ประโยคนั้นยังคงลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ ดั่งเศษแก้วชิ้นเล็กๆ ที่กรีดลึกลงไปในความเงียบงันระหว่างคนทั้งคู่ รินรดาไม่ขยับเขยื้อน เธอยังคงยืนกอดอกพิงขอบหน้าต่าง ปล่อยให้แสงไฟนีออนจากตึกสูงระฟ้าสาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างที่เรียบนิ่งราวกับรูปสลักหินอ่อน ขณะที่ธรรศ—ซีอีโอหนุ่มผู้เคยควบคุมทิศทางของทุกสิ่งในกำมือ กลับยืนแข็งทื่อ คล้ายกับร่างที่เพิ่งถูกกระชากวิญญาณออกไป
"คุณพูดว่าอะไรนะ..." เสียงของธรรศแหบพร่าจนแทบไม่เหลือเค้าโครงความมั่นใจที่เขาเคยมี ดวงตาคมกริบที่มักใช้กดดันคู่เจรจาในห้องประชุมบัดนี้เบิกกว้าง ร่างสูงใหญ่สั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ ปลายนิ้วที่ประสานกันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเยือกเย็นและสมเพชเวทนาที่เคลือบอยู่บนผิวบางๆ ของน้ำเสียง
"ความจำเสื่อม หรือว่าแกล้งทำเป็นลืมกันแนคะ ธรรศ" เธอหันกลับมาสบตาเขาตรงๆ ดวงตากลมโตคู่สวยเต็มไปด้วยร่องรอยของความเจ็บปวดที่ผ่านการตกตะกอนมานานนับปี "เรื่องเมื่อสามปีก่อน... วันที่คุณผลักไสฉันออกจากชีวิต พร้อมกับคำสั่งเด็ดขาดให้ไปจัดการ 'สิ่งกีดขวาง' สองเส้นทางที่อาจทำลายอนาคตทางสังคมของคุณ ลืมไปแล้วจริงๆ หรือคะ ว่าวันนั้นคุณพูดว่าอะไรบ้าง"
ภาพในอดีตผุดวาบขึ้นมาในหัวของธรรศ ราวกับฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกกรอด้วยความเร็วสูง หัวใจของเขาบีบตัวเข้าหากันอย่างรุนแรงจนเจ็บแปลบที่หน้าอก ความทรงจำสีเทาหม่นที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยงานและอำนาจเริ่มปริแตก เสียงกรีดร้องของความกดดัน เสียงกระซิบของความทะเยอทะยาน และภาพเงาร่างของหญิงสาวที่ร้องไห้อ้อนวอนในคืนฝนตก... มันย้อนกลับมาทับถมจนเขาแทบหายใจไม่ออก
ธรรศยกมือขึ้นกุมขมับ ร่างกายเซถอยหลังไปสองก้าว สะโพกกระแทกเข้ากับมุมโต๊ะทำงานจนแฟ้มเอกสารร่วงหล่นกระจายเต็มพื้น แต่เขาไม่มีแก่ใจจะสนใจเสียงเหล่านั้น อาการปวดหัวตุบๆ ที่เล่นงานเขามาหลายสัปดาห์ระเบิดออกราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบที่สมองส่วนหน้า
"ผม... ผมไม่ได้..." ธรรศพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน เม็ดเหงื่อผุดพรายซึมตามไรผม ทั้งที่ห้องทำงานเปิดเครื่องปรับอากาศไว้เย็นเฉียบ
รินรดามองปฏิกิริยานั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เธอก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยแตะจมูก แต่สิ่งที่เธอกลับสัมผัสได้ชัดเจนยิ่งกว่าคือ 'ความเปราะบาง' ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกร้าวของอดีสามี
ดวงตาสีเข้มคู่นั้นไม่ได้ฉายแววเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างที่เธอเคยหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว แต่มันเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ความหวาดระแวง และอาการหลอนประสาทที่เจ้าตัวพยายามปกปิดมาตลอด รินรดาหรี่ตามองอย่างพินิจพิเคราะห์ ดีไซเนอร์สาวผู้ผ่านการอ่านใจคนผ่านงานออกแบบมานักต่อนัก เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าแค่ความรู้สึกผิด
มือที่สั่นเทาจนห้ามไม่อยู่ ดวงตาที่กวาดมองไปรอบห้องราวกับหวาดกลัวเงาของตัวเอง และลมหายใจที่กระชั้นถี่ผิดปกติ...
