ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 8

ไหวพริบสะท้านราชสำนัก

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นกำยานมัสก์ผสมผสานกับกลิ่นอายความหนาวเหน็บยามราตรีของท้องพระโรงใหญ่ แผ่ซ่านกดทับบรรยากาศรอบตัวจนแทบหยุดหายใจ เสียงกงยงขันทอดเสียงประกาศราชโองการเนรเทศยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ขณะที่สายตาหลายร้อยคู่ต่างจดจ้องมายังร่างสองร่างที่ยืนหยัดอยู่เบื้องพระพักตร์—จ้าวเฟยหรงผู้มีใบหน้าหล่อเหลาดุจเทพสลักแต่เยียบเย็นดุจน้ำแข็งพันปี และหลินซูเหยา สตรีผู้ยืนตรงด้วยท่าทีสง่างามผิดกับสถานะนักโทษเนรเทศ ทว่า ก่อนที่ราชรถม้าไร้หลังคาสำหรับมุ่งหน้าสู่ชายแดนตะวันตกจะทันได้เคลื่อนตัว ฮองเฮาผู้ประทับอยู่ ณ เบื้องสูงกลับยกพระหัตถ์ขึ้นแย้มสรุปด้วยรอยยิ้มอาบยาพิษ ดวงเนตรคู่นั้นกวาดมองหลินซูเหยาด้วยความริษยาและสมเพชในคราเดียวกัน "ช้าก่อน..." สุ聲หวานกังวานแต่เชือดเฉือนดังขึ้น "ในเมื่อพระชายาหลินขึ้นชื่อว่ามีความรู้วิชาแพทย์ล้ำเลิศนัก จนสามารถรักษาอาการประชวรของฝ่าบาทเมื่อคราก่อนได้ ไฉนเลยจึงถูกเนรเทศไปอย่างไร้เกียรติเช่นนี้ ฮองเฮามีคำถาม... หากเจ้าสามารถตอบคำถามข้อนี้ให้เป็นที่พอใจของข้าและเหล่าขุนนางได้ ข้าอาจจะกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้พวกเจ้าได้รับการลดหย่อนโทษทัณฑ์... แต่หากตอบไม่ได้ โทษฐานหมิ่นเบื้องสูงและไร้ปัญญาจักต้องเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า!" ความเงียบงันเข้าปกคลุมท้องพระโรงทันที เหล่าขุนนางต่างกลั้นหายใจ ลอบสบตากันด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีใครไม่รู้ว่านี่คือหลุมพรางที่ฮองเฮาขุดรอไว้ฝังคนทั้งคู่ให้จมดิน คำถามจากพระนางย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย อาจเป็นปริศนาต้องห้ามหรือกลอุบายทางกฎมณเฑียรบาลที่หาทางลงไม่ได้ จ้าวเฟยหรงขยับพระmusrเข้าบังร่างบางไว้ครึ่งหนึ่ง สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากสตรีเบื้องหลังที่แผ่ออกมาอย่างมั่นคง พระหัตถ์หนาเอื้อมไปกุมมือเรียวเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้ชายแขนเสื้อไว้แน่น บีบเบาๆ เป็นเชิงส่งสัญญาณเตือนภัย ทว่าหลินซูเหยาเพียงแค่คลายยิ้มบางเบา นางดึงมือออกอย่างนุ่มนวล ก่อนจะก้าวออกมายืนเผชิญหน้ากับบัลลังก์สูงตระหง่านด้วยท่าทีที่สงบนิ่งจนน่าประหลาด ดวงตาคมกริบของศัลยแพทย์สาวยุค 80 กวาดมองสตรีผู้กุมอำนาจสูงสุดฝ่ายในแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย "พระสนม... อภัยเพคะ หม่อมฉันหมายถึงพระนางฮองเฮาผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตา" หลินซูเหยาจงใจหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อตอกย้ำความผิดพลาดทางมารยาทของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม "เชิญตรัสถามมาเถิดเพคะ หม่อมฉันหลินซูเหยา หูตาเปิดกว้าง ย่อมพร้อมน้อมรับทุกคําถามด้วยความยินดี" ฮองเฮาทรงพระสรุปในลำคออย่างขัดเคือง พระพักตร์ตึงเครียดขึ้นเล็กน้อยเมื่อถูกย้อนเกล็ดตั้งแต่คำทักทาย "ดี... เช่นนั้นฟังให้ดี" พระนางสะบัดพระmastr "ในตำตำราแพทย์โบราณระบุว่า 