กลิ่นกำยานป่าเจือจางในความเงียบงัน ยามที่ปลายเรียวเล็บเคลือบด้วยยาทาเล็บสีแดงชาดของหลินซูเหยา บรรจงกรีดผ่านกระดาษสาโบราณแผ่นนั้นอย่างระมัดระวัง แสงเทียนสีส้มสั่นไหววับแวมสาดส่องลงบนเส้นหมึกจีนที่วาดลวดลายเป็นค่ายกลและเส้นทางลับของกองกำลังนอกด่าน แผนที่ฉบับนี้ไม่ได้ถูกซ่อนไว้ในห้องหนังสือราชสำนัก หรือในหีบสมบัติของผู้ตรวจการแผ่นดิน หากแต่มันถูกซุกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนอยู่ใต้ฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมองค์ใหญ่ ภายในวัดป่ารกร้างนอกเมืองหลวง—สถานที่ซึ่งผู้คนต่างคิดว่ามีเพียงความสงบและกลิ่นอายธูปเทียน ไร้ซึ่งกลิ่นคาวเลือดแห่งอำนาจ
"ช่างเป็นวิธีซ่อนที่ยอกย้อนยิ่งนัก"
หลินซูเหยาพึมพำเบาๆ ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยด้วยความเย้ยหยัน ดวงตากลมโตฉายแวววับโรจน์ดั่งประกายไฟในความมืด นางในฐานะอดีตศัลยแพทย์ผู้เคยผ่านการผ่าตัดนับร้อยเคสในห้องฉุกเฉิน ย่อมคุ้นเคยกับการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นเนื้อเยื่ออันซับซ้อน และในตอนนี้ แผ่นดินต้าเหลียงเบื้องหน้าเธอก็ไม่ต่างอะไรจากร่างของผู้ป่วยโคม่าที่กำลังถูกเชือดเฉือนด้วยคมมีดแห่งการกบฏ
"ซูเหยา... ถอยออกมา"
เสียงทุ้มต่ำกังวานดั่งหินผาของจ้าวเฟยหรงดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง น้ำเสียงของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นเจือไปด้วยความร้อนรนที่เขาพยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในทันที มือหนาคว้าข้อแขนเรียวของนางไว้แน่น ราวกับต้องการดึงรั้งนางออกจากภัยมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"ท่านอ๋องทรงรีบร้อนเกินไปแล้วเพคะ" ซูเหยาไม่สะทกสะท้าน นางเอี้ยวตัวกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดิน ดวงตาสุกใสช้อนขึ้นมองสบกับดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ร้ายที่กำลังฉายแววกังวล "หม่อมฉันเพียงแต่กำลังตรวจสอบว่า 'ยา' ขนานนี้ จะรักษาแผ่นดิน หรือจะทำให้มันพินิจวายวอดเร็วยิ่งขึ้นกันแน่"
จ้าวเฟยหรงกวาดสายตาคมกลาตันมองแผนที่บนโต๊ะไม้เก่าๆ แววตาของแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมาโชกโชนหรี่แคบลงทันทีที่เห็นตราประทับลับบนมุมกระดาษ—ตราประทับของค่ายทหารประจำการชายแดนทิศประจิม ที่ควรจะอยู่ภายใต้การควบคุมของแม่ทัพใหญ่ผู้จงรักภักดี ทว่าบัดนี้ มันกลับปรากฏอยู่บนแผนที่ระดมพลเพื่อเตรียมปิดล้อมประตูเมืองหลวงในคืนพระจันทร์เต็มดวง
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงเปลวเทียนปะทุและเสียงลมหายใจที่ผสานกันอย่างตึงเครียด เคมีระหว่างคนทั้งสองพวยพุ่งขึ้นกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก จ้าวเฟยหรงไม่เคยเกรงกลัวคมดาบใดในใต้หล้า แต่ความคิดที่จะสูญเสียสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า กลับทำให้หัวใจของบุรุษผู้เย็นชาดุจน้ำแข็งผู้นี้สั่นคลอนอย่างรุนแรง