*นี่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกผิดบาปธรรมดา... แต่มันคืออาการทางจิตใจที่กำลังพังทลายลงเรื่อยๆ ต่างหาก* รินรดาคิดในใจ
"ธรรศคะ ตั้งสติหน่อยค่ะ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบคม เธอทรุดตัวลงนั่งยองๆ เพื่อเก็บแฟ้มเอกสารที่ร่วงบนพื้น แทนที่จะเข้าไปช่วยพยุงเขา "ถ้าคุณคิดจะใช้มุกความจำเสื่อมเพื่อหนีความรับผิดชอบ หรือเรียกร้องความน่าเวทนาจากฉันล่ะก็... บอกไว้ก่อนเลยว่ามันน่าสมเพชเกินไปหน่อย"
"คุณไม่เข้าใจ..." ธรรศหอบหายใจหนักหน่วง เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นพรมอย่างไร้มาดซีอีโอ มือทั้งสองข้างขยุ้มเส้นผมตัวเองจนยุ่งเหยิง "ผมไม่ได้แกล้ง... ผมจำไม่ได้จริงๆ ริน... ผมจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับวันนั้นบ้าง ช่วงเวลาระหว่างเดือนนั้นมัน... มันว่างเปล่า มันเหมือนถูกลบออกไปจากสมองของผม!"
น้ำเสียงที่หลุดออกมาจากลำคอของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอย่างแท้จริง มันไม่ใช่การแสดงละครตบตา รินรดารับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ ความเยือกเย็นที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเริ่มสั่นคลอนเล็กน้อย เธอหยุดมือที่กำลังจัดเอกสาร เงยหน้าขึ้นมองอดีตสามีที่ตอนนี้มีสภาพไม่ต่างจากคนใกล้สติแตก
"ว่างเปล่าเหรอคะ?" รินรดาทวนคำ น้ำเสียงเจือความเย้ยหยัน "แต่ความเจ็บปวดที่ฉันได้รับมันไม่ได้ว่างเปล่าเลยนะคะ มันฝังรากลึกอยู่ในเนื้อหนังมังสาของฉันทุกวัน ทุกคืน..."
"ผมไม่ได้สั่งให้คุณฆ่าลูก..." ธรรศเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอ ดวงตาคู่คมแดงก่ำ มีหยาดน้ำใสเอ่อคลออยู่หน่วยๆ ซึ่งเป็นภาพที่รินรดาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายที่ไร้หัวใจคนนี้ "ผมจำได้แค่เสียงร้องไห้... เสียงฝน... แล้วก็ความรู้สึกเหมือนสูญเสียบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป แต่พอลืมตาตื่นขึ้นมา หมอประจำตัวบอกว่าผมประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ความจำช่วงสามเดือนก่อนหน้านั้นได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง... ริน... ผมพยายามตามหานะ ผมพยายามรื้อฟื้นมัน แต่มันมีแต่ความว่างเปล่าสีดำสนิท!"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ ข้อมูลใหม่นี้ทำให้แผนการแก้แค้นที่เธอวางไว้ทั้งหมดเริ่มบิดเบี้ยวไปจากเดิม
ถ้าเขาไม่ได้โกหก... ถ้าความทรงจำช่วงนั้นหายไปจริงๆ ล่ะ? หมายความว่าสิ่งที่เธอแบกรับความแค้นมาตลอดสามปี คือการไปเคี่ยวเข็ญใส่คนที่แม้แต่เรื่องในอดีตก็จำไม่ได้อย่างนั้นหรือ? แต่มันจะยุติธรรมกับเธอได้อย่างไร ในเมื่อรอยแผลเป็นบนร่างกายและจิตใจของเธอยังคงสดใหม่อยู่ทุกวัน?
