กลิ่นกำยานมัสต์และคาวเลือดจางๆ ลอยอวลปะปนกันอยู่ในตำหนักบูรพา ราวกับเครื่องประจักษ์ถึงความล่มสลายที่กำลังคืบคลานเข้ามาเคาะประตู
หลินซูเหยากดปลายนิ้วลงบนชีพจรที่เต้นระรัวของนางกำนัลผู้หนึ่ง นางมิได้สนใจอาภรณ์ปักดิ้นทองชั้นดีที่เปรอะเปื้อนคราบโลหิตสีคล้ำแม้แต่น้อย สติปัญญาอันเฉียบคมของศัลยแพทย์สาขาใหญ่จากยุคแปดสิบถูกดึงมาประจันหน้ากับสถานการณ์เป็นตายเท่ากันในราชสำนักต้าจ้าว แววตาของนางนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าเบื้องหลังความนิ่งนั้นคือกลไกของมันสมองที่กำลังคำนวณอัตราการรอดชีวิตและความเป็นไปได้ของหมากกระดานนี้อย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
"พระชายาเพคะ..." เสียงสั่นพร่าของเสี่ยวหลานดังขึ้น พร้อมกับร่างที่ทรุดลงแทบเท้า "ด้านนอก... กองกำลังเกราะทมิฬขององค์ชายสามพังประตูชั้นนอกเข้ามาแล้วเพคะ เสียงแตรศึก... เสียงแตรศึกดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งสี่ทิศแล้วเพคะ!"
หลินซูเหยาค่อยๆ ชักมือกลับ นางใช้ผ้าแพรสีขาวสะอาดเช็ดคราบโลหิตบนเรียวนิ้วอย่างใจเย็น ท่าทีที่สุขุมเกินกว่าสตรีทั่วไปทำให้นางกำนัลและองครักษ์ที่เหลืออยู่รู้สึกสงบลงได้อย่างน่าประหลาด นางปรายตามองออกไปนอกหน้าต่างบานแกะสลัก ท้องนภายามราตรีถูกย้อมด้วยแสงสีแดงฉานจากเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ตามเรือนปีกขวาของวังหลวง กลิ่นอายของความตายลอยมาแตะจมูกพร้อมกับเสียงฝีเท้าและเสียงเหล็กกระทบกันระงม
"ตื่นตระหนกไปก็ไร้ประโยชน์" สุ้มเสียงของหลินซูเหยานุ่มนวล ทว่าทรงพลังและเฉียบขาดดั่งคมมีดผ่าตัดที่กรีดลงบนเนื้อเยื่อ "พวกมันต้องการบัลลังก์ หาใช่ชีวิตของคนรับใช้เช่นพวกเจ้า หากใครยังอยากมีลมหายใจหายใจต่อในวันพรุ่งนี้ จงตั้งสติแล้วทำตามที่ข้าสั่ง"
ทันใดนั้น บานประตูไม้สักทองก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ร่างสูงสง่าในชุดเกราะนักรบเต็มยศก้าวเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ไอเย็นเยียบและกลิ่นอายสนามรบแผ่ซ่านไปทั่วอาณาบริเวณ จ้าวเฟยหรงในยามนี้มิใช่ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นสำราญพระOถyselดั่งเช่นวันวาน หากแต่คือแม่ทัพผู้เหี้ยมหาญ ดุดัน และพร้อมจะสังหารผู้ขวางทางอย่างไร้ความปรานี
ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองภรรยาคู่สมรสด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย เขาสกาวก้าวเข้ามาใกล้ คว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่นราวกับกลัวว่าลมหายใจของนางจะปลิวหายไปกับสายลมแห่งสงคราม
"ซูเหยา เจ้าต้องไปจากที่นี่" น้ำเสียงของจ้าวเฟยหรงทุบลงในความเงียบ หนักแน่นและเด็ดเดี่ยว "เส้นทางลับใต้ตำหนักเปิดอยู่ องครักษ์เงาจะคุ้มกันเจ้าไปยังค่ายทหารนอกเมือง แคว้นต้าจ้าวอาจจะสิ้นไร้ไม้ตอกในคืนนี้ แต่เจ้า... จะต้องมีชีวิตรอด"
หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้กุมหัวใจนาง นางไม่หลบสายตา ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในอกท่ามกลางพายุเพลิงภายนอก มืออีกข้างยกขึ้นแตะลงบนสันกรามคมสันที่มีรอยแผลเป็นจางๆ ของเขาอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของสตรีผู้กุมกลไกแห่งชะตากรรม
