เขามองไม่เห็นอย่างชัดเจน พื้นไม้ในร้านหนังสือสั่นสะเทือน เสียงโหยหวนของวิญญาณนับร้อยพุ่งขึ้นจากใต้ดินราวกับจะทะลวงพื้นไม้ขึ้นมา
ชายในเงามืดหันมามองสารวัตรหนุ่มด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรังเกียจ "ตำรวจ... กฎหมายทางโลกที่ไร้ประโยชน์ คุณจะทำอะไรได้ ในเมื่อโลกใบนี้กำลังจะถูกลบเลือนด้วยน้ำมือของคนที่คุณพยายามปกป้อง?"
"กฎหมายอาจไม่มีอำนาจเหนือวิญญาณ แต่ผมมีอำนาจพอที่จะลากคอคนอย่างคุณเข้าตาราง" อชิระกล่าวเสียงหนักแน่น สายตาของเขาแม้จะตื่นตระหนกต่อสิ่งลี้ลับรอบกาย แต่เขาก็ไม่เคยละสายตาจากรวินท์ที่กำลังเสียท่าให้กับการกดทับของมิติ
รวินท์พยายามก้าวเท้าออกไป แต่ขาทั้งสองข้างกลับถูกพันธนาการด้วยเงาประหลาดที่พุ่งออกมาจากผนัง เงาเหล่านั้นพันรัดข้อเท้าเขาราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น เขารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่บาดลึกเข้าสู่จิตวิญญาณ มันคือความรู้สึกเดียวกับตอนที่เขาสูญเสียครอบครัวไป... ความรู้สึกที่เขาพยายามหนีมาตลอดสิบปี
"อชิระ... ออกไป" รวินท์เค้นเสียงออกมา ลมหายใจขาดห้วง "อย่าเข้ามาในรัศมีนี้ มันไม่ใช่คดีที่ใช้กระสุนตัดสิน!"
"ผมไม่มีวันปล่อยให้คุณโดดเดี่ยวอีกแล้ว!" อชิระตะโกนพลางตัดสินใจก้าวข้ามเส้นมิติที่บิดเบี้ยวเข้าไปหาเพื่อนสนิททันที ทันทีที่เท้าของเขาแตะสัมผัสกับไอหมอกสีดำ ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อตนับพันโวลต์ แต่เขากลับคว้ามือรวินท์ไว้ได้แน่น
"รวินท์ ฟังผมนะ! มองที่ตาผม! อย่ามองไปที่เงานั่น!" อชิระตะคอกเรียกสติ แววตาของสารวัตรหนุ่มนั้นมุ่งมั่นและหนักแน่นจนรวินท์รู้สึกเหมือนมีที่ยึดเหนี่ยวในพายุที่โหมกระหน่ำ
ในขณะที่ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากับความกดดัน ชายในเงามืดคนนั้นกลับถอยร่นไปอยู่ที่หน้าประตูร้าน เขายกมือขึ้นระดับอก ผสานนิ้วเป็นตราประทับประหลาดที่รวินท์คุ้นเคยดี มันคือตราที่ใช้ 'ผนึกวิญญาณ' ขั้นสูงสุด
"พวกคุณพยายามได้ดีมาก" เสียงของเขาก้องกังวานราวกับมาจากทุกทิศทาง "แต่รวินท์... การที่แกพยายามแทรกแซงแผนการของท่าน มันส่งผลให้แกกลายเป็น 'เครื่องสังเวย' ที่ดีที่สุดในคืนจันทร์ดับนี้"
ทันใดนั้นเอง ผนังร้านหนังสือทั้งสี่ด้านก็เริ่มฉาบด้วยอักขระสีแดงฉาน รวินท์เบิกตากว้างเมื่อพบว่าตราประทับนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำร้ายเขาโดยตรง แต่มันกำลังเปลี่ยนร้านหนังสือแห่งนี้ให้กลายเป็น 'กรงขัง' ที่ปิดตายมิติภายนอกอย่างสมบูรณ์
"ไม่มีใครออกไปได้อีกแล้ว" ชายในเงามืดกล่าวทิ้งท้ายก่อนร่างของเขาจะเลือนหายไปในหมอกควัน "และเมื่อจันทร์ลับขอบฟ้าไป... พวกคุณทั้งคู่จะกลายเป็นเพียงบันทึกหน้าที่ถูกลบเลือนไปตลอดกาล"
เสียงประตูกระแทกปิดลงดังสนั่นพร้อมกับเสียงล็อกที่ดังสะท้อนก้องกังวานในความว่างเปล่า รวินท์และอชิระถูกขังไว้ในร้านหนังสือที่บัดนี้ไร้ซึ่งทางออกสู่โลกภายนอก ทุกหน้ากระดาษในร้านหนังสือเริ่มลอยคว้างกลางอากาศ ราวกับมีพายุคลั่งที่กำลังจะกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า
ทว่า ในขณะที่รวินท์กำลังจะหมดแรง เขาก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่คุ้นเคยจากสร้อยคอที่เขาสวมติดตัวมาตลอดชีวิต... มันกำลังสั่นไหวและเปล่งแสงสีน้ำเงินจางๆ ออกมา มันไม่ใช่พลังของเขา แต่เป็นสิ่งที่ทิ้งไว้จากอดีตที่เขาลืมเลือน
รวินท์ก้มมองสร้อยคอเส้นนั้น ดวงตาของเขาฉายแววตระหนกที่แฝงไปด้วยความจริงบางอย่างที่เพิ่งจะกระจ่าง "อชิระ... เราไม่ได้ถูกขังเพราะความผิดของผม"
เขาเงยหน้าขึ้นมองสารวัตรหนุ่มด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด "แต่ร้านหนังสือแห่งนี้... มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกักขัง 'ใครบางคน' ตั้งแต่แรกแล้ว และคนคนนั้น... ก็คือผมเอง"
นภากระซิบผีหวังว่าทุกท่านจะยังคงอยู่เคียงข้างรวินท์และอชิระในสถานการณ์อันคับขันนี้ด้วยกันนะคะ
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 24
กรงขังมืด
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!