กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมราคาแพงระยับลอยวนอวลอยู่เบื้องพระพักตร์ ทว่ากลับไม่สามารถขับไล่ไอความหนาวเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากพระเนตรคู่คมกริบของโอรส heaven ได้เลยแม้แต่น้อย
"พี่รองทรงคิดว่า... ข้าควรไว้ใจพยัคฆ์ประจิมผู้นี้ถึงเพียงไหนกัน?"
พระสุรเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ทว่าทุกคำที่หลุดออกมากลับหนักหน่วงราวนำภูเขามา
จ้าวเฟยหรงคุกเข่าลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ แผ่นหลังกว้างเหยียดตรงอย่างสง่างาม อาภรณ์ปักดิ้นทองรูปมังกรห้าเล็บสะท้อนแสงตะเกียงสำริดวับวาม เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบพระเนตร เพราะรู้ดีว่าในยามที่ฮ่องเต้ผู้พี่ทรงใช้น้ำเสียงเช่นนี้ นั่นหมายถึงความระแวงสงสัยได้หยั่งรากลึกลงไปในพระHearthเสียแล้ว
"กระหม่อมมีหน้าที่ปกป้องบัลลังก์และแผ่นดิน ความจงรักภักดีของกระหม่อม... ประจักษ์แก่ฟ้าดินและดวงวิญญาณบรรพบุรุษพะยะค่ะ"
คำตอบของท่านอ๋องเยือกเย็นและมั่นคงดั่งศิลา ทว่าในหูของฮ่องเต้ มันกลับฟังดูคล้ายการท้าทายอำนาจที่ไร้ซึ่งรอยต่อ
"หึ... ประจักษ์แก่ฟ้าดินงั้นหรือ?" ฮ่องเต้ทรงแค่นพระSaranในลำพระโอษฐ์ ร่างในชุดมังกรโน้มพระองค์มาข้างหน้าเล็กน้อย สายพระเนตรเต็มไปด้วยความหวาดระแวงที่สะสมมานานนับปี "แต่ข้ากลับได้ยินมาว่า... ในจวนของเจ้า ยามนี้มีสตรีแปลกประหลาดนางหนึ่ง นางสามารถรักษาโรคประหลาดที่หมอหลวงต่างจนปัญญาได้ชั่วข้ามคืน อีกทั้งยังมี 'ของวิเศษ' ที่คล้ายคลึงกับอารยธรรมแปลกปลอมจากดินแดนอันไกลโพ้น... เจ้ากำลังซ่อนอะไรไว้กันแน่, เฟยหรง?"
ชื่อของหลินซูเหอาถูกดึงเข้ามาพัวพันในเกมการเมืองระดับสูงแล้ว ส
ในขณะเดียวกัน ณ เรือนรับรองด้านหลังจวนอ๋อง หลินซูเหอากำลังเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวายใจ ส้นรองเท้าผ้าปักลายดอกเหมยกระทบพื้นไม้ดัง 'ก๊อก แก๊ก' เป็นจังหวะที่สะท้อนถึงความร้อนรุ่มในอก มือเรียวบางที่เคยถือมีดผ่าตัดช่วยชีวิตคนมานับไม่ถ้วน ยามนี้กลับกำลังกำพัดไม้อยู่แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
"นานเกินไปแล้ว..." นางพึมพำกับตัวเอง ใบหน้างามล้ำยามนี้ขมวดมุ่นจนแทบจะเป็นปม "นี่ก็ผ่านไปสองชั่วยามแล้ว ตั้งแต่ขันทีหลวงมารับตัวเขาเข้าวัง... ฮ่องเต้ผู้ตระหนี่ถี่เหนียวและหวาดระแวงคนนั้น จะไม่ทรงเล่นตลกอะไรพิเรนทร์ๆ อีกหรอกนะ"
แม้ในยุคศตวรรษที่ 20 นางจะเป็นถึงศัลยแพทย์มือหนึ่งที่ผ่านเคสวิกฤตมาโชกโชน แต่เกมการเมืองในราชสำนักจีนโบราณที่มีชีวิตของคนรักเป็นเดิมพันนั้น เป็นสิ่งที่เกินกว่าความรู้ทางการแพทย์จะเยียวยาได้ การเฉือนคมด้วยวาจาและเล่ห์กล ย่อมอันตรายยิ่งกว่าการผ่าตัดเปิดช่องท้องโดยไม่มีเครื่องมือ
"คุณหนูเจ้าคะ! บ่าว... บ่าวได้ยินข่าวลือมาจากในตลาดแล้วเจ้าคะ!"
เสี่ยวหลัน สาวใช้คนสนิทวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง
ลมหายใจหอบกระชั้นจนตัวโยน นางทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความตกใจกลัว "เขาว่ากันว่า... ว่าฝ่าบาททรงพิโรธท่านอ๋องอย่างหนักเรื่องกองกำลังทหารชายแดน และ... และมีรับสั่งให้ท่านอ๋องดื่ม..."
"ดื่มอะไร! พูดให้มันเคลียร์ๆ หน่อยสิเสี่ยวหลัน!" ซูเหอาตวาดเสียงกร้าว ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยความโกรธ
"ดื่ม... จอกสุราพระราชทานเจ้าค่ะ!"
