กลิ่นอายกำยานจันทน์หอมราคาแพงระยับลอยวนอวลอยู่ภายใต้หลังคาเรือนรับรองจันทร์กระจ่าง ทว่าบรรยากาศกลับเย็นเยียบราวน้ำค้างกลางฤดูเหมันต์ เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ย่างกรายเข้ามาหยุดลงตรงหน้าฉากกั้นผ้าไหมปักลายหงส์เหิน ทว่าไร้ซึ่งเงาของผู้มาเยือน มีเพียงกระดาษแผ่นบางที่ถูกสอดลอดเข้ามาใต้บานประตู พร้อมเสียงหัวroะในลำคอเบาๆ ที่จงใจทิ้งร่องรอยให้ขบคิด
"ดูท่า... ฮ่องเต้จะไม่รอให้ข้าสวมมงกุฎกบฏด้วยซ้ำสินะ"
จ้าวเฟยหรงกระซิบข้างหูนาง น้ำเสียงเยียบเย็นราวกับภูเขาน้ำแข็ง ทว่าอ้อมแขนที่โอบกอดกลับกระชับแน่นมั่นคงดั่งหินผา
หลินซูเหยาไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยตวัดมีดผ่าตัดในโรงพยาบาลยุค 80 บัดนี้กำลังบรรจงหมุนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ในมืออย่างใจเย็น นางเหลือบมองเงาร่างที่ทาบทับอยู่หลังฉากกั้น ก่อนจะแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาคู่สวยระยิบระยับราวกับซ่อนกลอุบายล้ำลึกนับพัน
"ฝ่าบาททรงร้อนรนเกินไปแล้วกระมังเพคะท่านอ๋อง" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความเย้ยหยันไว้เต็มเปี่ยม "ส่งจดหมายเตือนภัยมากลางดึกเช่นนี้ เกรงว่าจะกลัวว่าพวกเราจะไม่รู้ตัวว่ากำลังเดินอยู่บนปากเหวสินะคะ"
จ้าวเฟยหรงก้มมองสตรีในอ้อมแขน แววตาคมกริบดั่งพญานอินทร์ฉายแววพึงพอใจระคนเอ็นดู นางไม่เคยตื่นตระหนกต่อหน้าอำนาจใด ไม่ว่าจะเป็นคมดาบในสนามรบหรือเล่ห์เหลี่ยมในวังหลวง หลินซูเหยาของเขามักจะมีวิธีทำให้โลกทั้งใบสงบลงด้วยสติปัญญาอันเฉียบคมเสมอ
"เจ้าคิดว่าเบื้องหลังจดหมายฉบับนี้ เป็นฝีมือของผู้ใดเล่า? เสนาบดีหลี่ผู้เฒ่า หรือองค์ชายสามผู้กระหายอำนาจ?" เขากระซิบถาม ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหง
ซูเหยาแค่นหัวเราะในลำคอ นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังกรุ๊งกริบ "ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด... หมากตานี้พวกมันเดินพลาดมหันต์แล้วค่ะท่านอ๋อง"
นางผละออกจากอ้อมแขนอุ่นอย่างนิ่มนวล ก้าวเข้าไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาพิจารณาด้วยแววตานักวิเคราะห์ หมอศัลยกรรมย่อมคุ้นเคยกับการมองทะลุเนื้อเยื่อเพื่อหาจุดบกพร่อง ฉันใดก็ฉันนั้น หลินซูเหยาเองก็เชี่ยวชาญยิ่งนักในการมองทะลุเปลือกนอกจอมปลอมเพื่อหาพิรุธของศัตรู
"กระดาษเสวียนจื่อเนื้อดี น้ำหมึกถ่านสนภูเขาหลวง... ของเหล่านี้มีเพียงขุนนางขั้นหนึ่งในราชสำนักเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ครอบครอง" นางใช้นิ้วแตะที่รอยพับของกระดาษเบาๆ "แต่สิ่งที่พวกมันพลาด คือกลิ่นอายของ 'ผงชาดอกเหมยหลง' ที่ติดอยู่บนมุมกระดาษนี่ต่างหาก"
จ้าวเฟยหรงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ชาดอกเหมยหลง? ชาชนิดนี้มีเพียงสนมเอกจางผู้เลอโฉมแห่งตำหนักในเท่านั้นที่โปรดปราน"
