“ถ้าใต้เท้ายังคงดื้อดึงที่จะใช้วิธีสกปรกเช่นนี้ในการสกัดกั้นเส้นทางการค้าของตระกูลจ้าว ข้าเกรงว่าตำตำรับยาสมานแผลที่ข้าเพิ่งคิดค้นขึ้น คงต้องเปลี่ยนไปอยู่ในมือของกองกำลังตระกูลมู่แทนแล้วกระมังเจ้าคะ”
สุ้มเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูของหลินซูเหยา ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องทรงงานส่วนพระองค์ กลิ่นอายความกดดันแผ่ซ่านจนแม้แต่เปลวเทียนบนโต๊ะยังไหววูบคล้ายไม่กล้าลุกโชนสว่างเกินควร
จ้าวเฟยหรงเงยพระพักตร์ขึ้นจากกองฎีกาเบื้องพระเนตร ดวงเนตรคมกลาบดุจพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง อาภรณ์ผ้าแพรปักลายหงส์เหมันต์สีฟ้าครามขับเน้นให้ร่างระหงดูสง่างามดั่งเทพเซียน ทว่าแววตาคู่คมกล้าที่กำลังจ้องตรงมากลับเต็มไปด้วยความท้าทาย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่ออำนาจแห่งชินอ๋องผู้กุมกองทหารครึ่งแผ่นดินแม้แต่น้อย
“เจ้ากล้าข่มขู่เรา หลินซูเหยา”
พระสุ้มเสียงทุ้มต่ำรlระคนความกริ้วระคนความขบขัน ร่างสูงใหญ่ในฉลองพระองค์สีดำสนิทปักดิ้นลายมังกรทองค่อยๆ ขยับวรกายลุกขึ้นช้าๆ ก้าวพระบาทเข้ามาใกล้ทีละก้าว ทรงกดดันด้วยรัศมีแห่งผู้เหนือกว่าที่หล่อหลอมผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วน ทว่าหญิงสาวกลับเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ไม่ถอยร่นแม้แต่ครึ่งก้าว
“หม่อมฉันมิได้ข่มขู่เพคะ... หม่อมฉันเพียงแต่เจรจาด้วยผลประโยชน์บนพื้นฐานของความยุติธรรม ในเมื่อท่านอ๋องทรงใช้สิทธิ์ขององค์รัชทายาทในการปิดกั้นเส้นทางลำเลียงเวชภัณฑ์ของหม่อมฉัน หม่อมฉันที่เป็นเพียงแพทย์หญิงตัวเล็กๆ จากโลกที่ไกลแสนไกล จะเอาอะไรไปต่อกรกับกองทัพพยัคฆ์เล่าคะ? มีเพียงภูมิปัญญาและมันสมองเหล่านี้เท่านั้นแหละเพคะ ที่พอจะใช้ต่อรองให้ท่านอ๋องทรงระคายเคืองพระทัยได้บ้าง”
รอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากของนางช่างบาดลึกยิ่งนัก หลินซูเหยากอดอกมองร่างสูงที่บัดนี้ยืนประชิดจนแทบจะกลืนกินพื้นที่หายใจของนาง กลิ่นอายบุรุษเพศอันเข้มข้นเจือจางด้วยกลิ่นหอมเย็นของไม้จันทน์หอมลอยเข้าแตะนาสิกจนหัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง แต่นางต้องข่มความหวั่นไหวเอาไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเยือกเย็น
“ปากคอเราะร้ายนัก... เจ้าคิดว่าความรู้แพทย์แปลกประหลาดของเจ้า จะช่วยให้เจ้าพ้นเงื้อมมือเราไปได้ตลอดหรือ?”
จ้าวเฟยหรงโน้มพระวรกายลงมาต่ำ ลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้มเนียนนุ่มจนเจ้าตัวสะท้านเฮือก พระหัตถ์แกร่งยกขึ้นหมายจะเชยคางมนขึ้นมาบังคับให้สบพระเนตร ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วหยาบกร้านสัมผัสโดนผิวแก้มเนียน หลินซูเหยากลับเบี่ยงหน้าหนีด้วยความตกใจ พร้อมกับก้าวถอยหลังโดยลืมไปว่าเบื้องหลังของนางคือชั้นตำราโบราณน้ำหนักมหาศาล!
