กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของโกดังร้างแห่งนั้น ยังคงติดตรึงอยู่ในโสตประสาทของรินรดา ราวกับมันถูกฝังลึกไว้ใต้ผิวหนัง หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาหนังสีเข้มในห้องทำงานส่วนตัว แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบกรอบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้า นิ้วเรียวยาวจรวดปลายปากกาหมึกซึมราคาแพงวนเวียนอยู่บนกระดาษร่างแบบชุดคอลเลกชันใหม่ แต่ทว่า... ไม่มีเส้นสายใดถูกลากลงไปเลยตั้งแต่เมื่อสองชั่วโมงก่อน
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงวนเวียนกรอซ้ำอยู่ในหัวสมองอย่างบ้าคลั่ง
ธรรศ... ผู้ชายที่เธอเคยตราหน้าว่าไร้หัวใจ เย็นชา และเห็นอำนาจเหนือทุกสิ่ง ยอมยืนตากกระสุนและใช้ร่างกายของตัวเองเป็นโล่กำบัง เพื่อแลกกับการให้เธอเดินออกไปจากจุดอันตรายนั้นได้อย่างปลอดภัย รอยแผลฉقเฉี่ยวบริเวณหัวไหล่และรอยฟกช้ำตามเนื้อตัวของเขาในยามที่เธอย้อนกลับไปมองผ่านกระจกรถ คือหลักฐานประจักษ์ชัดว่าเขากำลังทำลายตัวเองทีละน้อยเพื่อชดใช้บาป
"คุณยังคิดถึงเรื่องเขาอยู่อีกเหรอ ริน"
เสียงทุ้มต่ำของคีย์ดังขึ้นพร้อมกับถ้วยชาอุ่นๆ ที่ถูกวางลงบนโต๊ะทำงาน ช่างภาพหนุ่มถอนหายใจยาวอย่างนึก
"ฉันไม่ได้คิดถึงเขา... ฉันแค่กำลังคิดว่ามนุษย์เราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ" รินรดาเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตที่เคยเต็มไปด้วยประกายแห่งการแก้แค้น บัดนี้กลับไหววูบราวกับเปลวเทียนต้องลมพายุ "คนที่เคยผลักไสฉันลงเหว คนที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันจนไม่เหลือชิ้นดี... ทำไมตอนนี้ถึงยอมแม้กระทั่งแลกชีวิตเพื่อฉันล่ะคะ คีย์?"
"บางที... เขาอาจจะแค่สำนึกได้ในวันที่มันสายเกินไป" คีย์ตอบเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความระมัดระวังในความรู้สึกของหญิงสาว "ความรู้สึกผิดมันกัดกินคนได้มากกว่าที่คุณคิดนะริน โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองทำลายของล้ำค่าที่สุดในชีวิตไป"
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและขื่นขมยิ่งกว่ายาพิษ เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเจ็บปวดในอดีตพรั่งพรูเข้ามาตอกย้ำว่าแผลเป็นที่เขาฝากไว้ ไม่เคยจางหายไปไหนเพียงเพราะการกระทำไถ่บาปไม่กี่ครั้ง
"ของล้ำค่าอย่างนั้นเหรอคะ? น่าขันสิ้นดี..." รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชุดสูทสีเทาเข้ารูปยิ่งขับเน้นความสง่างามและความเยือกเย็นที่เธอสร้างขึ้นเป็นเกราะกำบัง "ตอนที่ฉันกราบกรานขอความเห็นใจจากเขาตอนที่สูญเสียทุกอย่าง เขากลับจำชื่อฉันไม่ได้ด้วยซ้ำ... คีย์คะ คนแบบธรรศไม่มีวันเปลี่ยนแปลงหรอก เขาก แค่กำลังเล่นละครตบตา เพื่อให้ฉันเลิกจองล้างจองผลาญเขาต่างหาก"
แต่ถึงปากจะพูดเช่นนั้น หัวใจของเธอกลับกระตุกวูบทุกครั้งที่นึกถึงรอยแผลและแววตาที่ยอมจำนนของเขาเมื่อคืนนี้ มันไม่ใช่แววตาของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่เย่อหยิ่งอีกต่อไป แต่เป็นแววตาของสุนัขจนตรอกที่พร้อมจะตายแทนเจ้าของ
เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะสั่นครืดคราดทำลายความเงียบ รินรดาก้มลงมองหน้าจอ ปรากฏชื่อของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่ธรรศเข้ารับการรักษาตัวจากเหตุการณ์เมื่อคืน หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มโดยไม่ทันตั้งตัว นิ้วเรียวลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกดรับสาย
"คุณคือ... ญาติของคุณธรรศใช่ไหมคะ?" เสียงปลายสายร้อนรนจนน่าใจหาย "ตอนนี้อาการของคุณธรรศทรุดลงค่ะ ไข้ขึ้นสูงเพราะแผลติดเชื้อ และที่สำคัญ... เขาเพิ่งฟื้นขึ้นมา แต่ปฏิเสธการรักษาทุกอย่าง เขายืนกรานจะขอพบคุณรินรดาคนเดียวเท่านั้นค่ะ ถ้าคุณไม่มา... เราเกรงว่าเขาอาจจะ..."
