ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 20

ค่ำคืนที่พายุโหมกระหน่ำ

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นอายความเย็นเยียบของคุกหลวงในยามวิกาลช่างเหน็บหนาวจนเสียดกระดูก หากแต่ความหนาวเหน็บภายในห้องบรรทมส่วนตัวของตำหนักอ๋อง กลับเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าเหล็กกล้าที่ถูกแช่อยู่ในน้ำแข็งพันปี เสียงฝนที่โหมกระหน่ำสาดซัดกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบสีนิลด้านนอก ดังสนั่นราวกับฟ้าดินกำลังพิโรธต่อโศกนาฏกรรมที่กำลังก่อตัวขึ้นในราชสำนัก แสงอสนีบาตวาบผ่านหน้าต่างกระดาษสา ส่องให้เห็นเงาร่างสูงสง่าของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังยืนนิ่งสนิทอยู่ริมหน้าต่าง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมาย ทว่ามือหนากลับกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เม็ดฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาละอองหนึ่งไม่สามารถทำให้บุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดินผู้นี้สะทกสะท้านได้เลยแม้แต่น้อย "ท่านอ๋องเพคะ..." เสียงหวานทุ้งที่เจือความเหนื่อยล้าดังขึ้นทำลายความเงียบงัน หลินซูเหยายืนอยู่เบื้องหลังเขา อาภรณ์ผ้าไหมปักลายเหมราชสีเงินที่เคยสง่างาม บัดนี้กลับมีรอยยับย่นเล็กน้อยจากการถูกควบคุมตัวและเดินทางกลับจากประตูวังหลวงอย่างเร่งรีบ ทว่าแววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเหนื่อยหน่ายและประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวที่ยากจะต่อรอง จ้าวเฟยหรงหมุนตัวกลับช้าๆ สายตาของแม่ทัพผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในสนามรบใด บัดนี้กลับไหววับด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย ความเจ็บปวด ความโกรธเกรี้ยว และความหวาดกลัวที่จะสูญเสีย... สิ่งเหล่านี้ถูกซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าอันหล่อเหลาที่เรียบเฉยดุจหินผา ก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าว เขาก็มายืนประชิดเบื้องหน้านาง ร่างสูงใหญ่ทอดเงาบังร่างเพรียวบางของนางจนมิด กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยผสมผสานกับกลิ่นอายฝนยามค่ำคืนโชยเข้าแตะนาสิก ทว่าก่อนที่ซูเห จะทันได้ถอยหลังรักษาระยะห่าง วงแขนแกร่งก็รวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ดึงนางเข้าสู่แผ่นอกกว้างที่กำลังกระเพื่อมไหวด้วยแรงอารมณ์ "ปล่อยเพคะ... ท่านอ๋อง ทรงลืมไปแล้วหรือว่าหม่อมฉันเวลานี้มีสถานะเป็นนักโทษในข้อหากบฏ การที่พระองค์ทรงทำเช่นนี้ รังแต่จะดึงให้พระองค์ต้องจมดิ่งลงไปในโคลนตมแห่งความตายด้วย" ซูเหยาเอ่ยเสียงเรียบ พยายามใช้สองมือดันแผ่นอกหนาออก ทว่าแรงของศัลยแพทย์หญิงหรือจะสู้แรงของแม่ทัพผู้ผ่านการรบมาโชกโชนได้ "ให้มันจมดิ่งสิ!" จ้าวเฟยหรงคำรามต่ำในลำคอ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต "ต่อให้บัลลังก์มังกรนั่นจะพังทลายลงต่อหน้า หรือต่อให้แผ่นดินนี้จะลุกเป็นไฟ หากแลกกับการที่เปิ่นหวางต้องปล่อยเจ้าให้เดินเข้าไปในคุกหลวงแห่งนั้น... เปิ่นหวางยอมเป็นกบฏแผ่นดินเสียยังจะดีกว่า!" หัวใจของซูเหยากระตุกวูบ นางช้อนสายตาขึ้นสบกับดวงตาคู่นั้น ประกายไฟในแววตาของเขาเผاผลาญความเย็นชาที่นางพยายามสร้างขึ้นมาตลอดหลายเดือนจนแทบไม่เหลือซาก คำพูดเมื่อครู่ไม่ใช่คำหวานหยดย้อยจากบุรุษเจ้าสำราญ แต่มันคือคำประกาศิตที่พร้อมจะแลกทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตและเกียรติยศ เพื่อปกป้องสตรีต่างภพผู้มาจากยุคสมัยที่ห่างไกลผู้นี้ "ท่านบ้าไปแล้วหรือ..." ซูเหยาแค่นหัวเราะเบาๆ กลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก "ความรู้สึกของท่าน... มันช่างหนักหน่วงเสียจนหม่อมฉันแบกรับไม่ไหว ท่านเป็นถึงท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ มีอำนาจ มีเกียรติ มีเส้นทางชีวิตที่ถูกขีดไว้ด้วยอำนาจการเมือง เหตุใดจึงต้องเอาอนาคตทั้งหมดมาเดิมพันกับสตรีที่วันหนึ่งอาจจะหายตัวไปจากโลกนี้อย่างไร้ร่องรอยเช่นหม่อมฉันด้วยเล่า?" "เพราะเปิ่นหวางรักเจ้า!" เสียงนั้นตะโกนก้องแข่งกับเสียงสายฝนด้านนอก ทว่าดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของซูเหยาจนราวกับโลกทั้งใบหยุดนิ่ง จ้าวเฟยหรงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง หยาดน้ำตาที่คลอหน่วยในดวงตาคู่คมของบุรุษผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้ใคร ทำให้หัวใจของซูเหยาปวดร้าวราวกับถูกบีบอัดด้วยคีมเหล็ก มือหนายกขึ้นประคองแก้มนวลแผ่วเบา ราวกับนางเป็นแก้วเจียระไนอันเปราะบางที่สุดในโลก "เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเจ้ามาจากที่ใด? เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าในใจของเจ้ามีความลับที่ไม่อาจเอ่ยอยู่? ต่อให้เจ้ามาจากนรกภูมิ หรือโลกอื่นที่ไกลแสนไกล... ซูเหยา เจ้าก็คือสตรีเพียงผู้เดียวที่สลักลงไปในดวงใจของจ้าวเฟยหรงผู้นี้แล้ว ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!" บรรยากาศรอบกายราวกับถูกแช่แข็ง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรำอย่างบ้าคลั่งของคนทั้งสอง ซูเหยาเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาที่แนบอยู่ข้างแก้มช่างเย้ายวนและน่าโหยหาเหลือเกิน ยุค 80 ที่นางจากมาสอนให้นางรู้จักความรักที่เรียบง่ายและเท่าเทียม แต่นี่คือยุคโบราณที่ความรักของบุรุษผู้มีอำนาจสูงสุดมักมาพร้อมกับคมดาบและการนองเลือด และเขาก็ได้มอบมันให้นางจนหมดสิ้นหัวใจแล้ว ทว่า... ยิ่งเขารักนางมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งต้องผลักไสเขาให้ออกไปให้ห่าง "ท่านอ๋อง..." ซูเหยาหลุบตาลงซ่อนประกายความเจ็บปวด เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้เนื้อเสียงจะสั่นระริก "ท่านทรงสารภาพความในใจที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่คำตอบของหม่อมฉัน... ก็ยังคงเหมือนเดิม" ร่างสูงชะงักกึก ลมหายใจของจ้าวเฟยหรงสะดุดไปชั่วขณะ "การหย่า... หม่อมฉันยังคงยืนยันคำเดิมเพคะ" ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอีกครั้ง แววตาของนางกลับมาแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยวราวกับเหล็กกล้า "ท่านช่วยเข้าใจเสียทีเถอะว่า การอยู่เคียงข้างท่านในยามนี้ มีแต่จะนำพาความหายนะมาสู่ตัวท่านเอง พระพันปีหลวงทรงจ้องมองทุกฝีก้าวของท่าน ราชโองการฉบับนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากท่านยังดื้อดึงปกป้องหม่อมฉัน ข้อหากบฏจะถูกยัดเยียดให้ท่านในไม่ช้า และเมื่อถึงเวลานั้น... แผ่นดินเหนือก็จะลุกเป็นไฟ" "ข้าไม่สน!" จ้าวเฟยหรงคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวด ดวงตาสนิทแดงก่ำด้วยพิษรักและโทสะ "ข้าปกป้องแผ่นดินนี้มาทั้งชีวิต เพื่อแลกกับการรักษาแผ่นดินไว้ให้ราชสำนัก