"ถูกต้องค่ะ" ซูเหยาหันมายิ้มมุมปาก ดวงตาประกายระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ "คนเรามักระมัดระวังตัวในเรื่องใหญ่ แต่หลงลืมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เสมอ พวกมันคิดว่าการส่งจดหมายขู่จะทำให้พวกเราหวาดกลัวจนก้าวเดินสะดุด แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือการยื่นหลักฐานมัดตัวมาให้เราถึงมือ"
รุ่งอรุณถัดมา ณ ท้องพระโรงใหญ่อันโอ่อ่า แสงแดดสีทองสาดส่องผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลวดลายวิจิตร ทว่าบรรยากาศภายในกลับอึมครึมจนแทบหายใจไม่ออก ขุนนางน้อยใหญ่ต่างยืนสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงดัง แม้แต่การหายใจยังต้องผ่อนให้เบาที่สุด เมื่อเห็นท่านอ๋องจ้าวเฟยหรงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวยมทูตผู้พิพากษา
ฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร พระพักตร์เคร่งเครียด ทรงทอดพระเนตรมองพระอนุชาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
"ท่านอ๋อง ได้ข่าวว่าเมื่อคืนนี้จวนของเจ้ามีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนหรือ?" ฮ่องเต้ตรรัสถามด้วยน้ำเสียงกึ่งเยาะกึ่งระแวง
จ้าวเฟยหรงโค้งคำนับอย่างงดงามตามธรรมเนียม ทว่าท่าทีกลับองอาจและเย่อหยิ่งในคราเดียวกัน "ทูลฝ่าบาท มิใช่เพียงแขกไม่ได้รับเชิญพ่ะย่ะค่ะ... แต่เป็น 'สุนัขลอบกัด' ที่จงใจทิ้งหลักฐานไว้ให้กระหม่อมได้สนุกต่างหาก"
สิ้นคำพูดนั้น เสนาบดีหลี่ผู้เฒ่าก็สะดุ้งเฮือก สีหน้าซีดเผือดลงในพริบตา รีบก้าวออกมาคุกเข่าประสานมือกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา "ท่านอ๋องตรรัสเช่นนี้หมายความว่ากระไร? ท้องพระโรงแห่งนี้คือสถานที่ว่าราชการแผ่นดิน ไฉนจึงกล่าววาจาใส่ร้ายป้ายสีขุนนางผู้จงรักภักดีเล่า!"
จ้าวเฟยหรงไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขาส่งสัญญาณให้องครักษ์ประจำตัวนำหีบไม้ใบเล็กเข้ามาวางไว้กลางท้องพระโรง ฝาหีบถูกเปิดออก เผยให้เห็นกระดาษจดหมายขู่ฉบับนั้น พร้อมกับถุงผ้าไหมปักลายดอกเหมยที่ส่งกลิ่นหอมจางๆ ออกมา
หลินซูเหยาซึ่งยืนอยู่หลังฉากรับรองในฐานะพระชายา แอบแย้มยิ้มอยู่ที่มุมปาก นางกำลังรอคอยฉากนี้อย่างใจจดใจจ่อ
"เสนาบดีหลี่ ท่านร้อนตัวไวเสียจริง" จ้าวเฟยหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น พลางกวาดสายตามองขุนนางเฒ่า "กระหม่อมยังมิได้เอ่ยชื่อผู้ใด ไฉนท่านจึงรีบกระโดดออกมารับสมอ้างเล่า หรือว่า... ท่านจะเป็นผู้ส่งจดหมายฉบับนี้จริงๆ?"
"มะ... ไม่ใช่กระหม่อมนะพ่ะย่ะค่ะ!" เสนาบดีหลี่หน้าถอดสี รีบปฏิเสธเสียงดังลั่น "ฝ่าบาททรงโปรดให้ความเป็นธรรมแก่กระหม่อมด้วย! ท่านอ๋องกำลังใช้อำนาจข่มเหงขุนนางตาดำๆ!"
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วมุ่น ทรงมองหน้าพระอนุชาด้วยความไม่พอใจ "เฟยหรง เจ้ามีหลักฐานอันใดจึงปรักปรำขุนนางเก่าแก่เช่นนี้?"
