เสียงกระดาษถูกฉีกขาดเป็นริ้วดังแควะท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานในยามวิกาล มันไม่ใช่เสียงของความโกรธเกรี้ยว หากแต่เป็นเสียงที่เยือกเย็นและเด็ดขาด ราวกับศัลยแพทย์กำลังตัดเนื้อร้ายที่เกาะกินหัวใจออกไป
รวิศมองเศษกระดาษสีเหลืองนวลที่ร่วงหล่นลงบนพื้นพรม ทีละชิ้น... ทีละชิ้น ตัวอักษรลายมือหวัดแกมบรรจงที่เขาเคยใช้เวลาหลายคืนในการร้อยเรียงบทกวีชุดนั้น บัดนี้แหลกสลายไม่ต่างจากความเชื่อมั่นที่เขามีต่อตนเอง
คราบหมึกสีดำซึมซาบลงบนกระดาษเยื่อไผ่ราวกับรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย
"การทำลายหลักฐานไม่ได้ช่วยให้ความจริงตายตกไปตามกาลเวลานะครับ คุณรวิศ"
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของภัคพลดังขึ้นจากมุมห้อง มืดสลัว ร่างสูงสง่าในชุดสูทเข้ารูปยืนพิงกรอบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ดวงตาสีเข้มสะท้อนแสงไฟจากถนนเบื้องล่าง จับจ้องมาที่ชายผู้กำลังนั่งหลังค่อมอยู่หน้าโต๊ะทำงาน บรรณาธิการหนุ่มไม่ได้ขยับตัวเข้าไปใกล้ เขารู้ดีว่าระยะห่างในยามนี้คือเกราะป้องกันที่รวิศต้องการที่สุด... หรืออาจเป็นสิ่งที่รวิศกำลังโหยหาแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก
รวิศเงยหน้าขึ้น ช้าๆ ใบหน้าคมสันที่มักจะซ่อนความอ่อนล้าไว้ใต้กรอบแว่นสายตา บัดนี้ซีดเซียว ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำแต่ไร้หยดน้ำตา มันเป็นความเหนื่อยล้าที่สะสมมาจากอดีต—อดีตที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ใต้ซากปรักหักพังของบทกวีมาเนิ่นนาน
"คุณไม่เข้าใจหรอก คุณภัคพล" รวิศเอ่ยขึ้น เสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายถูไถ "คุณเติบโตมาในโลกที่ทุกอย่างต้องมีเหตุผล มีตัวเลขรองรับ มีความคุ้มค่าในการลงทุน แต่โลกของผม... โลกที่ผมเคยเผชิญ มันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยตรรกะ แต่มันขับเคลื่อนด้วยความผิดบาป"
ภัคพลถอนหายใจเบาๆ เสียงถอนหายใจที่แฝงความหนักอึ้ง เขาผละจากหน้าต่าง ก้าวเดินเข้ามาช้าๆ ฝีเท้าบนพื้นไม้ปาร์เกต์กังวานก้องราวกับเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลัง
"ผมไม่ได้มองหาเหตุผลในบทกวีของคุณหรอกครับ" ภัคพลหยุดยืนห่างจากโต๊ะทำงานเพียงก้าวเดียว สายตากวาดมองเศษกระดาษที่เกลื่อนกลาด "ผมมองหา *'ความจริง'* ในตัวคุณต่างหาก... ความจริงที่คุณพยายามหนีมาตลอดสิบปี ตั้งแต่วันที่เหตุเพลิงไหม้ที่สำนักพิมพ์เก่าของคุณคร่าชีวิตคนไปสามคน และหนึ่งในนั้น... คือคนที่คุณรักที่สุดใช่ไหมครับ"
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางห้อง รวิศชะงัก ตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึกลงไปทันที มือที่กำปากกาหมึกซึมสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
เขาลุกพรวดขึ้นจนเก้าอี้ไม้ล้มคว่ำเสียงดังโครมคราม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและความโกรธเกรี้ยวที่ปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน
"คุณสืบเรื่องของผมมามากเกินไปแล้ว!" รวิศคำราม เสียงต่ำลอดไรฟัน ร่างกายสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ที่อัดอั้นมานาน "คุณไม่มีสิทธิ์... ไม่มีสิทธิ์เอาอפרตของผมมาเป็นเครื่องมือในการต่อรองทางธุรกิจ!"
