ปลายปากกาหมึกซึมราคาแพงวางนิ่งอยู่บนกระดาษปอนด์สีครีม รวิศจ้องมองมันราวกับกำลังเพ่งมองกระบอกปืนที่จ่อเข้าหาหน้าอกตัวเอง ในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นจางๆ ความเงียบงันดูจะหนาแน่นจนเกือบจะมองเห็นเป็นรูปธรรม
เขารู้ดีว่าสิ่งที่กำลังจะเขียนลงไป ไม่ใช่แค่ตัวอักษร แต่มันคือคำสารภาพที่เขาเก็บงำไว้ใต้เปลือกนอกอันเยือกเย็นมาตลอดหลายปี
“คุณกำลังเล่นเกมกับไฟ รวิศ” เสียงของภัคพลดังขึ้นในความคิด ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยตรรกะที่เฉียบคมเสมอ ราวกับเจ้าตัวนั่งอยู่ตรงข้ามเขาในวินาทีนี้
ภัคพลคือกระจกเงาที่สะท้อนด้านที่มืดมิดที่สุดของเขาออกมา บรรณาธิการผู้เชื่อมั่นในตัวเลข ยอดขาย และกลไกของตลาด ในขณะที่เขายึดมั่นในบาดแผลและความเป็นมนุษย์ที่พังทลาย ทั้งสองเปรียบเสมือนกวีที่เขียนคนละบรรทัดบนหน้ากระดาษแผ่นเดียวกัน แย่งกันจารึกความหมายที่ไม่มีวันบรรจบ
รวิศสูดลมหายใจเข้าลึก มือที่สั่นเทาเล็กน้อยจรดปลายปากกาลงไป เขาเริ่มเขียนบทกวีที่ชื่อว่า ‘รอยร้าวในกระจกเงา’—บทกวีที่เขาไม่เคยคิดจะเปิดเผยให้ใครอ่าน โดยเฉพาะภัคพล
*‘หากคำว่าให้อภัย คือการลบเลือนรอยแผล*
*เหตุใดข้าพเจ้าจึงยังเห็นหยดเลือดเต้นเร่าในบรรทัดที่ว่างเปล่า*
*เราต่างเป็นฆาตกรในเรื่องราวของกันและกัน*
*ขุดคุ้ยความตายมาเพื่อหล่อเลี้ยงความงามของงานเขียน’*
เขาวางปากกาลง ก้อนเนื้อในอกกระตุกไหว นี่คือความจริงที่เขาพยายามปิดบัง—ว่าเขากับภัคพลไม่ได้เพียงแค่ขัดแย้งกัน แต่มันคือความสัมพันธ์ที่กัดกินกันและกันด้วยความหลงใหลในความเจ็บปวด
สามชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในที่สุดร่างต้นฉบับก็ถูกบรรจุลงในซองจดหมายสีน้ำตาลเข้ม เขาไม่ได้ส่งมันทางอีเมล ไม่มีการแจ้งเตือนผ่านช่องทางดิจิทัล เขาต้องการให้มันถึงมือภัคพลเหมือนกับของขวัญที่ซ่อนระเบิดเวลาไว้ภายใน
รวิศก้าวออกมาจากมุมมืดของบ้านสู่แสงไฟยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ เขาตรงไปยังสำนักงานของภัคพล ตึกระฟ้าที่ตั้งตระหง่านราวกับป้อมปราการแห่งความสำเร็จ ที่นั่น... ในห้องทำงานชั้นบนสุดที่เขารู้ว่าภัคพลมักจะนั่งทำงานจนดึกดื่น
เมื่อเขาไปถึง หน้าห้องทำงานกลับไม่ได้ล็อก รวิศผลักประตูเข้าไปอย่างเงียบเชียบ แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะเผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มในชุดสูทเนี้ยบกริบที่กำลังก้มหน้าอยู่กับแฟ้มงาน เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้น แต่รวิศรู้ว่าอีกฝ่ายรู้ตัวว่าใครเข้ามา
“คุณมาช้าไปยี่สิบนาที” ภัคพลเอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากเอกสาร น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความนัย “หรือว่าการตัดสินใจเขียนอะไรบางอย่างลงไป มันใช้เวลานานกว่าที่คิด?”
