วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 19

ตามหาตัวตนในอดีต

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงกระแทกของถ้วยเซรามิกราคาแพงลงบนพื้นไม้โอ๊กไม่ได้ดังพอจะกลบความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศในห้องทำงานรกทึบแห่งนี้ รวิศยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังกองต้นฉบับที่สูงท่วมหัว ดวงตาหลังกรอบแว่นสายตาเหม่อมองคราบกาแฟสีน้ำตาลเข้มที่ค่อยๆ ซึมลงบนกระดาษร่างบทกวีแผ่นสำคัญ มันคือรอยเปื้อนที่ทำลายตัวอักษรบรรทัดสุดท้ายจนอ่านไม่ออก เช่นเดียวกับความมั่นใจในฐานะกวีของเขาที่ถูกกัดกร่อนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม "คุณกำลังทำลายงานศิลปะที่ตัวเองสร้างขึ้นมาด้วยมือ... รวิศ" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นจากปลายโต๊ะ ภัคพลยืนกอดอก ใบหน้าคมคายภายใต้ชุดสูทเข้ารูปไร้รอยยับฉายแววความหงุดหงิดปนความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้มาดของบรรณาธิการผู้เยือกเย็น สายตาของเขาคมกริบราวกับกำลังผ่าตัดความรู้สึกผิดทั้งหมดที่เกาะกุมจิตใจของคนตรงหน้า รวิศเงยหน้าขึ้นช้าๆ มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันตัวเอง "ศิลปะงั้นหรือครับ? สิ่งที่คุณเรียกว่าศิลปะ มันก็แค่เศษกระดาษที่ไร้ค่าเมื่อผมไม่สามารถแม้แต่จะหาความหมายของบรรทัดแรกเจอ... ผมเปลี่ยนไปแล้ว ภัคพล คุณก็รู้" "เปล่าเลย คุณไม่ได้เปลี่ยน คุณแค่กำลังหวาดกลัว" ภัคพลก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงาน ใช้มือหนากดลงบนขอบโต๊ะไม้ โน้มตัวลงมาสบตาในระยะที่ใกล้พอจะเห็นร่องรอยความอ่อนล้าในดวงตาสีเข้มของอีกฝ่าย "คุณกลัวว่าตัวตนในอดีต—กวีผู้ไม่เคยเกรงกลัวต่อคำพิพากษาของสังคมคนนั้น—จะกลับมาทวงถามความรับผิดชอบจากคุณในวันนี้" ห้องทำงานทั้งห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ รวิศสะท้านเล็กน้อยกับคำพูดที่จี้ใจดำ เขารู้ดีว่าภัคพลไม่ได้มาที่นี่เพื่อปลอบประโลม บรรณาธิการหนุ่มคนนี้ไม่เคยเชื่อในความอ่อนแอ แต่กลับใช้ความจริงอันโหดร้ายเป็นเครื่องมือปลุกเร้า "คุณจำสมุดบันทึกเล่มสีดำเล่มนั้นได้ไหมครับ?" ภัคพลเปลี่ยนน้ำเสียงให้ราบเรียบขึ้น แต่แฝงด้วยแรงดึงดูดประหลาด "สมุดที่คุณเคยเขียนมันด้วยความโกรธเกรี้ยวและศรัทธาร่วมกันเมื่อสามปีก่อน ตอนที่คุณยังเชื่อว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้... ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน?" รวิศขบกรามแน่น สัญชาตญาณการป้องกันตัวพุ่งพล่าน "มันไม่มีความหมายอีกแล้ว สมุดเล่มนั้นถูกเผาไปพร้อมกับความศรัทธาของผม..." "โกหก" ภัคพลสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเฉียบขาดราวกับคมมีด "คนอย่างรวิศไม่มีวันเผางานของตัวเองทิ้งห่างจากความจริงหรอก คุณแค่นำมันไปซ่อนไว้ในที่ที่ลึกที่สุด เพราะคุณกลัวว่าตัวเองจะเจอความกล้าหาญแบบเดิมซุกซ่อนอยู่ข้างในนั้น" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่งงงัน