"ผมไม่ได้เอาอดีตของคุณมาต่อรองอะไรทั้งสิ้น" ภัคพลสวนกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นและเฉียบคม ไม่มีความหวาดหวั่นสะท้อนอยู่ในแววตานั้นเลยแม้แต่น้อย เขาก้าวประชิดเข้ามาอีกหนึ่งก้าว บีบให้รวิศต้องเผชิญหน้าโดยไม่มีทางถอย "แต่ผมกำลังบอกว่า คุณกำลังใช้ความรู้สึกผิดมาเป็นข้ออ้างในการทำลายงานเขียนชิ้นเอกชิ้นสุดท้ายของคุณเอง คุณกลัว... กลัวว่าถ้าหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกไป แสงสว่างจากความสำเร็จจะส่องไปถึงมุมมืดที่คุณจงใจซ่อนตัวอยู่ใช่ไหมครับ"
บทสนทนาหยุดชะงักลง ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งสองอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบ มันคือความอึดอัดที่เต็มไปด้วยแรงกระเพื่อมทางจิตวิทยา
รวิศมองลึกเข้าไปในดวงตาของบรรณาธิการหนุ่ม เขาเห็นความเด็ดเดี่ยว เห็นความดื้อรั้น และที่สำคัญที่สุด... เขาเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในนั้น สองตัวละครผู้มีอุดมการณ์ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้ว คนหนึ่งใช้ชีวิตเพื่อปกป้องความรู้สึกผิด อีกคนใช้ชีวิตเพื่อผลักดันความสมบูรณ์แบบ แต่วิญญาณกลับถูกดึงดูดเข้าหากันด้วยแรงโน้มถ่วงที่มองไม่เห็น
"ถ้ารู้สึกผิดนัก ทำไมไม่เขียนมันออกมาให้จบเล่าครับ" ภัคพลลดเสียงลง อ่อนโยนลงชั่วขณะ แต่ยังคงความเฉียบคม "การฉีกกระดาษทิ้งไม่ได้ทำให้บาปในใจคุณลดลงหรอกครับ มีแต่จะทำให้คุณต้องตายทั้งเป็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ให้ผมช่วยคุณแบกมันสิครับ รวิศ"
ชื่อท้ายประโยคที่ถูกเอמה่ออกมาโดยไม่มีคำนำหน้า ทำให้หัวใจของรวิศกระตุกวูบ ความอบอุ่นแปลกประหลาดสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาในอก ท่ามกลางความหนาวเหน็บของความทรงจำในอดีต เขารู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดอันตรายที่กำลังลากเขาเข้าสู่วังวนของความสัมพันธ์ที่มากกว่าบรรณาธิการและนักเขียน
รวิศหลุบตาลงมองมือของตนเองที่ยังคงสั่นเทา เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก กำแพงที่เขาสร้างขึ้นมานานนับทศวรรษกำลังถูกทุบทำลายลงทีละน้อยด้วยความจริงใจที่ดุดันของคนตรงหน้า
แต่ก่อนที่รวิศจะได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดออกมาเพื่อยอมจำนนต่อความรู้สึกนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน... เสียงฝีเท้าที่ไม่ได้มาจากการนัดหมาย และไม่ได้มีความนุ่มนวลอย่างที่ควรจะเป็น
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างเร่งร้อน ตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ถูกล็อกไว้จากด้านใน
ภัคพลขมวดคิ้วมุ่นทันที สายตาคมกริบหันไปมองที่ประตูห้องสลับกับรวิศ
"คุณนัดใครไว้หรือเปล่าครับ" ภัคพลถามเสียงกระซิบ
รวิศส่ายหน้าช้าๆ ใบหน้ากลับมาซีดเผือดอีกครั้งเมื่อสังเกตเห็นเงาสะท้อนใต้บานประตูไม้—เงาร่างของใครบางคนกำลังยืนนิ่งสนิท พร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลที่ถูกสอดลอดใต้ช่องว่างของประตูเข้ามาทีละน้อย
ช้าๆ... จนกระทั่งมันหยุดนิ่งอยู่แทบเท้าของพวกเขา
รวิศก้มลงมองซองเอกสารนั้น หัวใจเต้นรัวกระหน่ำราวกับมีกลองศึกตีอยู่ข้างหู บนหน้าซองไม่มีชื่อผู้ส่ง มีเพียงข้อความตัวพิมพ์ดีดสั้นๆ ที่ทำให้ลมหายใจของเขากลับมาติดขัดอีกครั้ง
*'หลักฐานชิ้นใหม่เกี่ยวกับเพลิงไหม้เมื่อสิบปีก่อน... ที่คุณพยายามปกปิด'*
รวิศเงยหน้าขึ้นมองภัคพลด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นสุดขีด ในขณะที่บรรณาธิการหนุ่มรีบพุ่งตัวไปที่ประตู เปิดมันออกอย่างไรลังเล—ทว่าทางเดินด้านนอกกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน มีเพียงซองเอกสารปริศนาอีกซองหนึ่งตกอยู่บนพื้น พร้อมกับรอยหมึกสีดำเปรอะเปื้อนที่ยังคงสดใหม่ ราวกับเพิ่งมีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้นเมื่อวินาทีที่แล้วนี้เอง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาด้วยกันในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 18
หน้ากระดาษที่ถูกฉีก
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!