รวิศชะงักฝีเท้า ความฉลาดทันกันของคนทั้งคู่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่เคยมีความลับที่แท้จริงต่อภัคพลเลย “คุณรู้อยู่แล้วสินะ”
ภัคพลวางปากกาลงช้าๆ เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นเย็นชาทว่าแฝงประกายบางอย่างที่รวิศอ่านไม่ออก “ผมรอคุณมาที่นี่ เพราะผมรู้ว่าคุณจะแบกรับน้ำหนักของความลับนั้นไว้ไม่ไหวตลอดไป วางมันลงสิ รวิศ”
รวิศเดินเข้าไปใกล้ วางซองจดหมายลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสที่สะท้อนใบหน้าของทั้งสองคนราวกับเป็นเนื้อเดียวกัน “มันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากเขียน แต่มันเป็นสิ่งที่ผมต้องให้อภัยตัวเอง... และอาจจะรวมถึงคุณด้วย”
ภัคพลมองซองจดหมายนั้น ก่อนจะใช้นิ้วเรียวยาวเลื่อนมันเข้ามาหาตัว เขาไม่ได้แกะออกทันที แต่กลับจ้องมองรวิศด้วยสายตาที่ซับซ้อน “การให้อภัยเป็นบทกวีที่สวยหรูที่สุด แต่มันก็มักจะจบลงด้วยการเป็นโศกนาฏกรรมเสมอ คุณพร้อมจะรับความจริงที่อยู่ข้างในนี้หรือยัง?”
รวิศแค่นยิ้ม “ความจริงไม่เคยสวยงามอยู่แล้ว ภัคพล”
ภัคพลเริ่มฉีกซองจดหมายอย่างใจเย็น ความเงียบในห้องดูจะหนักอึ้งขึ้นไปอีกขั้น ขณะที่เขากางกระดาษแผ่นนั้นออกมาอ่าน สายตาของภัคพลกวาดผ่านบรรทัดเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่คิ้วของเขาจะขมวดเข้าหากันเพียงเล็กน้อย... ซึ่งเป็นสัญญาณของความประหลาดใจที่หายากยิ่ง
“คุณอ่านจบแล้ว” รวิศกล่าวเบาๆ รอคอยคำตัดสินจากคู่ปรับที่เขาเคารพที่สุดในฐานะบรรณาธิการ
ภัคพลนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้ารวิศ ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนลดน้อยลงจนแทบจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน
“คุณเขียนถึงเรื่องคืนนั้นที่โรงแรมในเชียงใหม่” ภัคพลกระซิบ เสียงของเขาพร่าลง “คุณบอกว่าคุณไม่ได้เห็นผมเป็นแค่คู่แข่ง แต่คุณเห็น... สิ่งที่ผมพยายามฆ่าทิ้งในตัวเอง”
รวิศก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงาน แววตาของเขาไหววูบ “นั่นเป็นเหตุผลที่ผมต้องเขียนมัน เพราะถ้าผมไม่เขียน ผมก็จะตายไปพร้อมกับคำโกหกนั้น”
ภัคพลหยิบเอกสารอีกฉบับที่วางทับอยู่ใต้แฟ้มงานบนโต๊ะขึ้นมา แล้วยื่นให้รวิศแทนที่กระดาษบทกวีนั้น “ถ้าอย่างนั้น คุณคงต้องอ่านนี่ก่อนจะตัดสินใจว่าเราจะให้อภัยกันได้จริงไหม เพราะบทกวีของคุณมันสายไปแล้ว รวิศ... เพราะสิ่งที่ผมกำลังจะตีพิมพ์ในสัปดาห์หน้า คือบันทึกความจำที่ถูกปรับแต่งเรื่องราวทั้งหมดของคนในเหตุการณ์นั้นให้กลายเป็นหลักฐานมัดตัวคุณ”
รวิศรับกระดาษมาด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นหัวข้อของเอกสารนั้น
มันไม่ใช่บันทึกความจำ แต่มันคือหมายเรียกจากสำนักพิมพ์ที่อ้างถึงหลักฐานการโจรกรรมผลงานเขียนของเขาเอง... โดยที่มีลายเซ็นของเขาเองกำกับอยู่ข้างล่างในสัญญาที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยเซ็นเมื่อไหร่ และชื่อของภัคพลไม่ได้ปรากฏในฐานะคนตรวจแก้ แต่ปรากฏในฐานะ ‘ผู้ถือสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียว’
“คุณไม่ได้แค่จะตีพิมพ์งานผม” รวิศเค้นเสียงออกมา “คุณกำลังจะลบตัวตนของผมออกไปจากประวัติศาสตร์วรรณกรรมชิ้นนี้”
ภัคพลยิ้ม มุมปากของเขากระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เยือกเย็นที่สุดที่รวิศเคยเห็น “ในบทกวีของการให้อภัย... ผู้ชนะต้องเป็นคนเขียนมันเสมอ รวิศ และน่าเสียดายที่ปากกาเล่มนั้น ในตอนนี้ มันอยู่ในมือผม”
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากหน้าประตูห้องทำงาน ก่อนที่ชายฉกรรจ์ในชุดดำสองคนจะก้าวเข้ามาขนาบข้างภัคพล และมือของภัคพลที่เคยสุภาพนุ่มนวล ก็เอื้อมมาแตะไหล่ของรวิศราวกับจะปลอบประโลม แต่แฝงไปด้วยแรงบีบที่บ่งบอกถึงการคุมขัง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาด้วยกันในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 20
บทกวีของการให้อภัย
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!