"ท่านอ๋อง... ท่านคิดว่าหมอผ่าตัดเช่นข้า เคยหนีออกจากห้องผ่าตัดขณะที่คนไข้ยังอยู่บนเตียงหรือไฉน?" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าจริงจังจนน่าตกใจ "ข้าข้ามเวลามาไกลถึงยุคนี้ มิได้มาเพื่อเป็นภาระให้ท่านเอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียว หากแคว้นต้าจ้าวจะล่มสลาย... ก็ต้องผ่านศพของข้ากับท่านไปเสียก่อน"
จ้าวเฟยหรงชะงักไปชั่วขณะ หัวใจที่ด้านชามานานนับปีกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ประกายความรักความลุ่มหลงพรั่งพรูออกมาจากดวงตาคู่นคมจนกล Mอเป็นความคลั่งไคล้ สตรีผู้นี้... ไม่เคยทำตามตำราพิชัยสงครามบทใดนางเขียนกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ด้วยตัวของนางเองเสมอ
"เจ้าคนดื้อรั้น..." เขาพึมพำเสียงพร่า ก่อนจะดึงร่างบางเข้ามากอดแนบอกแน่นอย่างลืมตัว อ้อมแขนที่แกร่งดั่งคีมเหล็กโอบกอดนางไว้ราวกับจะหลอมรวมร่างเป็นหนึ่งเดียว "ข้าล่ะเกลียดความฉลาดของเจ้านัก... แต่ก็รักจนยอมตายแทนได้เช่นกัน"
"เก็บคำหวานไว้บอกข้าหลังสงครามเถอะเพคะ ท่านอ๋อง" หลินซูเหยาผละออกจากอ้อมอกเขาอย่างรวดเร็ว แววตาเปลี่ยนเป็นประกายแห่งนักวางแผน "ตอนนี้กองกำลังขององค์ชายสามมีจำนวนมากกว่า ทว่าพวกมันประเมินความพร้อมของค่ายกลปืนใหญ่ตระกูลหลินต่ำเกินไป... เสี่ยวหลาน นำหีบสมุนไพรและสารเคมีล็อตสุดท้ายมาให้ข้า"
จ้าวเฟยหรงมองภรรยาด้วยความทึ่ง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นที่มุมปากของแม่ทัพผู้เกรียงไกร ในเมื่อนางเลือกที่จะเคียงบ่าเคียงไหล่รบเคียงตาย เขาก็จะเปิดทางนรกให้ศัตรูได้ยลโฉมด้วยมือของตนเอง
"ดี!" จ้าวเฟยหรงสะบัดชายผ้าคลุม ดึงกระบี่ประจำกายออกจากฝัก เสียงเหล็กเสียดสีกันกังวานก้องสะท้อนไปทั่วห้อง "ถ้าเช่นนั้น... วันนี้เรามาดูกันว่า เกราะทมิฬขององค์ชายสาม หรือกระบี่ของอ๋องเยือกเย็นอย่างข้า จะคมกริบกว่ากัน!"
สิ้นเสียงคำรามของท่านอ๋อง เสียงกลองศึกและเสียงระเบิดกัมปนาทก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทิศประตูใหญ่ ตำหนักบูรพาถูกแรงสั่นสะเทือนจากการปะทะกันอย่างรุนแรง ฝุ่นคราบปูนและเศษกระเบื้องร่วงกราวลงมาดั่งหิมะ
ทว่า ในวินาทีที่จ้าวเฟยหรงกำลังจะก้าวเท้าออกไปรับหน้ากองกำลังกบฏที่หน้าประตูตำหนัก เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงเกือกม้าจำนวนนับร้อยก็ดังขึ้นตัดหน้าจากทิศทางสวนด้านหลัง ซึ่งควรจะเป็นเขตปลอดคนและถูกปิดตายตามพระราชโองการ
ไม่ใช่ทหารเกราะทมิฬ... และไม่ใช่ทหารของกองทัพพิทักษ์แคว้น
ธงประจำกองทัพที่โบกสะบัดฝ่าความมืดเข้ามาหา คือธงลายพยัคฆ์เงิน ซึ่งเป็นกองกำลังลับที่ควรจะสูญสิ้นไปตั้งแต่เหตุการณ์กบฏเมื่อสิบปีก่อน และผู้นำสารที่ควบม้าเข้ามาหยุดอยู่หน้าบันไดตำหนักโดยมีคราบเลือดเปรอะเปื้อนทั่วกาย กลับไม่ใช่ใครอื่น นอกจากองครักษ์คนสนิทที่ตายไปแล้วในสายตาของทุกคน
"ท่านอ๋อง! พระราชโองการฉบับสุดท้ายจากองค์皇帝... ถูกเปลี่ยนมือแล้วพะยะค่ะ!"
ส้มหวานมิติลับ ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาลุ้นระทึกกับกลยุทธ์พลิกแผ่นดินในตอนนี้ด้วยนะคะ
ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 31
เสียงแตรศึกดังขึ้น
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!