กลิ่นอายคาวเลือดและสนิมเหล็กมิได้เจือจางลงเลยแม้แต่น้อย นับตั้งแต่ล้อเกวียนคันแรกเคลื่อนผ่านประตูค่ายทหารบูรพา
หลินซูเหยาปรายตามองกองผ้าพันแผลเปื้อนหนองที่กองสุมเป็นภูเขาเลากาบนแคร่ไม้ไผ่ เสียงครางระงมด้วยความเจ็บปวดระคนเสียงไอโขลกของเหล่าพลทหารบาดเจ็บดังระเบิดระเบ้ออยู่เบื้องหลังม่านเต็นท์ผ้าดิบหนาทึบ บรรยากาศเช่นนี้ชวนให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าสำหรับศัลยแพทย์มือหนึ่งจากยุคแปดสิบอย่างนางแล้ว มันกลับเป็นสนามรบอีกรูปแบบหนึ่ง—สนามรบที่นางตั้งใจจะเอาชนะความตายให้จงได้
"ท่านหมอหลิน แผลของพลทหารเหวินเน่าลามถึงกระดูกแล้วขอรับ หากยังไม่ตัดทหารผู้นี้ทิ้ง เกรงว่าพิษไข้คงคร่าชีวิตเขาภายในคืนนี้แน่นอน" นายกองค่ายทหารผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน สองมือประสานคารวะนางอย่างนอบน้อม แม้ในคราแรกบุรุษในค่ายจะมองสตรีตัวเล็กๆ ด้วยความแคลงใจ ทว่ายามนี้แววตาของพวกเขาเปลี่ยนเป็นความเลื่อมใสแกมหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด
ซูเหยาชะงักมือที่กำลังจัดระเบียบเครื่องมือผ่าตัดทำจากสเตนเลสเงาวับ นางปายหางตามองแผลเน่าเฟะบนท่อนขาของนายทหารหนุ่มแวบหนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ
"ตัดทิ้ง? พวกท่านร่ำเรียนตำราแพทย์มาหรือเรียนวิชาตัดไม้กันแน่? ขานั่นไม่ใช่กิ่งไม้แห้งนะเพคะ ถึงได้คิดจะบิ่นมันทิ้งตามอำเภอใจ" น้ำเสียงของนางเยียบเย็น กังวานใส ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง
จ้าวเฟยหรงที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้ากระโจมพอดี ทอดพระเนตรเห็นภาพนั้นผ่านม่านผ้าที่ถูกลมพัดปลิวเล็กน้อย พระองค์มิได้ตรัสขัดขวาง ยามนี้ฉลองพระองค์ชุดเกราะสีนิลประดับลวดลายมังกรทองดูน่าเกรงขาม ทว่าพระเนตรคมกริบคู่นั้นกลับทอดมองร่างระหงของสตรีตรงหน้าด้วยความอ่อนแสงลงส่วนหนึ่ง ความเด็ดเดี่ยวและมั่นใจในยามที่นางจับเครื่องมือประหลาดเหล่านั้น ทำให้หัวใจที่ด้านชาของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อยหนเกิดความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
"ถ้าเช่นนั้น ท่านหมอหลินมีวิธีที่ดีกว่าการตัดทิ้งอย่างนั้นหรือ?" สุเฟยหรงเอמהสืบพระบาทเข้ามาใกล้ ปราศจากเสียงฝีเท้าจนแทบไม่รู้ตัว
ซูเหยาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นางหันไปเผชิญหน้ากับท่านอ๋องผู้เยือกเย็น ดวงตาคู่คมกวาดมองพระองค์ตั้งแต่ปลายฉลองพระองค์จดมงกุฎหยกอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใดในแผ่นดิน "วิธีของหม่อมฉันอาจจะดูประหลาดในสายตาพวกท่านเพคะ แต่มันจะรักษาทั้งชีวิตและอวัยวะของเขาไว้ได้... เตรียมแอลกอฮอล์ล้างแผล น้ำเกลือปราศจากเชื้อ และชุดเย็บแผลที่หม่อมฉันสั่งให้ช่างตีเหล็กทำขึ้นพิเศษมาให้พร้อม! ส่วนท่านอ๋อง..."
นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตากลมโตหรี่ลงอย่างจับผิด "หากทรงว่างนัก ช่วยเสด็จไปยืนเฝ้าปากกระโจม อย่าให้ผู้ใดเข้ามารบกวนเวลาผ่าตัดของหม่อมฉันเป็นอันขาด เพราะเสียงร้องโอดครวญของคนไข้ อาจทำให้มือของหม่อมฉันสั่น และนั่นหมายถึงชีวิตของทหารใต้บังคับบัญชาของพระองค์เอง"
สิ้นคำพูดอวดดีนั้น บรรดานายกองต่างพากันสูดปากด้วยความตกใจ ขวัญกล้าถึงเพียงนี้ กล้าออกคำสั่งต่อหน้าองค์ชายผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งค่ายทหารบูรพาเชียวหรือ?
ทว่าจ้าวเฟยหรงกลับมิได้กริ้วดังคาด มุมพระโอษฐ์หยักลึกยกย้ำขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังพระสำราญ พระองค์ก้าวเข้ามาประชิดร่างบาง จนกลิ่นอายบุรุษเจือกลิ่นอายสนิมเหล็กและจันทร์หอมลอยเข้าแตะนาสิกของซูเหยา
"เปิ่นหวางจะยืนเฝ้าให้เจ้าด้วยตัวเอง" พระสุ้มเสียงทุ้มต่ำพะเน้าพะนอชิดริมพระ oído ของนาง "แต่หากเจ้าช่วยชีวิตคนผู้นี้ไม่ได้ตามที่ลั่นวาจาไว้... คืนนี้ เปิ่นหวางจะคิดบัญชีทบต้นทบดอกกับเจ้าในกระโจมส่วนตัว... ดีหรือไม่?"
ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดข้างใบหูทำเอาซูเหยาขนลุกซู่ นางแอบค้อนพระองค์วงใหญ่ด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะผลักพระอุระแกร่งเบาๆ ให้ถอยห่าง "เพคะ! ทรงรอรับฟังข่าวดีก็แล้วกัน"
ภายในกระโจมผ่าตัดเฉพาะกิจ แสงไฟจากคบเพลิงสว่างจ้าแข่งกับเงาตะคุ่มยามสนธยาที่คืบคลานเข้ามา ซูเหยาสวมถุงมือหนังบางเฉียบที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสมาธิ สายตาคมกริบมองรอยแผลที่ลุกลามด้วยสัญชาตญาณของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
"เริ่มกระบวนการระงับความรู้สึก..."
นี่ไม่ใช่การรักษาแบบแพทย์แผนโบราณที่ใช้เข็มเงินฝังจุดชีพจร แต่นี่คือ 'การแพทย์ผสมผสาน' ระหว่างวิทยาศาสตร์ล้ำยุคจากศตวรรษที่ยี่สิบและสมุนไพรโบราณอันทรงคุณค่า นางใช้มีดผ่าตัดขนาดเล็กกรีดลงบนเนื้อเยื่อที่ตายแล้วอย่างแม่นยำ เลือดสีคล้ำไหลซึมออกมา ทว่าซูเหยาไม่มีเวลาแม้แต่จะกระพริบตา เสียงครางฮือด้วยความเจ็บปวดลอดไรฟันของพลทหารหนุ่มดังเป็นระยะ แต่นางใช้ถ้อยคำนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยวคอยประคับประคองสติของเขาไว้
"อดทนหน่อยนะเจ้าคะ อีกนิดเดียว... ขาข้างนี้ของคุณจะยังอยู่ เดินกลับไปกอดแม่และภรรยาได้แน่นอน"
ผ่านไปเกือบสองชั่วยามเต็ม หยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าเนียนละเอียดของแพทย์หญิง ทว่ารอยยิ้มแห่งชัยชนะกลับระบายบนเรียวปากสวย เมื่อรอยเย็บสุดท้ายเสร็จสิ้นลงอย่างงดงาม บาดแผลถูกทำความสะอาดและโรยด้วยผงยาสมานแผลสูตรลับเฉพาะของยุคแปดสิบผสมสมุนไพรตระกูลจิน
เมื่อซูเหยาเดินพ้นม่านกระโจมออกมา ใบหน้าเหนื่อยล้าแต่แววตากลับเปล่งประกายเจิดจ้า นางพบว่าจ้าวเฟยหรงยังคงประทับยืนรออยู่ไม่ห่าง พระเนตรคมกริบทอดมองนางด้วยความลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
"เรียบร้อยเพคะ... ขาของเขาปลอดภัยแล้ว" ซูเหยาเอמהรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พับด้วยความอ่อนระล่ะ
จ้าวเฟยหรงไม่ตรัสสิ่งใด พระองค์ยื่นถ้วยชาอุ่นๆ ที่บรรจุน้ำโสมชั้นดีส่งให้พรางทอดพระเนตรดวงหน้าเหนื่อยอ่อนของนางด้วยความอาทรที่ซ่อนเร้น ทว่าก่อนที่ซูเหยาจะได้ยกถ้วยขึ้นจิบ ทหารม้าเร่งด่วนนายหนึ่งก็ควบม้าฝุ่นตลบเข้ามาหยุดตรงหน้ากระโจมใหญ่ สีหน้าของเขาย่ำแย่จนแทบไร้สีเลือด
"ท...ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ทหารนายนั้นคุกเข่าลงตัวสั่นเทา "กองกำลังปริศนาจากแคว้นฉีลอบโจมตีคลังเสบียงหลวงทางทิศเหนือ ข้าวสารและยารักษาโรคทั้งหมด... ถูกไฟไหม้จนหมดสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ถ้วยชาในมือของหลินซูเหยาหล่นร่วงกระทบพื้นดินแตกกระจาย น้ำชาสีอำพันสาดกระเซ็นเปื้อนชายอาภรณ์ นางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขณะที่จ้าวเฟยหรงผุดลุกขึ้นยืนช้าๆ แววพระเนตรที่เคยเยือกเย็นบัดนี้ลุกโชนด้วยเพลิงโทสะอันน่าสะพรึงกลัว ทว่าก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย ราชеолм์จากนางกำนัลในวังหลวงผู้หนึ่งก็ถูกยื่นส่งต่อเข้ามาด้วยท่าทีเร่งรีบราวกับนรกส่งมาเกิด
พระราชโองการลับฉบับใหม่ถูกคลี่ออกท่ามกลางความเงียบงัน และข้อความด้านในนั้นเอง... กลับทำให้ลมหายใจของจ้าวเหยหรงและซูเหยาแทบหยุดนิ่งสนิท
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านความระทึกใจไปกับ "ส้มหวานมิติลับ" ในตอนนี้นะคะ
ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 15
มิตรภาพในสนามรบ
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!