ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 32

วิกฤตในสนามรบ

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนแสบจมูก ท้องฟ้าเหนือหุบผาถ่านศิลาถูกย้อมด้วยสีแดงฉานดั่งโลหิตของสนธยา เสียงกรีดร้องของม้าศึกและเสียงเหล็กกระทบกันระงมราวกับเสียงคำรามของปีศาจจากขุมนรก ในสนามรบอันไร้ซึ่งความปรานีนี้ ชีวิตมนุษย์มีค่าดั่งใบไม้ร่วงหล่น ทว่า ณ ใจกลางวงล้อมนั่น บุรุษผู้สวมเกราะนิลกาฬประดับลวดลายหงส์เพลิงกำลังตวัดกระบี่คู่กายด้วยความเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง แม้ทั่วร่างจะชุ่มโชกไปด้วยเลือดของศัตรูและเลือดของตนเอง ทว่าแผ่นหลังนั้นยังคงเหยียดตรงไม่ต่างจากภูผา "ท่านอ๋อง! ระวังธนูเพลิงด้านซ้าย!" เสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกขององครักษ์เงาถูกกลืนหายไปกับเสียงระเบิดของดินปืนที่ฝ่ายตรงข้ามลักลอบนำมาจากดินแดนตะวันตก จ้าวเฟยหรงหรี่ตาลงเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวป่าไหววูบด้วยประกายแห่งความเหนื่อยล้า แต่ความเย่อหยิ่งทระนงในฐานะแม่ทัพใหญ่ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้กลับมิเคยลดลง เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของพิษสลายกระดูกที่แล่นพล่านไปตามกระแสโลหิต พิษร้ายชนิดนี้ถูกเคลือบไว้ที่ปลายหอกของแม่ทัพฝ่ายกบฏเมื่อชั่วยามก่อน เป็นกลอุบายอันสกปรกที่มุ่งปลิดชีพเขาโดยไม่ต้องรอให้ถึงยามราตรี ร่างสูงใหญ่ทรุดฮวบลงคุกเข่าข้างหนึ่งเมื่อกระแสพิษตีกลับเข้าสู่หัวใจ กระบี่นิลในมือปักลงกับพื้นดินเพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้มลงต่อหน้าศัตรู นับร้อยชีวิตที่ล้อมรอบส่งเสียงโห่ร้องด้วยความฮึกเหิม เมื่อเห็นว่าพยัคฆ์ร้ายแห่งแคว้นจ้าวใกล้สิ้นลาย "ฮ่าๆๆ! ท่านอ๋องผู้เกรียงไกร ในที่สุดก็ถึงคราวอวสานของท่านแล้ว! วางกระบี่ยอมจำนนเสียเถิด ศีรษะของท่านจะถูกนำไปเสียบประจานที่ประตูเมืองหลวง!" แม่ทัพฝ่ายกบฏแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม เงื้อดาบใหญ่ขึ้นหมายจะปลิดชีพเป้าหมายในดาบเดียว จ้าวเฟยหรงเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาไม่เคยกลัวความตาย ชีวิตนี้อุทิศให้แผ่นดินมามากพอแล้ว ทว่า... ในห้วงคำนึงสุดท้าย ภาพใบหน้าของสตรีผู้มักจะบ่นกระปอดกระแปดยามที่เขาแอบสั่งของแปลกประหลาดจากยุค 80 มาไว้ในเรือน กลับเด่นชัดขึ้นมาในใจ *‘ยัยตัวแสบ... ป่านนี้คงกำลังบ่นว่าข้าสร้างภาระให้หล่อนอีกแล้วกระมั้ง’* เขาคิดในใจอย่างขมขื่น พลางเตรียมรับความตายที่จะมาถึง *ฉับพลัน!* ลูกธนูอาบยาพิษนับร้อยดอกแหวกอากาศพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จ้าวเฟยหรง แต่พุ่งเข้าใส่กลุ่มทหารกบฏที่ล้อมรอบเขาอยู่จนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง ตามมาด้วยเสียงควบม้าฝ่ากองเพลิงที่รวดเร็วดั่งพายุหมุน ม้าสีหมอกตัวใหญ่พุ่งทะยานเข้ามาขวางกลางระหว่างแม่ทัพกบฏและท่านอ๋อง ร่างระหงในชุดเกราะหนังสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกปิดไว้ด้วยผ้าคลุมหน้า แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกลับเปล่งประกายดุจดวงดาวในยามวิกฤต พร้อมด้วยมือเรียวที่ถือปืนพกลั่นกระสุนใส่ข้าศึกอย่างแม่นยำ "ใครบังอาจแตะต้องสามีของข้า ไสหัวไปให้พ้น!" เสียงหวานใสกังวานแต่เฉียบขาดดั่งคมมีדตวาดก้องสนามรบ หลินซูเหยาในชุดนักรบเฉพาะกิจกระโดดลงจากหลังม้า มือข้างหนึ่งถือหน้าไม้กลอัตโนมัติที่นางดัดแปลงขึ้นเองจากตำราโบราณผสานกับความรู้ฟิสิกส์ยุคปัจจุบัน ส่วนมืออีกข้างถือกระบี่สั้นอาบยาพิษสลายวิญญาณ นางกวาดสายตาดุดันมองรอบกาย รัศมีความน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมาจนทหารกบฏหลายนายต้องถอยกรูดโดยไม่รู้ตัว จ้าวเฟยหรงเบิกกว้างด้วยความตะลึงงัน เขาแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง "ซูเหยา... เจ้า... เจ้าบ้าไปแล้วหรือไฉน เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่!" "ข้าไม่ได้บ้า แต่ถ้าข้ามาช้ากว่านี้ท่านคงกลายเป็นผีเฝ้าสนามรบไปแล้ว ตาแก่ดื้อด้าน!" ซูเหยาเอ็ดใส่สามีเสียงดังลั่น นางรีบพุ่งเข้ามาประคองร่างสูงใหญ่ที่หนักอึ้งขึ้นมาครึ่งหนึ่ง กลิ่นเลือดที่คละคลุ้งทำให้หัวใจของศัลยแพทย์สาวยุค 80 กระตุกวูบ แต่มือของนางกลับนิ่งสนิท นางหยิบหลอดฉีดยาบรรจุเซรุ่มแก้พิษสูตรเร่งด่วนที่พกติดตัวไว้ในมิติออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วปักลงที่ต้นแขนของเขาอย่างไร้ความลังเล "อึก..." จ้าวเฟยหรงสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความเจ็บปวดจากเข็มแปลกประหลาด แต่วินาทีต่อมา ความเย็นวาบก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ช่วยบรรเทาพิษสลายกระดูกที่กำลังกัดกินอวัยวะภายในให้ชะงักงันลงได้ "อย่านิ่งนอนใจ พิษนี่รุนแรงมาก ข้าต้องพาตัวท่านออกไปเดี๋ยวนี้!" ซูเหยาขบฟันแน่น นางใช้ไหล่ข้างหนึ่งแบกรับน้ำหนักของเขาไว้ แล้วตวัดกระบี่ฟันเข้าใส่ทหารกบฏที่ดาหน้าเข้ามาขวางทางอย่างไม่กลัวตาย ท่วงท่าการต่อสู้ของนางอาจจะไม่พลิ้วไหวเท่าจอมยุทธ์ในยุทธภพ แต่มันรวดเร็ว แม่นยำ และไร้ความปรานี ดุจดั่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการผ่าตัดที่รู้จุดตายของมนุษย์เป็นอย่างดี "คิดจะหนีหรือ? ฝันไปเถอะ!" แม่ทัพฝ่ายกบฏคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกสตรีผู้หนึ่งหยามเกียรติ มันเงื้อดาบฟันเข้าใส่ทั้งสองคนด้วยพลังลมปราณขั้นสูงสุดที่แฝงจิตสังหารรุนแรง ซูเหยาผลักร่างของจ้าวเฟยหรงไปด้านหลังอย่างแรง พร้อมกับเบี่ยงตัวหลบคมดาบที่เฉียดปลายจมูกไปเพียงนิดเดียว เส้นผมสีดำสนิทที่หลุดลุ่ยปลิวไสวตามแรงลม นางหยิบระเบิดควันพิษฉุกเฉินออกจากกระเป๋าคาดเอวแล้วปาลงพื้นทันที! *ปัง!* กลุ่มควันสีม่วงหนาทึบพวยพุ่งขึ้นปกคลุมรัศมีสียศ ทัศนียภาพรอบด้านมืดบอดลงในพริบตา เสียงไอโขลกและเสียงร้องโหยหวนด้วยความแสบตาและแสบจมูกดังระงมไปทั่ว ทหารกบฏต่างพากันปัดป่ายมือควานหาศัตรูท่ามกลางความมืดมิด ในขณะเดียวกัน มือเรียวบางของซูเหยาก็คว้าจับข้อมือแกร่งของจ้าวเฟยหรงไว้แน่น แล้วกระชากให้ลุกขึ้นวิ่งตามนางไปยังจุดอับสายตาหลังโขดหินใหญ่ ที่ซึ่งม้าสีหมอกของนางยืนรออยู่พร้อมกับอานม้าสำรอง "ขึ้นม้า เร็วเข้า!" นางออกคำสั่งเสียงเข้ม แม้เหงื่อกาฬจะผุดพรายเต็มใบหน้าเนียนนุ่มจนเปียกชื้น จ้าวเฟยหรงมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนจุกอยู่ในอก แววตาเยือกเย็นที่เคยมีบัดนี้กลับไหวระริกด้วยคลื่นอารมณ์อันลึกล้ำ เขาไม่เคยคิดเลยว่าในยามที่ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม สตรีที่เขาคอยปกป้องคุ้มครองไว้ในเรือนหลัง กลับเป็นผู้ถืออาวุธฝ่ากองเพลิงเข้ามาฉุดกระชากเขากลับมาจากประตูนรกด้วยมือของนางเอง ทว่า... ก่อนที่ทั้งคู่จะทันได้ก้าวขึ้นหลังม้าเพื่อหลบหนีออกจากวงล้อม เสียงตบมือเยาะเย้ยก็ดังขึ้นจากยอดผาเบื้องบน *แปะ... แปะ... แปะ...* "ช่างเป็นภาพภรรยาช่วยสามีที่ซาบซึ้งใจเสียจริง... น่าเสียดายนัก ที่พวกเจ้าทั้งคู่... จะไม่มีวันได้ออกจากหุบผานี้ไป" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างนับร้อยที่ปรากฏขึ้นบนสันเขา ปลายธนูเคลือบสารเรืองแสงสีเขียวมรกตนับพันดอกถูกเล็งตรงลงมาที่พวกเขาทั้งสองคนอย่างพร้อมเพรียง และผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าสุด พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก... กลับไม่ใช่ฝ่ายกบฏ แต่เป็นองค์ชายรองผู้มีศักดิ์เป็นพระเชษฐาต่างมารดาของจ้าวเฟยหรงเอง! ส้มหวานมิติลับ ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาลุ้นระทึกกับกลยุทธ์พลิกแผ่นดินในตอนนี้ด้วยนะคะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%