“ถ้าคุณจะดึงผมลงมาในหลุมศพของประวัติศาสตร์เพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว ผมคงต้องขอปฏิเสธ แต่ถ้าสิ่งที่คุณกำลังตามหาคือคำตอบว่าทำไมคนในตระกูลคุณถึงตายด้วยวิธีประหลาดแบบนี้... ผมว่าเราคงต้องเริ่มงานกันเดี๋ยวนี้เลย”
รวินท์เอ่ยเสียงเรียบพลางวางตะเกียงน้ำมันเก่าคร่ำลงบนโต๊ะไม้โอ๊กที่ปกคลุมด้วยฝุ่นหนา กลิ่นอับชื้นและกลิ่นกระดาษโบราณโชยเข้าจมูกจนเขาต้องยกหลังมือขึ้นปิดจมูกเบาๆ เขาไม่ได้หันไปมองอชิระที่ยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือเหล็กสนิมเขรอะอยู่ด้านหลัง ดวงตาของรวินท์จ้องมองเพียงตู้เก็บเอกสารเหล็กที่ถูกโซ่เส้นหนาล็อคเอาไว้ด้วยแม่กุญแจลงอาคม
อชิระแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งและเต็มไปด้วยความขุ่นมัว “ผมเป็นตำรวจ รวินท์ สิ่งที่ผมตามหาคือความยุติธรรม ไม่ใช่คำสาปแช่ง แต่ก็นั่นแหละ... หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในคดีนี้มันพุ่งเป้าไปที่ ‘ความว่างเปล่า’ มาตลอดหกเดือน ซึ่งมันเป็นคำตอบที่ผมรับไม่ได้”
รวินท์ไม่ได้ตอบโต้ เขาหยิบเหรียญเงินเก่าแก่ที่มีรอยบากเป็นสัญลักษณ์อักขระแปลกตาขึ้นมาทาบกับแม่กุญแจ แสงจากตะเกียงวูบไหวราวกับมีลมหายใจของใครบางคนพัดผ่านไปมา ทันทีที่สัมผัส สัญญาณชีพจรเบาๆ ก็ส่งผ่านเนื้อโลหะเข้ามาในปลายนิ้ว ความเย็นเยียบแล่นปราดขึ้นมาถึงสันหลัง เขาขมวดคิ้วแน่น สัมผัสที่หกกำลังร่ำร้องเตือนภัย แต่ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับอดีตของครอบครัวที่ผูกโยงกับสถานที่แห่งนี้มีอำนาจเหนือกว่า
“อย่ามองไปที่มุมมืดนั่น” รวินท์กระซิบเสียงต่ำ “สิ่งที่คุณเห็น... มันไม่ใช่แค่ความมืด แต่มันคือความจำที่ถูกกักขัง”
อชิระขยับตัวเข้าใกล้มากขึ้น เขาหยิบไฟฉายแรงสูงออกมาส่องไปที่ตู้เอกสาร แสงสีขาวนวลเผยให้เห็นรอยจารึกที่เลื้อยพันเหมือนเถาวัลย์บนบานเหล็ก “นี่มันไม่ใช่ระบบจัดเก็บเอกสารทั่วไปของหอสมุดเมือง มันคือ... การผนึกวิญญาณบันทึก”
“ถูกต้อง” รวินท์ออกแรงกระชากโซ่ด้วยจังหวะที่แม่นยำ อักขระบนกุญแจสั่นระริกก่อนจะร่วงหล่นลงพื้นราวกับแก้วที่แตกกระจาย เสียงเหล็กกระทบพื้นดังกังวานไปทั่วโถงใต้ดินที่เงียบสงัด
ทันทีที่บานตู้ถูกแง้มออก ไอเย็นจัดก็พุ่งออกมาปะทะหน้าจนควันขาวพวยพุ่ง สิ่งที่อยู่ในนั้นไม่ใช่แฟ้มคดี หากเป็นม้วนคัมภีร์ที่ทำจากหนังมนุษย์บางๆ และสมุดบันทึกที่หน้ากระดาษกรอบจนแทบสลาย รวินท์หยิบสมุดเล่มหนึ่งขึ้นมา หน้าปกมีตราประทับสีแดงคล้ำที่ดูคล้ายคราบเลือดแห้งกรัง
อชิระก้มลงอ่านตัวอักษรลายมือหวัดๆ ที่เขียนไว้หน้าแรก ดวงตาของเขาเบิกกว้าง “นี่มัน... รายชื่อคนตายในคดี ‘ธูปดับ’ เมื่อสามสิบปีก่อน พ่อของฉันมีชื่ออยู่ในกลุ่มคณะกรรมการตรวจสอบชุดนี้ด้วย”
“อ่านหน้าถัดไปสิ” รวินท์เอ่ยพลางใช้ปลายนิ้วปัดฝุ่นออกเบาๆ “อย่าสนใจแค่รายชื่อ ให้สนใจว่าพวกเขาไปทำอะไรที่ ‘ตลิ่งน้ำเลือด’ ในคืนนั้น”