*โครม!*
ร่างระหงเสียหลักเซถลาสะดุดเข้ากับพรมขนสัตว์ปักลายวิจิตร จ้าวเฟยหรงผْدพระหัตถ์คว้าเอวบางเอาไว้ตามสัญชาตญาณ ทว่าแรงเหวี่ยงกลับดึงให้พระวรกายสูงใหญ่สูญเสียการทรงตัวตามไปด้วย ทั้งสองร่างล้มคว่ำลงไปกองบนพื้นพรมหนานุ่มท่ามกลางเสียงตำราโบราณนับสิบเล่มที่ร่วงหล่นลงมากระจัดกระจายราวกับหิมะโปรยปราย
เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ
เมื่อความนิ่งงันเข้าปกคลุม หลินซูเหยาพบว่าตนเองกำลังนอนหงายอยู่บนพื้น โดยมีพระวรกายหนาหนักของชินอ๋องทาบทับอยู่เบื้องบน พระพักตร์คมคายอยู่ห่างจากใบหน้านางเพียงคืบเดียว ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดรินอยู่เหนือริมฝีปากทำให้สมองของแพทย์หญิงผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนถึงกับขาวโพลน ชั่วขณะนั้น กลิ่นอายความดุดันเย็นชาของท่านอ๋องผู้เกรียงไกรกลับหลอมละลายเหลือเพียงความอบอุ่นอันน่าประหลาด
ดวงเนตรคมกลาบของจ้าวเฟยหรงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกพระทัย พระองค์ไม่คาดคิดว่าอุบัติเหตุบ้าๆ นี้จะนำพาร่างนุ่มนิ่มของสตรีผู้กั้นกำแพงใส่พระองค์มาแนบชิดอยู่ใต้ร่างเช่นนี้ พระหัตถ์ข้างหนึ่งที่ยังคงโอบเอวบางไว้แน่นสัมผัสได้ถึงส่วนเว้าส่วนโค้งอันเย้ายวนภายใต้อาภรณ์หรูหรา หัวใจที่เคยด้านชาและเต้นเป็นจังหวะแห่งการฆ่าฟันมาตลอดหลายปี บัดนี้กลับกระหน่ำรัวรากลองศึกในสนามรบ
“ปล่อยนะเพคะ!” หลินซูเหยาได้สติ รีบเอ่ยเสียงสั่นพร่า พร้อมกับยกสองมือขึ้นดันพระอุระกว้างที่แน่นขนัดไปด้วยกล้ามเนื้อกำยำ ทว่ายิ่งดัน วรกายแกร่งก็ยิ่งโน้มลงมาแนบชิดมากกว่าเดิม
“เจ้า... กล้าสั่งเราหรือ”
สุ้มเสียงของจ้าวเฟยหรงแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด พระเนตรคู่คมกวาดมองพวงแก้มแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูเล็กที่ขึ้นสีจัด ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่พระองค์ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนกำลังตีรวนขึ้นในอก ความปรารถนาอันลึกล้ำที่ถูกกดทับไว้ด้วยภาระหน้าที่แห่งราชบัลลังก์ บัดนี้กลับถูกปลุกเร้าขึ้นเพียงเพราะสตรีจอมพยศผู้นี้
“ถ้าท่านอ๋องยังไม่ลุกขึ้น หม่อมฉัน... หม่อมฉันจะใช้เข็มพิษฝังจุดชีพจรของท่านเดี๋ยวนี้เพคะ!” นางขู่เสียงลอดไรฟัน แม้ใบหน้าจะแดงก่ำด้วยความอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“ลองดูสิ... หากเจ้ากล้าขยับ เข็มในมือเจ้าอาจจะทำให้เราหมดความอดทนแล้วทำในสิ่งที่เจ้าคาดไม่ถึงก็ได้”
จ้าวเฟยหรงกระซิบชิดริมใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวทำให้ขนนกลงไปถึงขั้วหัวใจ หลินซูเหยาชะงักค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกยามเมื่อสัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริงบางอย่างจากสายตาคู่คู่นั้น
และในวินาทีที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังตึงเครียดและอบอวลไปด้วยกระแสอารมณ์อันลึกซึ้งเกินกว่าจะควบคุม ประตูห้องทรงงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท พร้อมกับเสียงรายงานร้อนรนของขันทีสนิทที่ดังแทรกเข้ามา
“ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! แม่ทัพตườngจากชายแดนเหนือส่งม้าเร็วมาแจ้งข่าว... คลังเสบียงหลวงถูกลอบวางเพลิง และตราประทับหยกของกองทัพถูกขโมยหายไปอย่างไร้ร่องรอยพ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวเฟยหรงผุดลุกขึ้นจากร่างบางราวกับต้องสายฟ้าแลบ พระพักตร์แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งแกะสลักในเสี้ยววินาที รัศมีอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจนขันทีหน้าประตูเข่าทรุดลงไปกองกับพื้น หลินซูเหยาลุกขึ้นตามจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่อย่างรวดเร็ว หัวใจที่เต้นรัวจากเหตุการณ์เมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตัวระดับสูงสุดเมื่อได้ยินคำว่า 'ตราประทับหยก'
ท่านอ๋องหันกลับมาทอดพระเนตรหญิงสาวที่ยืนหายใจหอบสะท้อนอยู่ข้างกองตำรา พระเนตรคู่นั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อนยากจะคาดเดา ก่อนที่พระองค์จะตรัสด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเฉียบขาด
“ดูท่า... ศัตรูในความมืดคงไม่ได้ต้องการแค่ทำลายตระกูลจ้าวของเจ้าเสียแล้วกระมัง หลินซูเหยา”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านความระทึกใจไปกับ "ส้มหวานมิติลับ" ในตอนนี้นะคะ
ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 12
รอยจูบที่ไม่ได้ตั้งใจ
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!