ประโยคสุดท้ายขาดหายไป แต่ความหมายกลับหนักอึ้งจนรินรดารู้สึกหายใจไม่ออก กำแพงความเย็นชาที่เธอใช้เวลาหลายปีสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง กำลังถูกกัดเซาะด้วยน้ำมือของคนที่เธอเกลียดชังที่สุด
"ริน..." คีย์มองหน้าเธออย่างเป็นห่วง "คุณจะไม่ไปใช่ไหม?"
รินรดานิ่งงัด เปลือกตาปิดลงช้าๆ เพื่อซ่อนความสั่นไหวในแววตา เธอยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่กำลังพิจารณาชะตากรรมของตัวเอง ระหว่างความสะใจที่ได้เห็นเขาพังพลาย กับความจริงที่ว่าหัวใจเธอกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง
"ฉันต้องไปค่ะ..." รินรดาเอ่ยเสียงแผ่วเบาแต่เด็ดเดี่ยว เธอกว้าวกระเป๋าถือขึ้นมาสะพายไหล่ "ฉันต้องไปตอกย้ำให้เขารู้ว่า ความเจ็บปวดที่ฉันเคยได้รับ มันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้"
ร่างระห่างก้าวฉับๆ ออกจากห้องทำงาน ทิ้งให้คีย์มองตามด้วยความกังวลระคนเข้าใจ รถยนต์คันหรูพุ่งทะยานผ่านสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง ท้องถนนยามค่ำคืนพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาจากฟ้า แต่ในใจของรินรดากลับสว่างวาบด้วยความสับสนที่ไม่อาจหาคำตอบ
เมื่อมาถึงหน้าห้องพักพิเศษของโรงพยาบาล บรรยากาศเงียบเชียบจนน่าอึดอัด ประตูห้องแง้มเปิดไว้เล็กน้อย รินรดากลั้นหายใจ ผลักประตูเข้าไปช้าๆ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึก
ธรรศในสภาพซูบผอม ใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากแห้งผาก สายน้ำเกลือระโยงระยางอยู่ที่แขนข้างขวา เขากำลังพยายามดึงสายน้ำเกลือออกด้วยความยากลำบาก ดวงตาคมกริบที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้แดงก่ำ และทันทีที่เขาเงียบหน้าขึ้นสบตากับเธอ รอยยิ้มอ่อนแรงและเจ็บปวดก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"คุณ... มาจริงๆ ด้วยสินะครับ ริน..." เสียงแหบพร่าเอ่ยเรียกชื่อเธออย่างชัดถ้อยชัดคำเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี "ผมรู้ว่าคุณเกลียดผม... แต่ก่อนที่คุณจะเดินจากไปอีกครั้ง ช่วยฟังคำสารภาพสุดท้ายของผมหน่อยได้ไหม"
รินรดาชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก กำแพงที่เธอคิดว่าแข็งแกร่ง กำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตาอย่างไม่มีชิ้นดี
ทว่า... ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัยประมาณสี่ขวบในชุดคนไข้เด็ก ก็วิ่งผลุนผลายเปิดประตูห้องเข้ามาด้วยความตกใจ พร้อมกับส่งเสียงร้องเรียกหาผู้เป็นพ่อที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงในพริบตา
"คุณพ่อคะ! คุณแม่บอกว่าคุณพ่อห้ามดื้อ... เอ๊ะ? คุณน้าคนสวยคนนี้ เป็นใครเหรอคะ?"
ชานมไข่มุกหวานร้อยขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเจ็บปวดและเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอันบีบคั้นหัวใจนี้ด้วยกันนะคะ
ดีไซเนอร์หัวขบถกับอดีตคนรักที่จำชื่อผมไม่ได้•ตอนที่ 26
กำแพงที่พังทลาย
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์หัวขบถกับอดีตคนรักที่จำชื่อผมไม่ได้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!