เสียงกระดาษเนื้อดีฉีกขาดออกจากกัน เป็นสุ้มเสียงที่บาดลึกและเยียบเย็นยิ่งกว่าคมดาบซัดส่ายในคืนเหมันต์
จ้าวเฟยหรงชะงักฝาน้ำหมึกในแท่นหยกขาว ปลายพู่กันกันขนหมาป่าชั้นดีในมือสั่นไหวไปชั่วเสี้ยวลมหายใจ ร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์ทะยานเมฆยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิม ทว่าดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีกลับหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นด้าย มองกระดาษแผ่นบางที่วางอยู่บนโต๊ะทรงอักษร
นั่นไม่ใช่ฎีกาลับจากชายแดนเหนือ... มิใช่รายชื่อขุนนางกังฉินที่สมคบคิดกับแคว้นหลี่... และมิใช่พระราชโองการจากพระเนตรพระหัตถ์ของโอรสสวรรค์
แต่มันคือ "หนังสือหย่า"
ตัวอักษรจีนตัวบรรจงที่เขียนด้วยหมึกดำสนิท ช่างเรียบร้อยงดงามและเด็ดเดี่ยวราวกับเจ้าตัวลงมือจรดปลายพู่กันด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน ทุกตัวอักษรกรีดแทงลงบนใจกลางความรู้สึกของแม่ทัพผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในสงครามใด ทว่ากลับต้องมาเพลี่ยงพล้ำให้กับสตรีตัวเล็กๆ ผู้มาจากดินแดนอันไกลโพ้น—ยุคสมัยที่เขาไม่แม้แต่จะจินตนาการถึง
*“ข้าพเจ้า... หลินซูเหยา ขอประกาศตัดขาดสัญญาสสมรสและพันธะทางกฎหมายทุกประการกับท่านอ๋องจ้าวเฟยหรง นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ต่างคนต่างเดิน ทางใครทางมัน ขอให้ท่านจงเป็นอิสระและไปเติบโตในแบบของท่านเถอะค่ะ”*
ประโยคสุดท้ายนั่นปะไร... ช่างแปลกประหลาดและระคายหูระคายใจยิ่งนัก คำว่า *'ค่ะ'* หรือสำนวนโวหารแปลกๆ ที่นางชอบหลุดปากออกมาเวลาโกรธเคือง ตอนนี้มันถูกบันทึกไว้บนกระดาษหย่าอย่างเป็นทางการเสียแล้ว!
“ท่านอ๋อง...”
เสียงทุ้มต่ำขององครักษ์เงาเฟิงอี้ดังขึ้นอย่างระมัดระวังจากเบื้องล่างขั้นบันไดหยก เขารู้ดีว่าเวลานี้บรรยากาศรอบกายผู้เป็นนายหนาวเหน็บปานใด รังสีอำมหิตแผ่ซ่านจนเปลวไฟในตะเกียงสำริดไหววับเกือบดับมอด “ราชองครักษ์ฝ่ายในเพิ่งนำสาส์นนี้มาส่งจากเรือนรับรองของพระชายา นาง... นางไม่ได้อยู่ในเรือนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเฟยหรงยังคงไม่ขยับเขยื้อน ราวกับรูปปั้นสลักจากหินผาพันปีที่ถูกสาปให้หยุดเวลา นัยน์ตาคมกริบทอดมองกระดาษแผ่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลิ่นอายจางๆ ของสมุนไพรและกลิ่นกายสะอาดบริสุทธิ์ที่เคยติดอยู่ปลายจมูกยามนางเข้ามาป่วนเปี้ยนใกล้ชิด... บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าอันหนתเหน็บ
นางกล้าดียังไง?
หลินซูเหยา... เจ้ากล้าดียังไงถึงกล้าทิ้งสามีที่เป็นถึงท่านอ๋องผู้กุมกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ? กล้าดียังไงถึงกล้าฉีกหน้าเขาด้วยการส่งหนังสือหย่ามาก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากไล่นางเสียด้วยซ้ำ!