'หัวใจ' คือศูนย์กลางของชีวิต เป็นธาตุไฟที่หล่อเลี้ยงร่าง แต่หากผู้ใดมีจิตใจที่มืดบอด เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายและโลภโมจันทري จนทำให้โลหิตในกายเดือดพล่านและเน่าเปื่อยจากภายใน... ทางการแพทย์ถือว่าความเจ็บป่วยเช่นนี้เกิดจาก 'กรรม' หรือ 'โรค' และแพทย์หลวงผู้ใดจะอาจหาญรักษาโรคที่เกิดจากจิตใจคนให้หายขาดได้ ในเมื่อจิตใจมนุษย์นั้นลึกซึ้งยิ่งกว่ามหาสมุทร เจ้าจงตอบข้ามาซิ!" สิ้นคำถาม ขุนนางทั้งท้องพระโรงต่างสูดหายใจเข้าลึกๆ นี่ไม่ใช่คำถามทางการแพทย์ธรรมดา แต่เป็นการเปรียบเปรยถึงความขัดแย้งในราชสำนักและการแย่งชิงอำนาจ หากตอบว่าเกิดจาก 'โรค' ย่อมเท่ากับปฏิเสธกฎแห่งกรรมและศีลธรรมอันดี หากตอบว่าเกิดจาก 'กรรม' ก็เท่ากับยอมรับว่าความชั่วร้ายในราชสำนักเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ และอ๋องผู้ถูกเนรเทศสมควรได้รับทัณฑ์กรรมนี้แล้ว เป็นคำถามที่ขุดหลุมฝังตัวเองทั้งขึ้นทั้งล่อง! จ้าวเฟยหรงขมวดพระขนม, แววตาคมปลาบฉายแววดุดัน ร่างสูงเตรียมก้าวออกไปรับหน้าแทนเพราะไม่ต้องการให้ชายาต้องมาแปดเปื้อนกับเกมการเมืองสกปรกนี้ แต่ทว่า... ปลายเรียวเล็บของหลินซูเหยา1 กลับแตะลงที่ข้อพระกรของเขาเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ท่านอ๋องผู้เย็นชาถึงกับชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรฮองเฮาตรงๆ ไม่มีอาการสั่นเทิ้มแม้แต่น้อย นางก้าวเท้าเดินออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ท่าทางองอาจดุจพญาหงส์กางปีก "ทูลฮองเฮา..." น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่มั่นคง ก้องกังวานไปทั่วทุกมุมห้อง "คำถามของพระนางลึกซึ้งยิ่งนัก สมเป็นมารดาแห่งแผ่นดินผู้ทรงภูมิปัญญา แต่ในมุมมองของแพทย์... สิ่งที่ฮองเฮาตรัสมานั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของคนโบราณที่ขาดเครื่องมือในการวินิจฉัยที่แม่นยำเพคะ" ฮองเฮาทรงชะงัก สีพระพักตร์เปลี่ยนสีทันที "เจ้าว่าอย่างไรนะ? เจ้ากล้าหาญมากนะที่กล่าวว่าตำราโบราณคลาดเคลื่อน!" "หม่อมฉันมิได้ลบหลู่บรรพชนเพคะ เพียงแต่กาลเวลาเปลี่ยน วิทยาการย่อมต้องพัฒนา" หลินซูเหยาแย้มยิ้มอย่างมั่นใจ ดึงความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่มาผสานกับวาทศิลป์โบราณได้อย่างไร้ที่ติ "ในทางวิทยาศาสตร์... อาการที่พระนางตรัสว่าโลหิตเดือดพล่านและเน่าเปื่อยจากภายใน แท้จริงแล้วไม่ใช่ทั้ง 'กรรม' และไม่ใช่ 'โรคทางจิตวิญญาณ' ทว่ามันคือ 'ภาวะความดันโลหิตสูงและหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันจากความเครียดเรื้อรัง (Hypertensive Crisis)' ต่างหากเพคะ!" คำศัพท์แปลกหูอย่าง *'ความดันโลหิตสูง'* และ *'ภาวะหัวใจล้มเหลว'* ทำให้ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างหันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง จ้าวเฟยหรงเองก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างฉงนสนเท่ห์ "เจ้าหมายความว่าอย่างไร? อธิบายให้กระจ่าง!" ฮองเฮารับสั่งเสียงดังด้วยความขัดเคือง ทรงรู้สึกเหมือนกำลังถูกสตรีผู้นี้ชักใยอยู่เหนือฝ่ามือ "ทูลฮองเฮา คนที่จิตใจมืดบอด