ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 21

ยื้อยุดด้วยเสน่หา

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นอายจางๆ ของกำยานอวี้ถังอบอวลอยู่ทั่วตำหนักบูรพา ทว่าบรรยากาศภายในกลับเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ หลินซูเหยากวาดสายตามองกระดาษสาบนโต๊ะเขียนหนังสือที่มีรอยหมึกตวัดดุดัน แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น ประโยคประกาศิตของจ้าวเฟยหรงเมื่อคืนยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *‘ในเมื่อพวกมันอยากให้ข้าเป็นกบฏนัก... คืนนี้ เปิ่นหวางก็จะยอมสวมมงกุฎกบฏองค์นั้นให้พวกมันดูเอง!’* ทว่ายามนี้ บุรุษผู้ประกาศกร้าวว่าจะพลิกแผ่นดินกลับมานั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของนางอย่างไร้ยางอาย "ซูเหยา... เจ้าลองชิมดูสักคำสิ" สุ้มเสียงทุ้มต่ำที่เคยบัญชาการกองทัพนับแสน ยามนี้กลับเจือความออดอ้อนจนน่าประหลาด จ้าวเฟยหรงในอาภรณ์สีนิลปักดิ้นลายมังกรห้ากรงเล็บ กำลังถือช้อนกระเบื้องเคลือบสีขาวลายคราม ภายในบรรจุซังผู่หลิน (ซุปบัวหิมะตุ๋นรังนก) ที่เขลงมือต้มเคี่ยวด้วยตนเองตั้งแต่ยامฟ้าสาง ร Aroma หอมหวานของพุทราจีนและเก๋ากี้ลอยกรุ่นตัดกับความตึงเครียดในห้องได้อย่างน่าขัน หลินซูเหยาเลิกคิ้วเรียวขึ้นข้างหนึ่ง นางกอดอกมองบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้นด้วยแววตาระคนระแวง นางย่อมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่จ้าวเฟยหรงผู้เย็นชาคนเดิม แต่เป็น 'กลยุทธ์' ใหม่ของเขาต่างหากเล่า "ท่านอ๋องทรงว่างงานถึงเพียงนี้เชียวหรือเพคะ? ราชدفتر (กองกิจการทหาร) คงจะร้างราผู้คนจนท่านต้องมานั่งเคี่ยวรังนกเอาใจเชลยศึกต่างมิติเช่นหม่อมฉัน" นางเอ่ยกลั้วหัวเราะ น้ำเสียงเจือแววเย้าหยอกแต่สายตากลับระแวดระวัง จ้าวเฟยหรงมิได้โกรธเคือง เขาวางถ้วยกระเบื้องลงบนโต๊ะไม้จันทน์ช้าๆ ก่อนจะขยับกายเข้าไปใกล้ ร่างสูงใหญ่ในระยะประชิดทำให้กลิ่นกายบุรุษผสมกลิ่นจางๆ ของสนป่าโชว์ความอบอุ่นเข้ามาโอบล้อมร่างบางไว้ "ราชกิจอันใดก็ไม่สำคัญเท่าความสุขของเจ้า... ซูเหยา เจ้าโกรธเรื่องเมื่อคืนอยู่หรือ" "หม่อมฉันมิกล้าโกรธกบฏผู้ยิ่งใหญ่หรอกเพคะ" หลินซูเหยาเบือนหน้าหนี ปลายจมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อย "แต่สิ่งที่ท่านพูดเมื่อคืน... มันล้ำเส้นความปลอดภัยของพวกเราไปไกลมาก ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าการเล่นกับบัลลังก์มังกรนั้นต่างจากการผ่าตัดเนื้องอกในสมอง แค่พลาดมิลลิเมตรเดียว หัวของพวกเราก็จะหลุดออกจากบ่า!" จ้าวเฟยหรงถอนหายใจยาว แววตาที่มักแข็งกร้าวทอประกายอ่อนโยนยามทอดมองดวงหน้างามล้ำที่กำลังยุ่งเหยิงด้วยความกังวล มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบของนางไว้โดยไม่ยอมให้อีกฝ่ายปฏิเสธ ฝ่ามือสอบแข็งแกร่งถ่ายandความอบอุ่นเข้ามาอย่างดื้อดึง "ข้าไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องเจ้า... และข้าก็ไม่ยอมให้แผ่นดินนี้พังทลายลงในมือพวกสุนัขจิ้งจอกหน้าเนื้อใจเสือเหล่านั้นเช่นกัน" น้ำเสียงของเขานุ่มนวลขึ้น ทว่าหนักแน่นดั่งศิลาผา "ที่ข้าต้องเดินหมากตาที่อันตราย ก็เพื่อให้เรามีที่ยืนที่มั่นคงที่สุดในโลกใบนี้ เจ้าเคยบอกข้าไม่ใช่หรือ... ว่าอนาคตที่เจ้าจากมา ผู้หญิงมีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง ข้าจะสร้างแผ่นดินที่เจ้าสามารถยืนหยัดได้อย่างสง่างามโดยไม่ต้องก้มหัวให้ผู้ใด" หัวใจของหลินซูเหยากระตุกวูบอย่างแรง คำพูดของคนเถื่อนยุคโบราณผู้เย็นชา กลับทิ่มแทงเข้ากลางใจนางอย่างจัง ความใส่ใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้การกระทำเผด็จการเหล่านี้... มันช่างหลอกล่อให้คนตายใจเสียจริง "ท่านนี่นะ... ใช้ไม้นี้มารั้งตัวหม่อมฉันอีกแล้ว" หลินซูเหยาพึมพำ ใบหน้างามแดงระเรื่อขึ้นอย่างปิดไม่มิด