"เจ้าก็รู้ว่าการเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้มันอันตรายเพียงใด" จ้าวเฟยหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า มือหนายื่นออกไปประคองแก้มเนียนนุ่มของนางอย่างทะนุถนอม สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขาตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความเย็นเยียบของสถานการณ์รอบตัว "เป้าหมายของพวกมันไม่ใช่แค่ราชบัลลังก์ แต่คือการกวาดล้างทุกคนที่รู้ความจริง... รวมถึงเจ้าด้วย ซูเหยา"
หลินซูเหยาเบือนหน้าหนีเล็กน้อย นางมิใช่สตรีอ่อนแอที่จะยอมจำนนต่อคำขู่หรือความห่วงใยอันล้นพ้นนี้ มือเรียวดึงกระดาษแผนที่ขึ้นมาพับเก็บอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรงๆ ด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน
"ถ้าหม่อมฉันเลือกที่จะหนีไปใช้ชีวิตสุขสบายในยุค 80 ของหม่อมฉันตามลำพัง ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่คงจะเหงาแย่เลยไม่ใช่หรือเพคะ?" นางเอ่ยเย้าแหย่ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แม้ในใจจะรู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้คับขันเพียงใด "อีกอย่าง... คนอย่างหลินซูเหยาไม่เคยยอมให้ใครมาลอบกัดข้างหลังโดยไม่เอาคืนเป็นร้อยเท่าหรอกนะคะ"
จ้าวเฟยหรงถอนหายใจยาวออกมาด้วยความจนใจ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากหยักลึกของบุรุษผู้ไม่เคยยิ้มให้ผู้ใด นอกเสียจากสตรีตัวแสบผู้นี้ "เจ้ามัน... ดื้อรั้นเสียจริง" เขาเอ่ยเสียงนุ่ม ก่อนจะรวบเอวบางเข้ามาประชิดแนบอกอย่างไร้ช่องว่าง "ไม่ว่าภายใต้บัลลังก์นั้นจะมีความลับดำมืดเพียงใด หรือมีเงาหัวของใครที่ต้องหลุดร่วง... เปิ่นหวางก็จะกาง
กั้นแผ่นฟ้าและผืนดินนี้ไว้ให้เจ้าเหยียบย่างอย่างปลอดภัยเอง"
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความมั่นคงและลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบและรวดเร็วด้านนอกวัดป่า ก็ทำลายความเงียบสงบนั้นลงในพริบตา!
*ก๊อบ... แก๊บ... ก๊อบ...*
เสียงเกือกม้าและเสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนก้องมาจากลานวัดร้างเบื้องหน้า เงาดำนับสิบทอดทาบผ่านหน้าต่างกระดาษสาเข้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกลิ่นอายคาวเลือดและจิตสังหารที่แผ่ซ่านเข้ามาในอากาศอย่างชัดเจน
จ้าวเฟยหรงตวัดสายตาดุดลานไปยังประตูกรามขบเข้าหากันแน่น มือหนาปลดกระบี่ประจำกายออกจากฝักในพริบตาเดียว
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดไว้..." จ้าวเฟยหรงกระซิบเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบกวาดมองทางหนีทีไล่ "ซูเหยา อยู่ข้างหลังเปิ่นหวาง!"
ทว่า ก่อนที่พวกเขาจะได้ขยับตัว เสียงหัวเราะแหบพร่าอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นจากด้านนอก ประตูไม้เก่าแก่ของวิหารพังครืนลงมาด้วยพลังภายในอันกล้ารุกราน และร่างในชุดคลุมสีเทาเข้มของผู้มาเยือนก็ก้าวเท้าเหยียบธรณีประตูเข้ามา พร้อมกับวัตถุบางอย่างที่ถูกโยนกลิ้งมาหยุดแทบเท้าของหลินซูเหยา—
มันคือศีรษะขององครักษ์คนสนิท ที่เพิ่งถูกส่งให้ออกไปลาดตระเวนด้านนอกเมื่อครู่!
ส้มหวานมิติลับ ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ
ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 28
ความลับใต้ฐานบัลลังก์
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!