จ้าวเฟยหรงแย้มยิ้มเย็นชา รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องขนลุกเกรียว "ทูลฝ่าบาท กระหม่อมย่อมมีหลักฐาน... และหลักฐานชิ้นนั้น ก็ไม่ได้มาจากกระหม่อม แต่มาจาก 'คนใกล้ชิด' ของเสนาบดีหลี่เองต่างหาก"
ฉับพลันนั้น ประตูท้องพระโรงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง ร่างระหงในชุดนางพญาตำหนักในก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเร่งรีบ นางคือสนมเอกจาง ผู้เลอโฉมแห่งตำหนักใน ใบหน้าของนางซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก นางก Iรบกราบลงแทบพระบาทฮ่องเต้ทันที
"ฝ่าบาท! ทรงโปรดเมตตาด้วยเพคะ! หม่อมฉัน... หม่อมฉันถูกบังคับ!"
เสนาบดีหลี่หันขวับไปมองบุตรสาวของตนเอง ดวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถลนออกจากเบ้า "นะ... นังตัวดี! เจ้าพูดเหล่ไหลอันใดต่อหน้าพระพักตร์!"
หลินซูเหยาที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านม่านบังตา ยิ้มเยาะในใจอย่างผู้เหนือกว่า *คิดจะเล่นเกมการเมืองกับศัลยแพทย์ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน พวกเจ้ายังอ่อนหัดนักค่ะ*
สนมเอกจางร่ำไห้สะอื้นตัวโยน นางหยิบตั๋วเงินและสมุดบัญชีลับเล่มหนึ่งออกจากอกเสื้อ ชูขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือที่สั่นเทา "นี่คือหลักฐานเพคะฝ่าบาท... บิดาของหม่อมฉัน ร่วมมือกับองค์ชายสาม วางแผนสร้างหลักฐานเท็จเพื่อใส่ร้ายท่านอ๋องว่าเป็นกบฏ และในจดหมายขู่เมื่อคืนนี้... ก็เป็นลายมือของบิดาหม่อมฉันเองเพคะ!"
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วทั้งท้องพระโรง ขุนนางทั้งหลายต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ฮ่องเต้ทรงพระพักตร์เขียวคล้ำด้วยความกริ้ว โกรธจนพระHistoแทบสั่นระริก
จ้าวเฟยหรงหันไปมองสตรีหลังม่านบังตา แววตาคมกริบอ่อนแสงลงครู่หนึ่ง เป็นประกายความชื่นชมและลุ่มหลงอย่างปิดไม่มิด
ทว่า... ในวินาทีที่ทุกคนคิดว่าเกมนี้จ้าวเฟยหรงเป็นฝ่ายกำชัยชนะไว้อย่างเบ็ดเสร็จ จู่ๆ สนมเอกจางที่กำลังก้มกราบก็แปรเปลี่ยนสีหน้า แววตาที่เคยหวาดกลัวพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียม รอยยิ้มประหลาดผุดขึ้นที่มุมปากนาง
"ฮ่าๆๆ... พวกเจ้าคิดว่าชนะแล้วอย่างนั้นหรือ?" สนมเอกจางหัวroะออกมาเสียงดังลั่น ท่าทีเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
จ้าวเฟยหรงขมวดคิ้วฉับ
ทันใดนั้นเอง องค์รักษ์เสื้อแพรที่ยืนอารักขาอยู่รอบท้องพระโรงนับสิบนาย ก็ชักกระบี่ออกจากฝักพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง และหันปลายกระบี่พุ่งตรงมายังจ้าวเฟยหรงและฮ่องเต้!
พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักอึ้งนับร้อยนายที่ดังกระหน่ำมาจากด้านนอก ประตูวังหลวงถูกพังทลายลงในพริบตา พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษผู้สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก ผู้กุมกองกำลังทหารรักษาพระนครไว้ในมือทั้งหมด!
"ยินดีด้วยนะท่านอ๋อง..." เสียงทุ้มต่ำลอดผ่านหน้ากากเงินดังขึ้น เยียบเย็นบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ท่านหลงกล 'แผนลวงข้ามจวน' ของข้าเข้าให้แล้ว"
(ขอบพระคุณท่านรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและเชือดเฉือนคมเฉียบไปพร้อมกับซูเหยาและท่านอ๋องนะคะ)
ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 22
แผนลวงข้ามจวน
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!