หัวใจของหลินซูเหคาราวกับถูกกระชากลงไปถึงตาตุ่ม สุราพระราชทาน... ในราชสำนักนี้ มีความหมายเดียวเท่านั้นคือ 'ความตาย'!
นางสูดหายใจเข้าลึกๆ สมองที่เคยปราดเปรื่องในยุค 80 หมุนติ้วด้วยความเร็วสูง สติปัญญาและการคำนวณความเสี่ยงถูกงัดออกมาใช้จนถึงขีดสุด ในเมื่อกฎหมายของที่นี่คือกำลังและอำนาจเด็ดขาดของฮ่องเต้ ถ้านางทำตัวเป็นสตรีอ่อนแอในห้องหอ มีหวังคงได้จัดงานศพพร้อมกันทั้งจวนแน่!
"เตรียมรถม้า..." ซูเหาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แววตาอ่อนหวานเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบคมดุจใบมีดผ่าตัด "แล้วหยิบ 'กระเป๋าเครื่องมือแพทย์ฉุกเฉิน' ใบนั้นมาด้วย... วันนี้ต่อให้ต้องล้มล้างกฎมณเฑียรบาล ข้าก็จะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องเส้นผมของจ้าวเฟยหรงแม้แต่เส้นเดียว!"
รถม้าคันหรูพุ่งทะยานผ่านท้องถนนยามค่ำคืนอย่างบ้าคลั่ง มุ่งตรงสู่ประตูวังหลวงที่ปิดสนิท ท่ามกลางสายฝนปรอยที่เริ่มโปรยปรายลงมา
ณ ท้องพระโรงใหญ่ แสงจากคบเพลิงส่องสว่างวับวับแวมแวม จ้าวเฟยหรงยังคงคุกเข่ายืดกายตรง เบื้องหน้าของเขาคือขันทีชราผู้ถือถาดทองคำ บนนั้นมีจอกสุราสีนิลที่ส่งกลิ่นหอมหวานเย้ายวน แต่กลับซ่อนพิษร้ายแรงถึงชีวิตที่ต่อให้เป็นเซียนก็ยากจะเยียวยา
"ดื่มมันเสีย... เพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน และเพื่อความบริสุทธิ์ใจของตัวเจ้าเอง, เฟยหรง" ฮ่องเต้ตรัสด้วยพระสุรเสียงเยียบเย็น
จ้าวเฟยหรงหลับตาลงช้าๆ มุมปากหยักลึกยกยิ้มหยันให้กับโชคชะตา มือหนากำลังจะเอื้อมไปหยิบจอกสุรารสชาติมรณะนั้นขึ้นมาจรดริมฝีปาก เพื่อปกป้องคนคนเดียวที่เขาไม่อาจสูญเสียไปได้ในชาตินี้
*ปัง!*
เสียงประตูบานใหญ่ของท้องพระโรงถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามือของสตรี นางหนึ่ง กลิ่นอายความเย่อหยิ่งและเด็ดเดี่ยวแผ่ซ่านไปทั่วห้องโถง
"ช้าก่อนเพคะ! ฝ่าบาท!"
ร่างระหงในชุดอาภรณ์ปักลายหงส์สีเพลิงก้าวเข้ามาด้วยฝ่ากระชั้นชิด ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าขันทีและราชองครักษ์ หลินซูเหอาเดินตรงดิ่งเข้าไปขวางกลางระหว่างท่านอ๋องกับจอกสุราพิษ นางใช้ร่างบอบบางบังบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ไว้เบื้องหลัง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของฮ่องเต้ตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน
"บังอาจ! สตรีไร้สติจากไหนกล้าบุกรุกท้องพระโรงยามวิกาล!" ขันทีเฒ่าร้องลั่นด้วยความตกใจ
ซูเหหายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและท้าทายแบบฉบับแพทย์หญิงยุคใหม่ นางยื่นมือออกไปคว้าจอกสุราพิษในถาดทองคำขึ้นมาถือไว้เองอย่างอุกอาจ ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกใจของจ้าวเฟยหรงที่พยายามจะคว้าแขนนา
"หม่อมฉัน หลินซูเหอา ทราบดีว่าโทษของการบุกรุกท้องพระโรงคือประหารชีวิต..." นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส กวาดสายตามองพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของฮ่องเต้ "แต่ก่อนที่ฝ่าบาทจะทรงให้ท่านอ๋องดื่มสุราแก้วนี้... หม่อมฉันมี 'ผลวินิจฉัยทางการแพทย์' ชนิดหนึ่ง ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า... โรคประหลาดที่กำลังกัดกินพระวรกายของพระองค์ในยามนี้ แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากคำสาปสวรรค์... แต่มันมาจาก 'คนสนิท' ที่นั่งอยู่ข้างบัลลังก์นี้ต่างหาก!"
สิ้นคำพูดนั้น ท้องพระโรงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า จ้าวเฟยหรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาคมกริบมองแผ่นหลังบางของสตรีที่ยืนหยัดปกป้องเขาด้วยหัวใจที่กระหน่ำเต้นระรัว ขณะที่ฮ่องเต้ทรงผุดลุกขึ้นจากพระแท่นด้วยความตกพระทัยจนพระพักตร์ซีดเผือด
ส้มหวานมิติลับ ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ
ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 27
ปมการเมืองที่ขมวดแน่น
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!