หากแต่เป็นแรงเสียดทานทางจิตวิทยาที่ดึงดูดคนทั้งคู่เข้าหากัน รวิศมองใบหน้าของภัคพล—ชายผู้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามในเชิงอุดมการณ์มาตลอดชีวิตการทำงาน แต่กลับเป็นคนเดียวที่เข้าใจโครงสร้างความคิดของเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง "ทำไมคุณถึงต้องพยายามดึงผมกลับมาขนาดนี้ด้วยล่ะครับ?" รวิศเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา ดวงตาไหววับ "ในเมื่อการที่ผมอ่อนแอและไร้พิษสง มันทำให้งานพิมพ์ของคุณราบรื่นขึ้นไม่ใช่หรือ" ภัคพลถอนหายใจยาว แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงชั่วขณะ เขายืดตัวตรงแล้วกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งที่ตู้เก็บเอกสารไม้โบราณมุมห้อง "เพราะผมไม่ได้ต้องการแค่นักเขียนที่เขียนตามสั่งเพื่อยอดขาย... ผมต้องการคู่สนทนาทางจิตวิญญาณที่ฉลาดพอจะถกเถียงกับผมได้จนถึงรุ่งสาง และโลกใบนี้... มีไอ้บ้าแบบนั้นอยู่แค่คนเดียว" คำพูดนั้นสะท้อนก้องในความรู้สึกของรวิศ มันไม่ใช่คำชมเชย แต่คือการท้าทายที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับในรอบหลายปี รวิศแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนส่วนสูงไล่เลี่ยกับอีกฝ่าย เขาก้าวเดินช้าๆ ไปยังตู้เก็บเอกสารไม้โบราณที่ภัคพลเพิ่งมองเมื่อครู่ มือเรียวยื่นไปสัมผัสบานพับที่เต็มไปด้วยฝุ่น ก่อนจะไขกุญแจที่ซ่อนอยู่ใต้ลิ้นชักล่างสุด เสียงเหล็กกระทบกันดังแกร๊ก กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์โบราณลอยคละคลุ้งออกมาทันทีที่บานตู้เปิดออก ภายในนั้น ไม่มีสมุดสีดำอย่างที่ภัคพลคาดเดา มีเพียงกล่องไม้สักแกะสลักเรียบง่าย แต่อัดแน่นไปด้วยต้นฉบับกระดาษไขที่ผ่านการขีดฆ่าและแก้ไขนับครั้งไม่ถ้วน รวิศหยิบกระดาษแผ่นบนสุดขึ้นมา มันคือบทกวีชิ้นแรกที่เขาเคยตีพิมพ์ร่วมสำนักพิมพ์กับภัคพลเมื่อนานมาแล้ว—บทกวีที่ตั้งคำถามถึงความยุติธรรมของโลกใบนี้ เขายื่นมันให้บรรณาธิการหนุ่ม ภัคพลรับมาด้วยสองมือ สายตากวาดมองลายมือหวัดๆ แต่ทรงพลังที่คุ้นเคย มุมปากของบรรณาธิการหนุ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง "ยินดีต้อนรับกลับมาครับ... กวีของผม" ภัคพลเอ่ยกระซิบเบาๆ ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูห้องทำงานสามครั้งก็ดังขึ้นขัดจังหวะ—มันไม่ใช่เสียงของพนักงานในสำนักงานทั่วไป แต่เป็นเสียงเคาะที่หนักแน่นและเป็นทางการเกินกว่าจะมาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้ รวิศขมวดคิ้วสัญชาตญาณเตือนภัย ขณะที่ภัคพลหันขวับไปมองที่ประตูไม้บานทึบด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นความระแวดระวังทันที ลูกบิดประตูค่อยๆ หมุนช้าๆ จากด้านนอก พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามาในความสลัวของห้อง พร้อมกับเอกสารคำสั่งศาลฉบับใหม่ที่ถูกวางลงบนโต๊ะทำงานตรงหน้าพวกเขาอย่างเยือกเย็น ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาด้วยกันในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%