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูก็กรีดแทรกความเงียบขึ้นสามครั้งติดกัน—*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
ทั้งรินรดาและธรรศต่างสะดุ้งเล็กน้อย ธรรศรีบใช้หลังมือปาดน้ำตาบนใบหน้าลวกๆ แล้วพยายามพยุงร่างตัวเองให้ลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยความรวดเร็วตามสัญชาตญาณของการเป็นผู้นำ แม้สภาพภายในจะพัง ภายนอกก็ยังต้องหยัดยืน
"เข้ามา" ธรรศเอ่ยด้วยเสียงที่พยายามดัดให้เป็นปกติที่สุด แม้จะยังแหบพร่าอยู่บ้าง
ประตูกระจกบานใหญ่ถูกผลักเปิดออก คีย์ ชายหนุ่มช่างภาพอิสระและคู่คิดคนสนิทของรินรดา ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในมือถือแท็บเล็ตเครื่องบางไว้แน่น สายตาคมกวาดมองทั้งสองคนที่ยืนอยู่คนละมุมห้อง ก่อนจะมาหยุดที่รินรดาด้วยความห่วงใย
"รินครับ เกิดเรื่องแล้ว" คีย์เอ่ยเสียงเครียด โดยไม่สนใจสายตาไม่พอใจที่ธรรศมองมา "ผมเพิ่งได้รับรายงานจากทีมงานที่ไทย ภาพถ่ายเซ็ตที่เราแอบไปถ่ายงานแถลงข่าวเปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ของคุณธรรศ... มีภาพเบื้องหลังหลุดออกไป"
รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าเรียบนิ่งลงทันที "ภาพอะไรคะ?"
คีย์ส่งแท็บเล็ตให้รินรดาดู หน้าจอแสดงภาพถ่ายโคลสอัปใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยวัยประมาณสามขวบเศษ กำลังยืนเกาะกระจกรถยนต์หรูคันหนึ่ง ดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้น และโครงหน้าหนာที่ถอดแบบพิมพ์มาD่างกับธรรศราวกับแกะ ไม่มีผิดเพี้ยน!
และที่สำคัญที่สุด... ใต้ภาพนั้น มีข้อความปริมาณมหาศาลจากชาวเน็ตกำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด พร้อมกับพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของเพจบันเทิงชื่อดังที่เพิ่งถูกปล่อยออกมาเมื่อนาทีที่แล้ว:
*"ทายาทลับตระกูลดัง? เปิดภาพเด็กปริศนาหน้าละม้ายคล้ายซีอีโอหนุ่มร้อยล้าน หรือนี่คือเหตุผลที่อดีตภรรยาต้องหนีออกนอกประเทศ?"*
รินรดานิ่งค้างไปทันที ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น เธอลอบเหลือบมองไปทางธรรศที่ตอนนี้กำลังชะเง้อมองหน้าจอแท็บเล็ตในมือเธอด้วยความสงสัย
ธรรศขมวดคิ้วมุ่นก้าวเข้ามาใกล้ เพื่อจะดูว่าภาพอะไรที่ทำให้ทั้งรินรดาและคีย์มีสีหน้าตกใจถึงเพียงนั้น
"ภาพอะไรเหรอ... ทำไมพวกคุณถึง..." ธรรศเอ่ยพร้อมกับชะโงกหน้าเข้ามามองหน้าจอแท็บเล็ตในระยะประชิด ก่อนที่สายตาของเขาจะหยุดนิ่งสนิทลงที่ภาพใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยบนหน้าจอ
วินาทีนั้น รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อเห็นดึงตาของอดีสามีเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย สีหน้าที่เคยสับสนและเจ็บปวดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงพรึงเพริดราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ
ธรรศหันขวับกลับมามองหน้าเธอ ดวงตาสั่นระริก ลมหายใจติดขัดจนแทบเป็นลม มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าแขนเธอไว้ แต่ต้องชะงักค้างกลางอากาศ
"ริน..." เสียงกระซิบของธรรศสั่นพร่าจนแทบไม่ได้ยิน "เด็กคนนี้... ลูกใคร..."
________________________________________
*(ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางดิ่งลึกไปกับปมรักบิดเบี้ยวนี้ด้วยกันนะคะ)*
ดีไซเนอร์หัวขบถกับอดีตคนรักที่จำชื่อผมไม่ได้•ตอนที่ 14
เงาในใจ
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์หัวขบถกับอดีตคนรักที่จำชื่อผมไม่ได้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!