แล้วเหตุใด... เหตุใดข้าจึงปกป้องสตรีที่ข้ารักที่สุดไม่ได้!" "เพราะหม่อมฉันไม่ต้องการเป็นจุดอ่อนของท่าน!" ซูเหยาตะคอกกลับเสียงดังไม่แพ้กัน หยาดน้ำตาหยดหนึ่งรินไหลออกจากหางตาอย่างสุดจะกลั้น "ท่านอยากเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกร หรืออยากเป็นบุรุษผู้พินาศเพราะอิสตรี เลือกเอาเถอะเพคะ! แต่สำหรับหม่อมฉัน... การเดินออกจากชีวิตท่าน ไปอยู่ในคุกหลวง หรือแม้แต่การตายในวันพรุ่งนี้ ยังดีเสียกว่าการต้องเห็นท่านต้องพังทลายลงเพราะความลุ่มหลงที่มีต่อหม่อมฉัน!" ความเงียบงันเข้าปกคลุมตำหนักอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดอย่างไร้ความปรานี จ้าวเฟยหรงผอยมือออกจากเอวบางช้าๆ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าของเขาเรียบสนิทจนน่ากลัว บรรยากาศรอบตัวแผ่ไอสังหารและความเย็นเยียบออกมาจนน่าขนพองสะเกลียว ราวกับพายุร้ายที่สงบลงชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดความน่าสะพรึงกลัวครั้งใหม่ "เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าเดินไปตายในคุกหลวงอย่างนั้นหรือ ซูเหยา?" น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นจนกดดันให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้ง เขายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและอำนาจที่เหนือกว่า ฉับพลันนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นที่ด้านนอกตำหนัก ตามด้วยเสียงกระแทกประตูเรือนอย่างแรง ขันทีประจำพระราชสำนักผู้มีใบหน้าซีดเผือดวิ่งลนลานเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้า พร้อมกับชูราชโองการม้วนสีทองขึ้นเหนือหัว ตัวสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ "กราบทูลท่านอ๋อง! เกิด... เกิดเรื่องใหญ่อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีผู้นั้นละล่ำละลักละเมอเสียงสั่น "ราชโองการด่วนจากห้องพระบรรทม... พระพันปีหลวงมีรับสั่งให้... ให้ประหารชีวิตพระชายาหลินซูเหยา ณ ลานประหารหน้าวังหลวงในยามสามคืนนี้ทันทีพ่ะย่ะค่ะ!" ซูเหยาเบิกตากว้าง สติของนางชาวาบไปชั่วขณะ ยามสามคืออีกไม่ถึงหนึ่งชั่วยามข้างหน้านี้แล้ว! ทว่าจ้าวเฟยหรงกลับไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เขากลับแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ก่อนที่มือหนาจะสะบัดชายเสื้ออย่างแรง พร้อมกับที่องครักษ์เงาคนสนิทพุ่งทะยานลงมาจากขื่อคา พร้อมถือหีบไม้ลงลักปิดผนึกทองคำมาวางคุกเข่าเบื้องหน้า "พระชายาไม่ต้องตกใจไป..." จ้าวเฟยหรงก้มลงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างประหลาด ทว่าแววตากลับลุกโชนด้วยไฟแห่งสงครามที่แท้จริง "ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมอำนาจนัก เปิ่นหวางก็จะเปิดประตูเมืองต้อนรับพวกมันด้วยกองกำลังทหารม้าเหล็กสามแสนนายแห่งแดนเหนือ..." พูดจบ เขาก็เอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจิบหนึ่งคำ ช้าๆ อย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะวางมันลงกระทบกับจานรองเสียงดัง *กริ๊ก* "ในเมื่อพวกมันอยากให้ข้าเป็นกบฏนัก... คืนนี้ เปิ่นหวางก็จะยอมสวมมงกุฎกบฏองค์นั้นให้พวกมันดูเอง!" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุความรักและการเมืองครั้งนี้ไปด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบความเด็ดเดี่ยวของพระนางในตอนนี้ค่ะ!
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%