กลิ่นอายของกำยานหมื่นลี้ลอยวนอยู่ในความเงียบงัน ยามที่ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหญ้าคาของหลินซูเหยาจรดลงบนขอบถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ ลวดลายปลาคาร์พว่ายทวนกระแสน้ำบนผิวภาชนะถูกแสงเทียนขับเน้นให้ดูราวกับมีชีวิต นัยน์ตาคมกริบของจ้าวเฟยหรงที่ทอดมองมาจากอีกฟากของโต๊ะไม้จันทน์หอม ไม่ได้ซ่อนเร้นความระแวดระวังแม้แต่น้อย เขารู้ว่าสตรีตรงหน้าไม่ใช่หญิงชาวบ้านธรรมดา นางมีความลับที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าหุบเหวไร้ก้นบึ้งในเขตชายแดนประจิม และในยามนี้ นางกำลังจะเปิดประตูบานที่เขาเฝ้ารอคอยมานานแสนนาน
"ท่านอ๋องทรงเชื่อเรื่อง... โลกที่แตกต่างกันลิบลับหรือไม่คะ"
ซูเหยาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าสั่นไหวเล็กน้อยตรงปลายเสียงราวกับปีกผีเสื้อที่ต้องลมหนาว นางไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในทันที ปล่อยให้เรือนผมสีดำขลับที่ทิ้งตัวระบ่าไหล่สะท้อนกับแสงไฟสีส้มสลัว นางกำลังนึกถึงภาพตึกสูงระฟ้าที่สร้างจากกระจกและเหล็กกล้า เสียงเครื่องยนต์คำรามกึกก้องบนถนนลาดยางมะตอย และกลิ่นไอความเจริญอันเย็นชาของมหานครในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด—โลกที่ไร้ซึ่งฮ่องเต้ ไร้ซึ่งอำนาจมืดในราชสำนัก และไร้ซึ่งความตายที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายทุกค่ำคืน
จ้าวเฟยหรงมิได้เอ่ยคำใด เขายังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นดุจภูผาน้ำแข็ง ดวงตาคมกราบดุจเหยี่ยวจ้องมองการเคลื่อนไหวทุกกระเบียดนิ้วของนาง มือหนาที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว "โลกที่เจ้าว่า... คือดินแดนลี้ลับหลังม่านหมอกหมื่นลี้ หรือเป็นดินแดนของเหล่าเซียนผู้บำเพ็ญเพียรกันแน่"
"ไม่ใช่ทั้งสองอย่างเพคะ" ซูเหยาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันตนเองปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด "มันเป็นสถานที่ที่ผู้คนเดินทางด้วยสัตว์เหล็กที่วิ่งด้วยความเร็วสูง อาคารบ้านเรือนสูงเสียดฟ้าจนบังแสงตะวัน และที่สำคัญที่สุด... ที่นั่นไม่มีระบบชนชั้น ไม่มีตำแหน่งอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ หรือแม้กระทั่ง... สตรีก็มีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตของตนเองได้เท่าเทียมบุรุษ"
คำพูดนั้นทำให้คิ้วเข้มของท่านอ๋องขมวดเข้าหากันอย่างรุนแรง บรรยากาศภายในห้องหนังสือพลごろอึดอัดขึ้นมาทันตาเห็น ไอร้อนจากเตาผิงสำริดไม่อาจละลายความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างของบุรุษผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดินได้เลย สำหรับจ้าวเฟยหรงแล้ว โลกที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ของราชสำนักและไร้ซึ่งอำนาจ ฟังดูราวกับเรื่องเพ้อฝันของเด็กน้อย หรือไม่... ก็เป็นคำโกหกคำโตเพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงของนาง
"เหลวไหล" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยลอดไรฟัน "ใต้หล้านี้มีเพียงแผ่นดินต้าเฉิงและดินแดนรกร้างรอบนอก จะมีสถานที่เช่นนั้นอยู่จริงได้อย่างไร หลินซูเหยา เจ้าคิดว่าเปิ่นหวางเป็นเด็กอมมือที่จะหลงเชื่อเรื่องเล่าหลอกเด็กของเจ้ากระนั้นหรือ"
ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา นัยน์ตากลมโตคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเจ็บปวดรวดร้าวและความโหยหาที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้กำแพงแห่งความเข้มแข็ง นางแค่นยิ้มก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกาน้ำชา รินน้ำอุ่นลงในถ้วยของเขาช้าๆ อย่างระมัดระวัง