นางพยายามดึงมือออกแต่เขากลับกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิม "หากไม้นี้ใช้ได้ผล ข้าก็ยินดีจะทำทุกวิถีทาง" จ้าวเฟยหรงแย้มสรุปมุมปาก รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งนั้นทำให้ใบหน้าหล่อเหลาดุจเทพเซียนดูพราวเสน่ห์จนแทบหยุดหายใจ "ซุปชามนี้เจ้าต้องกินให้หมด... จากนั้น ข้าจะพาเจ้าไปดูของขวัญที่ข้าเตรียมไว้ให้" *** ยามบ่าย ณ อุทยานท้ายตำหนัก ร่างระหงของหลินซูเหยาต้องก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความตื่นตะลึง ภาพเบื้องหน้ามิใช่การตกแต่งอุทยานด้วยดอกไม้ตามฤดูกาล หากแต่เป็นแปลงเกษตรขนาดย่อมที่ถูกจัดระเบียบอย่างประณีต มีทั้งแปลงผักสวนครัวจากยุค 80 ที่นางเคยบ่นพึมพำให้เขาฟังว่าอยากกิน มะเขือเทศสีแดงสด แตงกวาอวบน้ำ และผักกาดเขียวที่ถูกเพาะปลูกด้วยระบบชลประทานจำลองที่ออกแบบอย่างชาญฉลาด "ท่าน... ท่านทำสิ่งนี้ได้อย่างไร?" หลินซูเหยาหันขวับไปมองบุรุษร่างสูงที่ยืนกอดอกอมยิ้มอยู่ด้านหลัง "ข้าให้ช่างฝีมือดีที่สุดในเมืองหลวงแอบไปศึกษา 'ตำราเกษตรกรรมลึกลับ' ที่เจ้าเคยเขียนทิ้งไว้ในห้องพักเมื่อเดือนก่อน" จ้าวเฟยหรงก้าวเข้ามาใกล้ กระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ "ข้าอยากให้เจ้ารู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน... แม้ว่าตัวจะอยู่ ณ ที่แห่งนี้ แต่หัวใจของเจ้า จะมีข้าคอยดูแลไม่ให้ต้องโหยหาสิ่งใดอีก" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ หลินซูเหยาสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นรำไม่เป็นจังหวะในอก บุรุษผู้นี้... ร้ายกาจยิ่งนัก เขาไม่ได้ใช้กำลังบังคับนางให้สยบยอม แต่เขาใช้ 'ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ' มาถักทอเป็นตาข่ายเสน่หา ล้อมกรอบนางไว้จนแทบไม่เหลือทางหนีทีไล่ "ท่านอ๋อง... ท่านชักจะร้ายกาจเกินไปแล้วนะเพคะ" นางพยายามดึงสติ น้ำเสียงพยายามแข็งกร้าวแต่กลับสั่นพร่าอย่างน่าตี "ข้าร้ายกับทุกคน ยกเว้นเจ้าคนเดียว" จ้าวเฟยหรงเอื้อมมือไปปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มนางทัดหูอย่างเบามือ สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำให้ลมหายใจของหลินซูเหยาติดขัด ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานล้ำจนน่าหลงใหล เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงหอบหายใจขององครักษ์เงาก็ทำลายความเงียบสงบลงอย่างกะทันหัน "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" จ้าวเฟยหรงขมวดคิ้วมุ่น ความหงุดหงิดฉายชัดบนใบหน้าคมคายที่ถูกขัดจังหวะ เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม เสียงประกาศก้องจากหน้าประตูตำหนักก็ดังแทรกเข้ามาเสียก่อน "ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! เชิญท่านอ๋องและพระชายารับพระราชโองการ!" เงาร่างของขันทีเฒ่าผู้สนิทชิดเชื้อกับไทเฮาก้าวเข้ามาในเขตตำหนัก พร้อมด้วยกองทหารราชองครักษ์ชุดเกราะทองคำที่ล้อมรอบตำหนักไว้จนแน่นหนา รอยยิ้มเยียบเย็นและแววตาเจ้าเล่ห์ของขันทีเฒ่าผู้นั้น ทำให้หลินซูเหยาและจ้าวเฟยหรงสบตากันทันที สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่นในหัวหลินซูเหยา นี่ไม่ใช่การเรียกตัวปกติ... แต่มันคือ 'กับดักมรณะ' ที่ถูกส่งมาในยามวิกาล! จ้าวเฟยหรงแค่นAแคลนในลำคอ ดวงตาดำมืดดุจเหยี่ยววับวาวด้วยจิตสังหาร มือหนาคว้ากระชับดาบข้างกายแน่น ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของหลินซูเหยาเข้าสู่อ้อมกอดเพื่อปกป้องในคราเดียว "ดูท่า... ฮ่องเต้จะไม่รอให้ข้าสวมมงกุฎกบฏด้วยซ้ำสินะ" จ้าวเฟยหรงกระซิบข้างหูนาง น้ำเสียงเยียบเย็นราวกับภูเขาน้ำแข็ง ทว่าอ้อมแขนที่โอบกอดกลับกระชับแน่นมั่นคงดั่งหินผา ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความคลั่งรักของท่านอ๋องกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%