รอยยิ้มของบุรุษที่กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดิน บัดนี้กลับเจือด้วยประกายหนามแหลมคมที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ท่านแม่ทัพซ่งช่างมีน้ำใจงามยิ่งนัก... ถึงกับดั้นด้นนำกระบี่โบราณประจำตระกูลมามอบให้ฮูหยินของเปิ่นหวางถึงจวน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมาจากลำคอของจ้าวเฟยหรงราบเรียบราวผืนน้ำในฤดูหนาว ทว่าซ่อนคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งให้แหลกเป็นจุล นัยน์ตาหงส์คู่นั้นกวาดมองกระบี่เหล็กชั้นดีในมือของหลินซูเหยา สลับกับใบหน้าคมคายของซ่งอี้หลาน สหายร่วมรบที่เคยร่วมเป็นร่วมตายเคบ่าเคียงไหล่กันมาในสนามรบ
หลินซูเหยาชะงักมือที่กำลังรับฝักกระบี่ นางปรายตามองบุรุษผู้ดำรงตำแหน่งท่านอ๋องผู้เยือกเย็นด้วยหางตา ภายในใจแอบถอนหายใจเฮือกใหญ่กับกลิ่นอายความหึงหวงที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนอากาศรอบกายแทบจะแข็งตัว ศัลยแพทย์สาวผู้ผ่านความตายมานับไม่ถ้วนอย่างนาง มีหรือจะดูไม่ออกว่าแม่ทัพใหญ่แห่งค่ายพยัคฆ์กำลังใช้สายตาพิฆาตกรีดร่างของสหายรักเป็นพันๆ ครั้ง
"ท่านอ๋องทรงล้อเล่นแล้ว เพิ่งจะผ่านพ้นศึกชายแดนมาหมาดๆ ข้าเพียงแต่นำของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มาคารวะคุณซูเหยาในฐานะผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตเหล่าทหารในกองทัพไว้เท่านั้น มิได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝงพ่ะย่ะค่ะ" ซ่งอี้หลานประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม แม้จะรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่เบื้องหน้า แต่เขาก็ยังคงรักษาท่าทีสงบเยือกเย็นสมเป็นยอดขุนศึก
"ผู้มีพระคุณ?" จ้าวเฟยหรงทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นเบาๆ ช่างเย็นเยียบและเสียดแทง "ฮูหยินของเปิ่นหวางมีเมตตาต่อคนทั่วหล้า เป็นธรรมดาที่จะช่วยเหลือผู้คน แต่การที่บุรุษเพศจงใจนำของแทนใจ... อ้อ ของกำนัลส่วนตัวมามอบให้สตรีที่ออกเรือนแล้วในยามวิกาลเช่นนี้ ดูจะไม่ใช่กิจของบุรุษผู้รู้ธรรมเนียมปฏิบัติกระมัง"
บรรยากาศภายในห้องรับรองพลอดยวบลงทันตาเห็น สาวใช้และองครักษ์ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง หลินซูเหยากรอกตาน้อยๆ นางวางกระบี่ลงบนโต๊ะไม้แกะสลักอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับสามีในนามผู้มีอาการหึงหวงจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเล็กน้อย
"ท่านอ๋องเพคะ ทรงตรัสมากเกินไปแล้วกระมัง ท่านแม่ทัพซ่งเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายของท่านนะ อีกอย่าง ข้าเป็นหมอ การที่ผู้ป่วยจะนำของมาตอบแทนน้ำใจแพทย์ผู้รักษา เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล มิใช่เรื่องชู้สาวอันใดที่จะต้องมาตรัสเหน็บแนมให้เสียบรรยากาศ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา และตรงไปตรงมาตามนิสัยเดิม
คำพูดที่ไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่ออำนาจของจ้าวเฟยหรง ยิ่งทำให้ท่านอ๋องหนุ่มขบกรามแน่น ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย เขาก้าวเข้าไปประชิดร่างบางโดยไม่สนใจสายตาของบุคคลภายนอก มือหนารวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างถือสิทธิ์ พร้อมกับก้มลงกระซิบข้างใบหูขาวสะอาดด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริกด้วยแรงอารมณ์
"เจ้ากล้าปกป้องมันต่อหน้าเปิ่นหวางอย่างนั้นหรือ... ซูเหยา เจ้าชักจะกำแหงเกินไปแล้ว"
"ข้าเพียงแต่พูดความจริงเพคะ หากท่านอ๋องทรงว่างนัก ไฉนไม่ไปตรวจฎีกาที่ห้องทรงพระอักษร เลิกมาตามหึงหวงเรื่องไร้สาระกับคนไข้ของข้าเสียที" นางเอ่ยตอบเสียงเบาไม่แพ้กัน แต่ทุกถ้อยคำกลับคมกริบราวกับใบมีดผ่าตัด
ซ่งอี้หลานเห็นท่าไม่ดีจึงรีบประสานมือขอตัว "ในเมื่อคุณซูเหรารับน้ำใจของข้าแล้ว เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านอ๋องและฮูหยิน ขอตัวทูลลา"
เมื่อร่างของแม่ทัพซ่งลับสายตาไป ความเงียบงันอันน่าอึดอัดก็เข้าปกคลุมทั่วบริเวณ จ้าวเฟยหรงยังคงกักตัวหลินซูเหยาไว้ในอ้อมแขน ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ข้างแก้มนวลทำให้หัวใจของศัลยแพทย์สาวยุค 80 เต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง แต่นางก็ยังคงตีสีหน้านิ่งเฉย
"ปล่อยได้แล้วเพคะ ข้าหายใจไม่ออก"
"หึง?" จ้าวเฟยหรงเอ่ยถามสั้นๆ น้ำเสียงจริงจังจนน่าตกใจ ดวงตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตานางราวกับต้องการค้นหาความจริง "เจ้ากำลังโกรธที่เปิ่นหวางขับไล่สหายของเจ้า หรือว่าเจ้า... ห่วงใยมัน?"
หลินซูเหยาถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ "ท่านอ๋อง... สมองของท่านเอาแต่คิดเรื่องอะไรกันเพคะ? ข้าเป็นหมอ เขาก็เป็นคนไข้ จะมีเรื่องชู้สาวได้อย่างไร อีกอย่าง ยุคนี้เขาแต่งงานมีลูกมีเมียกันหมดแล้ว ท่านจะมานั่งหึงอย่างไร้เหตุผลแบบนี้ไม่ได้นะเพคะ"
"ยุคนี้? เจ้าพูดจาแปลกประหลาดอีกแล้ว" จ้าวเฟยหรงขมวดคิ้วมุ่น แม้เขาจะคุ้นชินกับการใช้คำพูดแปลกๆ ของนางบ้างแล้ว แต่ทุกครั้งที่นางพูดถึงโลกที่จากมา เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียนางไปอยู่ร่ำไป มือหนาเปลี่ยนจากการกักขังเป็นโอบกอดร่างบางไว้แนบอก ราวกับกลัวว่าหากคลายมือ นางจะสลายหายไปในอากาศ "เปิ่นหวางไม่สนว่ามันจะมีภรรยาหรือยัง แต่สายตาที่มันมองเจ้า... เปิ่นหวางไม่ชอบ"
ความดื้อรั้นและเอาแต่ใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์บุรุษผู้เยือกเย็น ทำให้หลินซูเหยาอดไม่ได้ที่จะระบายยิ้มจางๆ ออกมา นางยกมือขึ้นลูบแผงอกกว้างของเขาเบาๆ เป็นการปลอบประโลม
"ท่านนี่นะ... รบราฆ่าฟันกับข้าศึกนับหมื่นไม่เห็นจะสะท้าน ไฉนเรื่องแค่นี้จึงต้องทำหน้าถมึงทึงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อด้วยเพคะ"
จ้าวเฟยหรงก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เขากดจุมพิตลงบนหน้าผากมนแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่เต็มไปด้วยความรักความหลงใหลที่ยากจะถอนตัว "เพราะเจ้าคือคนเดียวที่เปิ่นหวางไม่อาจสูญเสีย... หากวันใดเจ้าจากเปิ่นหวางไป เปิ่นหวางก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อสิ่งใด"
คำพูดที่หนักแน่นและจริงจังนั้นทำให้หลินซูเหยาชะงักงัน นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา กำลังจะเอ่ยปากปลอบโยนเพิ่มเติม ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็พุ่งทะยานเข้ามาคั่นกลางบรรยากาศอันน่าซาบซึ้ง
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
จ้าวเฟยหรงตวัดสายตากลับไปอย่างหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ "มีเรื่องอันใด รีบว่ามา!"
องครักษ์หนุ่มคุกเข่าลงด้วยท่าทางตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด "สายสืบจากในวังหลวงส่งม้าเร็วมาแจ้งว่า... พระราชโองการลับฉบับสุดท้ายจากฮ่องเต้ ที่ทรงแต่งตั้งให้ท่านอ๋องเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ได้ถูกสับเปลี่ยนในท้องพระโรง... และตอนนี้ กองกำลังราชองครักษ์เสื้อแพรนับหมื่นนายกำลังเคลื่อนพลปิดล้อมจวนอ๋องของเราไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านความระทึกใจไปกับ "ส้มหวานมิติลับ" ในตอนนี้นะคะ
ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 16
จ้าวเฟยหรงผู้เริ่มคลั่งรัก
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!