อชิระกวาดสายตาอ่านเนื้อหาด้วยความรวดเร็ว ความนิ่งขรึมของนายตำรวจหนุ่มเริ่มสั่นคลอน มือของเขาที่ถือไฟฉายสั่นเทาเล็กน้อย “พวกเขาไม่ได้ไปตรวจสอบการทุจริต... พวกเขาไปทำพิธี ‘ถอนราก’ เพื่อส่งวิญญาณบรรพบุรุษที่ถูกลบชื่อออกจากตระกูล แต่มันผิดพลาด”
“ไม่ใช่ว่าพลาดหรอกนะอชิระ” รวินท์เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววโศกเศร้าที่ซ่อนความลับบางอย่างไว้ “คนพวกนั้นถูกหลอกให้มาเป็นเครื่องเซ่นสังเวยตั้งแต่แรก เพื่อสร้าง ‘สมุดบันทึก’ เล่มนี้ขึ้นมาเพื่อเก็บวิญญาณของผู้มีอำนาจไว้ในที่ที่ไม่มีใครเข้าถึง”
บรรยากาศในห้องสมุดใต้ดินเริ่มเปลี่ยนไป กลิ่นธูปหอมฉุนกึกที่ไม่มีที่มาเริ่มอบอวลไปทั่ว ทั้งคู่ต่างชะงัก รวินท์รู้สึกถึงแรงดึงที่ชายเสื้อเหมือนเด็กน้อยที่แอบอยู่หลังชั้นหนังสือ ขณะที่อชิระรู้สึกเหมือนมีสายตาหลายสิบคู่กำลังจับจ้องมาจากเงามืดด้านหลัง
“รวินท์...” อชิระเรียกเสียงแผ่ว “ได้ยินเสียงอะไรไหม?”
เสียงเหมือนกระดาษถูกพลิกเปิดทีละหน้า ดังก้องไปทั่วห้องที่ไม่มีคนอื่นนอกจากพวกเขา เสียงนั้นถี่ขึ้นและเร็วขึ้น จนกระทั่งเสียงกระซิบเบาๆ คำหนึ่งดังขึ้นข้างหูของอชิระ
*“...คืนชีวิต... คืนบันทึก... แล้วเจ้าจะเป็นคนถัดไป...”*
อชิระหันขวับไปด้านหลังทันที ไฟฉายในมือหมุนวนไปทั่วห้องจนเห็นเงาร่างตะคุ่มที่ยืนนิ่งอยู่หน้าตู้หนังสือแถวในสุด ร่างนั้นค่อยๆ ก้าวออกมา เผยให้เห็นใบหน้าที่ไร้ดวงตาและมีควันธูปพุ่งออกมาจากปากและจมูก รวินท์นิ่งค้างไป เขาจำร่างนั้นได้... มันคือลุงของเขาที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
ร่างนั้นยื่นมือที่แห้งกรังเหมือนกิ่งไม้มาทางสมุดบันทึกในมือรวินท์ พลางกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “อย่า... อ่าน... ความลับที่ถูกปิดผนึก... จะไม่มีวันตาย... ถ้าเจ้าไม่ยอมจำนน”
รวินท์กำสมุดในมือแน่นจนปกยับย่น เขาหันไปมองอชิระที่ชักปืนออกมาโดยสัญชาตญาณ แต่รวินท์กลับวางมือลงบนกระบอกปืนของเพื่อนอย่างแผ่วเบา ส่ายหัวช้าๆ ก่อนจะเผชิญหน้ากับร่างวิญญาณนั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจในความทุกข์ทน
“คุณไม่ได้มาเพื่อขัดขวางใช่ไหม... คุณมาเพื่อขอให้เราช่วยทำลายมัน” รวินท์ถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ท่ามกลางความกดดันที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น
ร่างนั้นไม่ตอบ แต่กลับชี้ไปที่พื้นหินตรงกลางห้อง ซึ่งมีลวดลายวงเวทย์ขนาดใหญ่ที่กำลังส่องแสงสีดำสนิทและเริ่มปริแยกออก รวินท์ก้มมองรอยแตกนั้นด้วยความตกใจ เมื่อเห็นมือมนุษย์นับสิบข้างกำลังผุดขึ้นมาจากรอยแยกใต้พื้นหิน พยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาสู่โลกเบื้องบน
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความหลอนและปมปริศนาไปกับนภากระซิบผีนะคะ
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 18
ห้องสมุดใต้ดิน
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!