ในหัวของจ้าวเฟยหรงย้อนนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อน นางสตรีประหลาดผู้นี้ใช้เข็มเงินเพียงไม่กี่เล่มรักษาอาการพิษเรื้อรังในวรยุทธ์ของเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์ นางต่อปากต่อคำกับบรรดาพระชายาและสนเอกในวังหลังด้วยวาจาคมคายที่เชือดเฉือนโดยไม่ต้องใช้กำลัง นางถือวิสาสะปรับปรุงห้องครัวในจวนอ๋องให้กลายเป็นโรงงานย่อมๆ สำหรับทำสิ่งที่นางเรียกว่า 'สบู่' และ 'ยาสมานแผล' แถมยังเคยตบหน้าองค์ชายรองกลางงานเลี้ยงด้วยข้อหาคุกคามทางเพศ—ซึ่งเป็นคำศัพท์แปลกประหลาดที่นางบัญญัติขึ้นเอง
ทุกๆ กิริยาอาการ ทุกๆ รอยยิ้มเย้ยหยัน และแววตาที่ฉายประกายความฉลาดเฉลียวดั่งปีศาจจิ้งจอกจำแลง... ฝังรากลึกอยู่ในใจของเขาอย่างไม่รู้ตัว
แล้ววันนี้ นางกลับทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้ พร้อมกับแผนการหลบหนีที่ถูกเตรียมการมาอย่างแนบเนียน?
“นางไปทางไหน” เสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าและเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลก จนเฟิงอี้ต้องก้มหน้าต่ำลงด้วยความหวาดหวั่น
“เรียนท่านออง... พระชายา... เอ่อ แม่นางหลิน นางปลอมตัวเป็นพ่อค้าเร่ร่วมขบวนสินค้าของกองคาราวานตระกูลสวี มุ่งหน้าทิศประจิมสู่ชายแดนแคว้นโยวพ่ะย่ะค่ะ สายรายงานว่า นางว่าจ้างมือสังหารระดับท็อปของยุทธภพมาคุ้มกันถึงสองคน เพื่อป้องกันการติดตามจากคนของเราด้วย”
จ้าวเฟยหรงแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความน่ากลัวระลอกใหญ่ที่แผ่กระจายออกรอบตัว
มือหนาขยำกระดาษแผ่นนั้นยับยู่ยี่คามือ ก่อนจะโยนมันลงบนพื้นอย่างไร้เยื่อใย
“คิดว่าหนีพ้นงั้นหรือ... หลินซูเหยา เจ้าช่างประเมินความอดทนของสามีคนนี้ต่ำเกินไปเสียแล้ว”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์ปักดิ้นทองสะท้อนแสงไฟวับวาว ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นนักรบผู้ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน ดวงเนตรคมกริบเปล่งประกายความดุดันและคลั่ง
ในโลกยุคโบราณที่สตรีต้องยอมสยบแทบเท้าบุรุษ นางกลับอาจหาญเลือกเส้นทางที่จะเดินจากไปตามใจปรารถนา นางคิดว่าโลกยุค 80 ของนางน่าอยู่กว่ายุคนี้งั้นหรือ? หรือนางคิดว่าการข้ามมิติเวลาจะช่วยให้พ้นเงื้อมมือของพยัคฆ์ร้ายตัวนี้ได้?
ฝันไปเถอะ!
“เตรียมม้าพยัคฆ์นิลกาฬ...” จ้าวเฟยหรงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เด็ดเดี่ยว และดุดัน “ส่งสัญญาณเรียกหน่วยเงาทมิฬยี่สิบคนตามติดขบวนคาราวานนั้นทันที อย่าให้พระชายาของเปิ่นหวาง(本王 - ฉัน/เรา ในสรรพนามท่านอ๋อง)มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย... แต่ถ้าหากนางดื้อดึงจะหนีอีกครั้ง...”
มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ทำให้องครักษ์เงาถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
“...ก็มัดตัวนางแบกกลับมาเข้าห้องหอเสียใหม่ให้รู้แล้วรู้รอด!”
ทว่า... ในขณะที่จ้าวเฟยหรงกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องทรงอักษรเพื่อควบม้าไล่ล่าภรรยาตัวแสบ เสียงฝีเท้าเร่งรีบอันร้อนรนของขันทีประจำพระองค์ก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด
“ท่านอ๋อง! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่ที่ท้องพระโรงแล้ว!” ขันทีเฒ่าทรุดตัวลงคุกเข่าตัวสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด “ฮ่องเต้... ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการด่วนที่สุด! สั่งปลดท่านอ๋องจากการบัญชาการกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ และ... และมีรับสั่งให้จับกุมพระชายาหลินซูเหยาในข้อหาสมคบคิดกับกบฏต่างแคว้น โทษฐานคือ... ประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตรพ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวเฟยหรงชะงักกึกทันที ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่แล่นริ้วจากไขสันหลังขึ้นสู่สมอง
ดวงเนตรคมกริบหันขวับกลับมามองพระราชโองการสีทองอร่ามในมือขันที ที่สะท้อนแสงไฟวับวาวราวกับคมมีดที่เตรียมพร้อมจะปลิดชีพคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านความระทึกใจไปกับ "ส้มหวานมิติลับ" ในตอนนี้นะคะ
ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 10
รอยร้าวในใจท่านอ๋อง
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!