เต็มไปด้วยความริษยาและคิดร้ายต่อผู้อื่นอยู่เป็นนิจ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมาตลอดเวลา เปรียบเสมือนเตาหลอมที่สุมไฟไว้ไม่ยอมดับ หัวใจต้องทำงานหนักเกินขีดจำกัดเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง นานวันเข้า หลอดเลือดฝอยในสมองก็จะเปราะบางและแตกออก หรือที่เรียกว่า 'เส้นเลือดในสมองแตก' จนทำให้ร่างกายเป็นอัมพาตหรือสิ้นชีพไปในที่สุดเพคะ" หลินซูเหยาหยุดเว้นจังหวะนิดหนึ่ง กวาดสายตามองเหล่าขุนนางที่เริ่มพากันพยักหน้ารับอย่างเห็นคล้อยตามด้วยความทึ่ง ก่อนจะกล่าวสรุปประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงเฉียบคมบาดลึก "ดังนั้น... โรคนี้ไม่ใช่เพราะกรรมตามสนองอย่างลอยๆ แต่เกิดจาก **'กรรมสนองที่กระทำลงไปด้วยความโลภและความโกรธของตัวผู้ป่วยเอง'** ซึ่งแพทย์หลวงไม่จำเป็นต้องใช้ยาสมุนไพรวิเศษอันใดมารักษา... เพียงแค่ผู้ป่วยลดความอิจฉาริษยาลง เลิกคิดทำลายผู้อื่น นอนหลับให้สนิท และทานอาหารรสจืดลงบ้าง ความดันโลหิตก็จะกลับมาเป็นปกติ โรคนี้ย่อมหายขาดได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาปาฏิหาริย์ใดๆ ทั้งสิ้นเพคะ!" *กริ๊ง...* เสียงถ้วยชาหยกขาวในพระหัตถ์ของฮองเฮากระทบกับโต๊ะทรงอักษรเสียงดังสนั่นท่ามกลางความเงียบงัน พระพักตร์ของพระนางเผือดสีลงทันทีด้วยความโกรธแค้นและอับ 1.อาย เนื่องจากคำตอบของหลินซูเหยาไม่เพียงแต่ฉีกหน้าพระนางกลางท้องพระโรงด้วยหลักการแพทย์ที่ฟังดูสมเหตุสมผลอย่างไร้ช่องโหว่ แต่ยังเป็นการเปรียบเปรยและตบหน้าฉาดใหญ่ใส่ความริษยาของพระนางเองอย่างเจ็บแสบที่สุด! เหล่าขุนนางต่างก้มหน้าลงกลั้นยิ้ม ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่แอะเดียว บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและหวาดหวั่นต่อสติปัญญาของพระชายาอ๋องผู้พึ่งถูกเนรเทศผู้นี้ จ้าวเฟยหรงทอดพระเนตรแผ่นหลังบางของสตรีข้างกายด้วยประกายตาที่ลึกล้ำและเปี่ยมด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง มุมพระโอษฐ์หยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน สตรีผู้นี้ช่าง... เกินความคาดหมายของเขาไปไกลลิบเสียจริงๆ ในจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงจนค้างเติ่งอยู่นั้นเอง พลันทหารยามหน้าพระลานก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาคุกเข่าลงด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา มือถือราชสำนวนฉบับเร่งด่วนชูขึ้นเหนือหัว "ทูลฝ่าบาท! ทูลฮองเฮา! มี... มีพระราชโองการลับจากแดนเหนือสลักตราหยกมังกรทองส่งตรงถึงท้องพระโรงพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่ารีบรับมาเปิดอ่านด้วยมืออันสั่นเทา ก่อนจะเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีดจนแทบลมจับ "พระราชโองการ... ระบุว่า... ระบุว่า..." ดวงตาของทุกคนหันขวับไปที่ขันทีเฒ่าเป็นตาเดียว หลินซูเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณเตือนภัยบอกนางทันทีว่าเกมกระดานนี้กำลังจะพลิกผันครั้งใหญ่ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านความระทึกใจไปกับ "ส้มหวานมิติลับ" ในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%