คราบเลือดสีคล้ำบนปลายมีดผ่าตัดเหล็กกล้าไร้สนิมนั้น ไม่ได้มาจากสนามรบอันโสมمในยุคปัจจุบัน หากแต่หยดลงบนพื้นหินอ่อนขัดเงาของตำหนักบูรพาแห่งแคว้นต้าจ้าว
หลินซูเหยาใช้ปลายนิ้วเรียวงามกดลงบนเส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคอขององครักษ์เงาผู้หนึ่ง ลมหายใจของอีกฝ่ายแผ่วเบาราวกับผีเสื้อใกล้หมดอายุขัย ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาคมกริบราวเหยี่ยวของบุรุษผู้ยืนกอดอกอยู่มุมมืด กลับไม่ใช่ความเป็นความตายของบ่าวไพร่ผู้นั้น หากแต่เป็นวิธีที่สตรีในชุดอาภรณ์ประหลาด—อาภรณ์ที่ตัดเย็บด้วยเส้นใยสังเคราะห์เรียบตึงไร้รอยต่อ ไม่มีลวดลายปักดิ้นทองใดๆ ทว่ากลับคล่องแคล่วและเต็มไปด้วยกลไกพิสดาร—กำลังใช้เส้นด้ายประหลาดเย็บปิดปากแผลฉกรรจ์ด้วยฝีเข็มที่รวดเร็วและเป็นระเบียบราวกับลวดลายบนปีกแมลงปอ
"เจ้ากำลังทำสิ่งใด"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นนั้นเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดู จ้าวเฟยหรงก้าวเท้าช้าๆ ออกมาจากเงาสลัวของเสาไม้จันทน์หอม รัศมีกดดันจากผู้บัญชาการกองทัพพยัคฆ์ทมิฬแผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวคล้ายจะหนักอึ้งลงไปหลายส่วน ทว่าหลินซูเหยาไม่มีทีท่าสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางเพียงปรายหางตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะตวัดปมด้ายสุดท้ายด้วยฟันขาวสะอาด แล้วจึงใช้คีมเหล็กขนาดเล็กคีบก้อนเลือดชิ้นสุดท้ายทิ้งลงในชามกระเบื้องเคลือบ
"ถ้าหม่อมฉันไม่เย็บแผลให้เขา ตอนนี้ท่านก็คงเสียมือดีไปอีกคนเพคะ... ท่านอ๋อง" นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ปราศจากความยำเกรงเช่นสตรีในห้องหอทั่วไป ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองบุรุษตรงหน้าอย่างประเมินสถานการณ์ ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีนิลปักลายมฆาคมคำรามนั้นสง่างามจนน่าลอบถอนหายใจ ทว่าความดุดดันในแววตาของเขากลับคมกริบยิ่งกว่าคมดาบที่เหน็บอยู่ข้างเอว
จ้าวเฟยหรงหรี่ตาลงเล็กน้อย สมองของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อยสนามกำลังประมวลผล สตรีผู้นี้ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าท่ามกลางพายุฝนเมื่อสามวันก่อน อ้างตัวว่าเป็นหมอจากดินแดนอันไกลโพ้นที่ชื่อว่า 'ยุค 80' นางไม่รู้จักพิธีรีตอง ไม่เกรงกลัวราชอาญา และที่สำคัญที่สุด... วาจาที่นางใช้มักมีคำแปลกประหลาดหลุดออกมาเสมอ เช่นเดียวกับเครื่องมือแพทย์ประหลาดที่ทำจากโลหะไม่เป็นสนิมเหล่านี้ ซึ่งต่อให้ค้นทั่วทั้งแผ่นดินต้าจ้าว ก็ไม่มีช่างฝีมือคนใดสามารถตีเหล็กให้บางและคมกริบถึงเพียงนี้ได้
"เจ้ามิใช่หมอหลวง และไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์ของเมืองหลวง" จ้าวเฟยหรงก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษเพศอันตรายอบอวลอยู่รอบตัวจนซูเหยาต้องขยับถอยหลังโดยสัญชาตญาณ "แต่เจ้ากลับรู้ว่าเส้นเลือดใหญ่ของมนุษย์อยู่ตรงจุดใด และใช้วิธีการประหลาดรักษาคนโดยไม่ใช้สมุนไพร... เจ้าเป็นใครกันแน่ สายลับจากแคว้นใดส่งมา?"