"หม่อมฉันไม่ได้คาดหวังให้ท่านอ๋องทรงเชื่อในทันทีหรอคะ... เพราะขนาดตัวหม่อมฉันเอง ในยามที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างนี้ ก็ยังคิดว่าตนเองเสียสติไปแล้วเช่นกัน" นางเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ลมหายใจสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ในอก "ในความฝัน... หรือในความทรงจำที่หม่อมฉันจำได้แม่นยำยิ่งกว่าสิ่งใด หม่อมฉันไม่ได้สวมชุดปักดิ้นทองราคาแพงเช่นนี้ หม่อมฉันสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบสีฟ้าหม่น นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานสีขาวสะอาดตา พร้อมด้วยเครื่องมือแปลกประหลาดที่เรียกว่า 'มีดผ่าตัดสเตนเลส' ที่คมกริบเสียยิ่งกว่ากระบี่ประจำกายของท่านอ๋องเสียอีก"
ภาพของห้องผ่าตัดที่เต็มไปด้วยแสงไฟนีออนสีขาวโพลน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่คุ้นเคย และเสียงสัญญาณชีพที่ดังติ๊ดๆ อย่างสม่ำเสมอ แวบเข้ามาในหัวของซูเหยาจนนางต้องหลับตาลงเพื่อข่มความรู้สึกโหยหาบ้านเกิดที่อยู่ไกลแสนไกล ชั่วขณะหนึ่ง นางรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนที่พลัดหลงเข้ามาในมิติเวลาอันผิดเพี้ยน และการได้มาพบกับบุรุษผู้เยือกเย็นตรงหน้า ก็คือบทลงทัณฑ์อันโหดร้ายที่โชคชะตาจงใจขีด
จ้าวเฟยหรงมองท่าทีเหม่อลอยและแววตาที่เต็มไปด้วยความเปราะบางของนาง หัวใจที่เคยด้านชามาตลอดหลายปีของการแย่งชิงอำนาจในราชสำนักกลับกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ ความรู้สึกเจ็บแปลบแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นมาในอกยามที่เห็นหยดน้ำตาใสคลออยู่ริมขอบตาของสตรีผู้มักจะฝีปากกล้าและเจ้าเล่ห์เสมอเวลาอยู่ต่อหน้าเขา
มือใหญ่ยื่นออกไปโดยสحัตต์ หมายจะสัมผัสแกوفةนวลเนียนที่ตอนนี้ซีดเผือดลง แต่แล้วเขาก็ชะงักมือค้างไว้กลางอากาศ นิ้วเรียวยาวกำเข้าหากันช้าๆ ก่อนจะดึงกลับมาวางไว้บนตักตามเดิมอย่างสงบเสงี่ยม ทว่าแววตาที่มองนางกลับล้ำลึกและหนักแน่นดั่งศิลา
"หากสิ่งที่เจ้าพูดเป็นเรื่องจริง... แล้วเหตุใดสวรรค์จึงส่งเจ้าให้ข้ามผ่านกาลเวลาอันยาวนานนับอนันต์ เพื่อมาพบกับบุรุษที่มือเปื้อนเลือดเช่นเปิ่นหวางเล่า?" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย เจือความสงสัยระคนอาลัยอาวรณ์ที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจหาคำตอบได้
ซูเหยาลืมตาขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของเขา มุมปากยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา "นั่นสินะคะ... บางทีสวรรค์อาจจะไม่ได้ส่งหม่อมฉันมาเพื่อรักท่าน แต่อาจจะส่งมาเพื่อให้หม่อมฉันได้เรียนรู้ว่า... แม้แต่ในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งเทคโนโลยีใดๆ หัวใจของคนเราก็ยังคงเจ็บปวดเป็นเหมือนกัน..."
เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ทั้งสองต่างจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง โดยไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า... ความลับครึ่งหนึ่งที่นางเพิ่งเปิดเผยออกไปนั้น กำลังจะกลายเป็นชนวนสำคัญที่พลิกผันชะตากรรมของพวกเขาทั้งสองคนไปตลอดกาล ท่ามกลางพายุการเมืองในราชสำนักที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในยามวิกาล
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะคลี่คลายไปในทางที่ลึกซึ้งขึ้นนั้น เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดขององครักษ์เงากลับดังขึ้นอย่างเร่งรีบที่หน้าประตูเรือนพัก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งติดๆ กันอย่างร้อนรน
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วที่คลังเสบียงหลวง... มีสารด่วนจากชายแดนภาคเหนือแจ้งว่า ตราประทับหยกของแม่ทัพใหญ่ถูกขโมย และกองกำลังทหารม้าทมิฬกำลังเคลื่อนพลมายังเมืองหลวงอย่างไร้ร่องรอยพ่ะย่ะค่ะ!"
จ้าวเฟยหรงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในทันที นัยน์ตาดุจเหยี่ยวแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในพริบตา รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาจนซูเหยาต้องรีบถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความตกใจ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านความระทึกใจไปกับ "ส้มหวานมิติลับ" ในตอนนี้นะคะ
ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 14
ความลับจากยุค 80
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!