ซูเหยาแค่นหัวเราะในลำคอ นางโยนสำลีชุ่มแอลกอฮอล์ลงในถาดเสียงดัง *กริ๊ง* ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว
"ถ้าหม่อมฉันเป็นสายลับ ป่านนี้คอขององครักษ์ผู้นี้คงขาดสะบั้นไปตั้งแต่แผลแรกแล้วเพคะ ไม่มานั่งเย็บแผลให้เสียเวลาหรอก... อีกอย่าง สมุนไพรต้มหม้อใหญ่รสชาติขมปี๋ของพวกท่านน่ะ มันรักษาอาการเสียเลือดมากไม่ได้ทันท่วงทีหรอกนะเพคะ ถ้าอยากให้คนของท่านรอด ก็ควรหัดเรียนรู้การแพทย์แผนปัจจุบันเสียบ้าง ท่านอ๋องผู้ปรีชา"
คำพูดประชดประชันและรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจนั้น ทำให้จ้าวเฟยหรงถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ ในแผ่นดินนี้ มีสตรีหน้าไหนกล้าต่อปากต่อคำกับเขาเช่นนี้บ้าง? หากเป็นนางสนมหรือคุณหนูตระกูลใหญ่ คงคุกเข่าตัวสั่นงันท่ามกลางความหวาดกลัวไปนานแล้ว แต่นาง... กลับเชิดหน้าขึ้นท้าทาย ราวกับนางคือผู้กุมความลับทั้งหมดของโลกใบนี้นเสียเอง
บรรยากาศภายในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอขององครักษ์บนเตียงที่อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมของจ้าวเฟยหรงกวาดสำรวจตั้งแต่เส้นผมหยักศกเล็กน้อยที่ถูกรวบไว้ลวกๆ ไปจนถึงปลายนิ้วเรียวที่กำลังเช็ดคราบเลือดออกจากมือ ความสงสัยในตัวสตรีผู้นี้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเท่าตัว นางมีความลับ... ความลับที่ล้ำค่าและอาจพลิกผันเกมการเมืองทั้งหมดในราชสำนักได้
"ปากคอเราะร้ายนัก" จ้าวเฟยหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว ทว่าแววตายังคงซ่อนประกายบางอย่างไว้ "แต่ฝีมือไม่เลว... เจ้าบอกว่ามาจากยุค 80 งั้นหรือ? ยุคนั้นมีสิ่งใดที่ดีกว่าต้าจ้าวของข้ากัน?"
ซูเหยาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น แววตาที่เคยแข็งกร้าวไหววูบลงชั่วพริบตา ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่แฝงความเหนื่อยล้าเอาไว้ลึกซึ้ง
"ที่นั่น... ไม่มีฮ่องเต้ ไม่มีราชสำนักที่คอยชิงอำนาจกันจนเลือดนองแผ่นดิน ไม่มีใครต้องกังวลว่าตื่นมาแล้วจะถูกวางยาพิษในถ้วยชา..." ซูเหยาหันมาสบตาเขา ตรงๆ "และที่สำคัญ... ที่นั่นมีสิ่งที่เรียกว่า 'อิสรภาพ' ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่าน ไม่มีวันเข้าใจหรอกเพคะ"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของจ้าวเฟยหรง บุรุษผู้แบกรับชะตากรรมของกองทัพและบัลลังก์อันเปื้อนเลือดมาทั้งชีวิต ไม่เคยมีใครกล้าพูดจาเปิดเผยความจริงอันโหดร้ายนี้ต่อหน้าเขาเช่นนี้มาก่อน ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้นในอก—ความอยากรู้อยากเห็น ความลุ่มหลง และความปรารถนาที่จะทำลายกำแพงป้องกันตัวอันแข็งแกร่งของสตรีผู้นี้ให้พังทลายลง
ทว่า ในขณะที่จ้าวเฟยหรงกำลังจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาเพื่อทลายความเงียบ เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประติตำหนัก ตามมาด้วยเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของขันทีประจำพระองค์
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! ราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ท่านนำกำลังพลสามหมื่นนายมุ่งหน้าสู่ชายแดนทางใต้ทันทีอย่างไร้เงื่อนไข!"
จ้าวเฟยหรงขมวดคิ้วมุ่นทันที แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็งในพริบตา เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำสั่งราชการปกติ หากแต่เป็น 'กับดัก' ที่เสด็จพี่และขุนนางฝ่ายตรงข้ามร่วมมือกันวางไว้เพื่อตัดกำลังเขา
ทว่า ในจังหวะที่จ้าวเฟยหรงกำลังจะหันไปสั่งการองครักษ์ ซูเหยาที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ กลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าทรงพลังจนทำให้เขาต้องชะงัก
"อย่าเพิ่งไปเพคะ... หากท่านยกพลไปตอนนี้ เท่ากับเดินเข้าสู่ปากเสือ" ซูเหนย่าก้าวเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนแผนที่หนังแกะบนโต๊ะอย่างแม่นยำ "เพราะเส้นทางเสบียงทางใต้ถูกตัดขาดไปตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว... และคนที่จะบอกเรื่องนี้แก่ท่านได้ มีเพียงหม่อมฉันคนนี้เท่านั้น"
จ้าวเฟยหรงหันขวับมามองนางทันที ดวงตาคมปลาบจับจ้องดวงหน้าหวานล้ำแต่เด็ดเดี่ยวของสตรีตรงหน้า หัวใจของแม่ทัพผู้เยือกเย็นกระตุกวูบอย่างรุนแรง เมื่อตระหนักได้ว่า... สตรีจากยุคประหลาดผู้นี้ ไม่เพียงแต่รักษาคนได้ ทว่านางยังมองเห็นหมากทุกกระดานในราชสำนักทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่ากุนซือมือหนึ่งเสียอีก!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านความระทึกใจไปกับ "ส้มหวานมิติลับ" ในตอนนี้นะคะ
ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 9
ความลับที่ท่านอ๋องเริ่มสนใจ
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!